มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 118 หนทางที่ย่างก้าว

    บทที่118หนทางที่ย่างก้าว

     

            ฮุ่ยจวินได้ออกเดินทางจากแคว้นซานโดยฝากฝังหน้าที่ฟื้นฟูพรรคภูษาทมิฬไว้กับเฉียวฟางหวินศิษย์ตนผู้เป็นประมุขพรรคคนใหม่ซึ่งฟางหวินก็ไม่ทำให้มันต้องกังวลแลผิดหวัง บุรุษหนุ่มกลางวันทุ่มเทดูแลพรรคและฟูมฟักกองกำลังด้วยความใส่ใจปฏิบัติต่อทุกชนชั้นในพรรคอย่างเท่าเทียม คนของพรรคภูษาทมิฬตอนนี้จึงยิ่งเคารพรักแลยำเกรงมันยิ่งนักอีกทั้งมันยังแบ่งปันช่วยเหลือชาวเมืองที่แร้งแค้นรอบข้างมิขาดตก ส่วนในเวลากลางคืนชายหนุ่มก็ฝึกฝนในมหาวิถีวจนะปัญญารวมถึงกฎเกณฑ์ที่พลิกแพลงของอาจารย์ที่ถ่ายทอดส่งเสริม ทำให้ค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ที่มันเคยสร้างขึ้นมีความล้ำหน้ากว่าเมื่อคราใช้ออกครั้งแรกอักโขพรรคภูษาทมิฬในตอนนี้จึงดูเข้มแข็งแลเต็มไปด้วยความมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ

             

            ฮุ่ยจวินเพราะวางใจในตัวฟางหวินแล้วจึงจากมาแม้มีเหล่าผู้อาวุโสจากพรรคมากมายคิดติดตามอารักขามันและฟางหวินก็ต้องการให้คนติดตามรับใช้มันแต่มันชอบที่จะเดินทางอย่างไม่เอิกเกริกมากกว่าจึงเลือกที่จะมาตัวคนเดียวเช่นนี้ ก่อนจากแคว้นซานฮุ่ยจวินได้แวะไปไหว้หลุมศพของท่านลุงและฮุ่ยไป๋อีกหน เล่าเรื่องที่พึ่งกระทำไปเล็กน้อยจากนั้นก็เดินสะพายกล่องไม้แปลกประหลาดมุ่งไปยังแคว้นหลุนต่อทันที

             

            ระหว่างทางแวะเข้าไปทักทายสนทนากับผู้เป็นพี่ใหญ่อย่างปู้ชิงเถาร่วมดื่มสุรา และตลอดที่มันพักอยู่ยังสำนักกระบี่ไร้เงานั้นได้สร้างความน่านับถือแก่ผู้คนไม่น้อย

             

            มาครั้งแรก สายตาที่ผู้คนจากสำนักกระบี่ไร้เงามองมันเต็มไปด้วยความหวาดระแวงกริ่งเกรง และมีความไม่พอใจสอดแทรกอย่างเห็นได้ชัด แต่ทว่าหลังจากนั้น ด้วยท่าทีที่มันปฏิบัติต่อทุกผู้ความอ่อนน้อมแต่ไม่อ่อนแอ ความอ่อนโยนแต่ไม่ขาดเขลา กอปรกับความมีเมตตาและคุณธรรมของมันช่วยเหลือรักษาผู้คนโดยไม่เลือกชนชั้นหรือฐานะ ช่วยคนอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน เหล่านี้กลับทำให้คนจากสำนักกระบี่ไร้เงาที่ถูกควบคุมอยู่รู้สึกนับถือในน้ำใจทั้งยังรู้สึกเคารพในตัวมันอย่างกรายๆ พอมันจะจากไป ถึงขนาดมียอดฝีมืออาวุโสหลายผู้คิดติดตามไปดูแลช่วยเหลือมันอย่างออกหน้าและแทบทั้งหมดล้วนได้นับถือชายหนุ่มเป็นเจ้าสำนักคนใหม่โดยปริยาย

             

            ตัวตนของแพทย์ไร้นามพอประสบด้วยตัวของตนเองพวกมันจึงได้เห็นว่าแท้จริงแล้วยังมีคนที่จิตใจประเสริฐเช่นนี้ดำรงอยู่

             

            การมาอยู่ของฮุ่ยจวินไม่ถึงเดือน มันกลับสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดแลมุมมองของคนจากสำนักกระบี่ไร้เงาที่มีต่อมันได้อย่างหมดจดส่งเสริมให้ตอนนี้สองกองกำลังแห่งสองพรรคใหญ่ได้สนับสนุนแลคิดเดินตามปณิธานของมันจากใจจริง

