ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่69 หอคัมภีร์ยุทธ์หลวง

            รุ่งขึ้นหนิงเฟยหลงออกจากห้องไม่ทันได้สูดอากาศภายนอกในยามเช้าจิ๋นหลี่ก็เข้ามาหามันมารออยู่นานแล้ว

     

              “ศิษย์น้องวันนี้ข้าจะพาเจ้าไปดูตึกศึกษา”

     

            ศิษย์พี่ศิษย์น้องพากันมุ่งหน้าไปยังตึกศึกษาของศิษย์ฝ่ายนอกพร้อมทั้งอธิบายคร่าว ๆเกี่ยวกับการเรียนซึ่งการเรียนฝ่ายนอกนี้ส่วนใหญ่จะมีแค่ผู้อาวุโสมาทำการบรรยาย การฝ่าขั้นวิธีการฝึกฝนพื้นฐาน และชี้แนะเคล็ดวิชาที่ทำการฝึกให้เท่านั้นส่วนใหญ่เป็นการพึ่งการฝึกฝนของตนเอง วิชาต่าง ๆหาได้จากภายในตึก

     

              เมื่อมาถึงตึกศึกษาแล้วจิ๋นหลี่ก็ได้ลาหนิงเฟยหลงไป ศิษย์ฝ่ายในนั้นมีอิสระมากกว่าศิษย์ฝ่ายนอกสามารถเข้าออกสำนักได้ง่ายดายทว่าศิษย์ฝ่ายนอกต้องได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะออกไปไหนได้นั่นทำให้จิ๋นหลี่มาหาหนิงเฟยหลงได้ แต่หนิงเฟยหลงไม่สามารถไปหาจิ๋นหลี่ได้อย่างน้อยการรู้จักคบหามิตรสหายก็ทำให้การใช้ชีวิตในสำนักไม่ยุ่งยากเท่าไหร่

     

              เข้าไปภายในตึกก็มีผู้อาวุโสมาให้คำแนะนำในแต่ละห้องล้วนติดป้ายบรรยายไว้ หากต้องการศึกษาเกี่ยวกับการฝ่าขั้นก็จะมีห้องแยกพิเศษเพื่อให้ศิษย์ในสำนักได้พัฒนาความสามารถรวดเร็วที่สุดที่นี่จึงนับเป็นสำนักที่ดีที่สุดในอาณาจักร

     

              ชายหนุ่มไล่เดินมองป้ายชื่อแต่ละห้องก็ยังไม่มีห้องใดสะดุดตาจึงเดินออกจากตึกไปยังเขตส่วนในสำนัก

     

              “หยุด! เจ้ามาทำอะไรในเขตฝ่ายในกลับไปเดี๋ยวนี้!” ผู้อาวุโสฝ่ายในตวาดไล่

     

              หนิงเฟยหลงไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใดใบหน้าเรียบสงบ ยกมือประสานทำความเคารพอย่างนบนอบ“ศิษย์หนิงเฟยหลงมีความประสงค์จะเข้าไปยังหอคัมภีร์ยุทธ์หลวงขอท่านได้โปรดเปิดทางให้ด้วย”

     

              “!!!!” ผู้อาวุโสเมื่อได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง! มันก็หวนนึกถึงเรื่องไม่กี่วันก่อนที่มีศิษย์เข้าใหม่ได้รับป้ายไม้“อืม...เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าไปเอง”ผู้อาวุโสนึกได้ดังนั้นจึงเปลี่ยนท่าทีกล่าวอย่างสุภาพแล้วเดินนำไปยังหอคัมภีร์ตลอดทางก็ไม่ได้มีอุปสรรคใด ๆอีก

     

              เข้ามาภายในเขตฝ่ายในหนิงเฟยหลงก็มองเห็นทะเลสาบกว้างใหญ่ หอสูงสี่หอและหนึ่งตำหนักลมปราณฟ้าดินในบริเวณนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และเข้มข้นกว่าภายนอกหนิงเฟยหลงสูดลมหายใจยาวร่างกายรู้สึกสดชื่น เดินต่ออย่ากระปี้กระเป่าจนมาถึงริมทะเลสาบจึงต้องเปลี่ยนเป็นลงเรือข้ามไปเกาะใจกลางสำนักที่ตั้งพื้นที่ห้วงห้ามซึ่งส่วนนี้ผู้อาวุโสฝ่ายในไม่อาจเข้าไปได้

     

              “ขอบคุณท่านมากผู้อาวุโสไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร? ข้าจะจดจำท่านไว้” หนิงเฟยหลงประสานมืออย่างสุภาพ

     

              ผู้อาวุโสผู้นั้นก็ยิ้มอย่างเบิกบานการกระทำของมันไม่สูญเปล่าแล้ว “ข้ามีนามว่าหลี่กัง”

     

              “ขอบคุณผู้อาวุโสหลี่กัง”เอ่ยจบหนิงเฟยหลงก็ลงเรือไป หลี่กังก็โบกมือลาพลางเอ่ย “ขอให้เจ้าโชคดี”

     

              เรือได้ฟากไปอย่างช้า “ทัศนียภาพของที่นี่ไม่เลวเลย”ชายหนุ่มอดที่จะชมเชยไม่ได้ ความงดงามของที่นี่เกรงว่าแม้แต่วังหลวงยังต้องหม่นหมองเติมแต่งโดยธรรมชาติและฝีมือของมนุษย์ที่สร้างสรรได้อย่างลงตัวทะเลสาบล้อมรอบไปด้วยหอและตำหนักและมันก็ยังล้อมรอบเทือกเขาที่สูงตระหง่าน และภายในเกาะกึ่งกลางนี้ก็เต็มไปด้วยพืชพรรณต้นไม่ใบหญ้าต่างละลานตา

     

            ชายหนุ่มทอดสายตาไปเรื่อยเปื่อย คล้ายว่ายิ่งมองก็ยิ่งสบายใจมองอย่างไรก็ไม่เบื่อ เกือบหลงลืมเป้าหมายที่ตนเองมา

             

            “ถึงแล้ว” หนิงเฟยหลงใจเต้นชายหนุ่มมองไปยังหอคัมภีร์ที่เก่าแก่บนเทือกเขาสูง

             

            ทันทีที่ชายหนุ่มกำลังจะก้าวต่อ ก็มีทหารมาหยุดไว้

             

            “แสดงป้ายของเจ้ามา!” หนิงเฟยหลงหยิบป้ายไม้ออกมาแล้วยื่นให้ทหารผู้นั้นทหารรับแล้วพยักหน้าส่งคืน

             

            ชายหนุ่มจึงเดินต่อไปขึ้นเทือกเขา ตลอดทางก็มีทหารเดินตรวจตราหนิงเฟยหลงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เดิมทีมันตั้งใจว่าการมาที่นี่ครั้งนี้นอกจากจะมาเพิ่มความรู้การฝึกฝนแล้ว ยังจะมาผ่อนคลายเสียบ้างทว่าสิ่งนั้นคงทำไม่ได้แล้ว

             

            ยิ่งขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อย ๆก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงลมปราณฟ้าดินที่หนาแน่นยิ่งเข้าใกล้หอคัมภีร์ก็ยิ่งรู้สึกมหัศจรรย์หนิงเฟยหลงไม่อาจข่มความรู้สึกออกมาได้ ชายหนุ่มยิ้มร่า แววตาเปล่งประกายถึงแม้จะรู้สึกอัศจรรย์แต่ตัวหอนั้นช่างธรรมดาเป็นไม้ทั้งหลังทำให้รู้สึกว่ามันสามารถล้มครืนลงมาเมื่อใดก็ได้

             

              เปิดประตูเข้าไปก็พบกับชายชราผู้หนึ่งที่แต่งตัวซอมซ่อทว่ามองดูแล้วไม่รู้สึกถึงความสกปรก กลับรู้สึกแปลกประหลาดบางประการ

     

              “เด็กน้อย...เจ้ามาแล้ว”ชายชรากล่าวพร้อมกับยิ้มให้

     

              “ผู้อาวุโส”หนิงเฟยหลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม

             

              “ดี! ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ก็เดินดูได้ตามสบาย”ชายชราหยุดพูดแล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆตัวภายในหอคัมภีร์ที่ดูเก่าและทรุดโทรม “ถึงแม้ในหอนี้ไม่อาจฝึกได้แต่ก็ใช่ว่าสถานที่ด้านนอกห้ามฝึก” คล้ายชายชราจะรู้ว่าหนิงเฟยหลงกังวลสิ่งใด ชายชราโบกมือคราหนึ่งหนิงเฟยหลงมองออกไปเบื้องนอก ก็ไม่พบกับทหารที่แต่เดิมมีอยู่หลายสิบคนแล้ว

     

              “อึก” ชายหนุ่มอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้ “สุดยอดผู้อาวุโสผู้นี้ไม่ธรรมดา!ทหารพวกนั้นก็ไม่ธรรมดา!” ตั้งแต่เมื่อใดกันที่แคว้นเยว่มียอดฝีมือมากมายถึงเพียงนี้หนิงเฟยหลงมองชายชราด้วยความเลื่อมใส

     

            “เจ้าไปทำสิ่งที่เจ้าอยากทำเถอะ”

             

            “ขอรับ” ชายชราโบกมือคล้ายไม่ใส่ใจแล้วก็ล้มตัวเอนนอนไปกับเก้าอี้ไม้หวาย

             