             

            ให้ใจคนจึงจะได้ใจกลับ สิ่งนี้ฮุ่ยจวินได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้

             

            ข้อกังวลใจแรกที่ฮุ่ยจวินคิดไว้ได้คลี่คลายตอนนี้สองพรรคใหญ่ในอดีตได้แปรเปลี่ยน ทิศทางที่จะเห็นผืนปฐพีก้าวข้ามกลียุคเริ่มเผยออกมาทีละนิด

             

            “น้องรอง เจ้าจะไปแล้ว"

            ปู้ชิงเถามือข้างหนึ่งถือจอกสุรา ส่วนปากก็เอ่ยถาม

             

            ฮุ่ยจวินพยักหน้า ก่อนประสานมือขึ้น

            “ต้องขอบคุณท่านอีกครั้งที่ลำบากแลเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยส่งเสริมปณิธานของข้า”

             

            ปู้ชิงเถาจึงยื่นมือไปตบบ่าของมัน

            “อย่าได้เกรงใจอันใด ปณิธานของข้าก็เป็นเจ้าที่ชี้ทางเรื่องเพียงแค่นี้ข้าจะกระทำเพื่อเจ้าบ้างมิได้หรือ อีกทั้งปณิธานที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปในทิศทางที่ประเสริฐเช่นนั้นข้าจะไม่ร่วมด้วยได้อย่างไรส่วนความลำบากหรืออันตรายใด เมื่อจะประสบก็ต้องประสบ หากต้องเผชิญแม้แต่เทวะวจนะ ข้าก็จะขอเผชิญเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้า"

             

            ฮุ่ยจวินยกจอกสุราขึ้น

            “ดื่มให้แก่ความกล้าหาญและน้ำใจอันแน่วแน่ของท่าน"

             

            ก่อนทั้งสองจะยกจอกสุราดื่มรวดเดียวหมดเมื่อสุราจอกนั้นหมดไป เมื่อสุราอันร้อนผ่าวไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง ตอนนั้นฮุ่ยจวินก็ได้เดินทางจากสำนักกระบี่ไร้เงาไปแล้วและก็เป็นอีกคราที่มันไหว้วานปู้ชิงเถา การดูแลฟื้นฟูสำนักกระบี่ไร้เงาจึงตกเป็นหน้าที่ของปู้ชิงเถารวมถึงอดีตผู้อาวุโสสูงอายุผู้หนึ่งของสำนัก

             

            ปู้ชิงเถาต้องดูแลทั้งสองทาง พรรคเอกยาจกรวมถึงสำนักกระบี่ไร้เงาเช่นนั้นจึงเป็นอีกครั้งที่มันติดตามฮุ่ยจวินไปไม่ได้ ทั้งที่ใจต้องการติดตามไปช่วยเหลือน้องร่วมสาบานที่แคว้นหลุน

             

            ฮุ่ยจวินเดินเตร็ดเตร่เพียงลำพังตามตะเข็บชายแดนเขตเขาเถาหมิงซานเส้นทางที่มันเลือกเดินจำเป็นต้องใช้เวลา เช่นนั้นมันจึงไม่เร่งเวลา การเดินทางด้วยม้านับเป็นความรีบร้อนแลไม่เหมาะสมเช่นนั้นมันจึงเลือกที่จะไม่ขี่ม้า แต่อาศัยการเดินเท้าเพื่อฝึกปรือมหาวิถีเจ็ดดาราไปพลางและช่วยเหลือผู้คนที่บังเอิญเจอตามรายทางไปพลาง

             

            พบคนแก่ช่วยคนแก่

             

            พบสตรีช่วยสตรี

             

            พบเด็กช่วยเด็ก

             

            พบสรรพสัตว์ช่วยเหลือสรรพสัตว์

             

            แม้กระทั่งพบเดรัจฉานบาดเจ็บมันก็ยังรักษาเดรัจฉาน

             

            การเปลี่ยนแปลงโลกสำหรับมันก็คือการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากสิ่งเล็กๆเพราะหากมุ่งหวังเพียงชิงแต่พลังอำนาจ ซักวันมันก็คงไม่ต่างจากคนที่ปกครองปฐพีเหล่านั้นเช่นนั้นมันจึงเลือกจังหวะเวลา ช้าบ้างเร็วบ้าง ทั้งหมดก็เพื่อสร้างรากฐานในสิ่งที่มันอยากจะให