            หนิงเฟยหลงเริ่มจากการค้นหาไปทั่วชั้นที่หนึ่งมันพบว่าแค่ชั้นที่หนึ่งก็ทำให้มันตื่นตาตื่นใจแล้วแม้ว่าจะไม่มีคัมภีร์ยุทธ์ระดับปฐพีเลยก็ตาม แต่สิ่งที่มันพบคือวิชาระดับสูงและยังมีวิชาปรุงโอสถ องค์ความรู้ของศาสตร์มากมายถูกเก็บไว้ในนี้รอยยิ้มของชายหนุ่มปรากฏขึ้นจนรู้สึกเมื่อยล้า มันไม่เคยรู้สึกยินดีขนาดนี้มาก่อน

             

            ความรู้คือสิ่งที่มันต้องการ ยิ่งได้มากยิ่งเป็นประโยชน์ และตำรา หนังสือคัมภีร์ที่นี่ก็เพียงพอที่จะเติมเต็มความรู้ที่ขาดหายไปได้ หนิงเฟยหลงพลิกตำราไปมาก็พบกับตำราโอสถที่พิสดารเข้า มันบ่งบอกถึงการหลอมโอสถที่ไม่เหมือนใคร ดวงตาของชายหนุ่มลุกวาวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

             

            ต้องรู้ว่าวิชาหลอมโอสถนั้นหาได้ยากยิ่ง ถึงแม้ว่าวิชาจะหาได้ยากแล้วแต่การฝึกฝนนั้นยากกว่า ผู้ที่ไม่มีพรสวรรค์ยากนักที่จะสำเร็จได้และในอาณาจักรนี้ก็มีผู้ที่หลอมโอสถได้เพียงสองคนเท่านั้นและทั้งคู่ยังเป็นผู้ที่องค์จักรพรรดินั้นให้ความเคารพ และถูกดูแลอย่างดี หมอหลวงในราชวังยังไม่อาจเทียบได้

             

            ผู้หลอมโอสถอันที่จริงแล้วถูกเรียกว่า ‘นักปรุงโอสถ’ นักปรุงโอสถนี้ต่างจากหน่วยโอสถธรรมดาหรือแม้กระทั่งการทำโอสถของหนิงเฟยหลงนั่นเพราะการทำโอสถธรรมดานั้นไม่ใช่การหลอมมันเป็นเพียงโอสถระดับต่ำที่มีผลค่อนข้างช้าและแทบจะไม่มีผลใด ๆกับพวกระดับสูง ส่วนนักปรุงโอสถนั้นต่างกันออกไปโอสถที่พวกนั้นทำจะมีประสิทธิภาพมาก ออกฤทธิ์รวดเร็ว และมีค่ามาก

             

            นักปรุงโอสถจะมีขั้นของมันด้วยกัน หกขั้น ขั้นที่หนึ่งถึงห้าถูกเรียกว่า ‘อาจารย์โอสถ’ เมื่อถึงขั้นที่หกจะถูกเรียกว่า‘ปรมาจารย์โอสถ’ และในโลกนี้ก็ยากที่จะพบเจอได้ว่ากันว่าโอสถของปรมาจารย์โอสถสามารถทำให้คนธรรมดาบรรลุขอบเขตแดนสวรรค์ได้

             

            แต่นั่นก็เป็นเพียงตำนาน และในอนุทวีปหนานโจวนี้มีเพียงนักปรุงโอสถสูงสุดแค่ขั้นสามเท่านั้นยังห่างไกลจากปรมาจารย์โอสถไปมาก แค่นี้ก็พอรู้การจะหานักปรุงโอสถขั้นหกได้ยากแค่ไหนชาตินี้ทั้งชาติคงไม่อาจพบได้ และความสำคัญของนักปรุงโอสถแล้วว่ามีมากเพียงใด

             

              และนี่ก็เพียงพอให้หนิงเฟยหลงให้ความสำคัญกับตำรานี้แล้วนอกจากจะทำให้มันมีความสำคัญในระดับทวีปแล้วการหลอมโอสถยังช่วยให้การฝึกฝนของมันเลื่อนขั้นได้อย่างง่ายดายการบาดเจ็บย่อมได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว มันไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใดอีกทว่าการฝึกฝนนั้นจะง่ายเพียงนั้นหรือ? ย่อมเป็นไปไม่ได้

     

              หนิงเฟยหลงเปิดอ่านไปสักพักก็ต้องถอนหายใจความเคร่งเครียดมาแทนที่ “ควบคุมไฟ..” ใช่การควบคุมไฟเป็นปัญหาของมันแม้ว่าจะมีเตาหลอม ไฟจากการจุดเตาหลอมแต่นั่นยังไม่สามารถบ่งบอกได้ถึงการเป็นนักปรุงโอสถ ที่สำคัญคือปราณธาตุไฟที่เป็นสิ่งสำคัญ

     

              “นี่ข้าลืมไปได้อย่างไร? เพลิงสีชาด!” ชายหนุ่มมีความหวัง มันหยุดไม่ได้แล้วกับความกระตือรือร้นนี้

              

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน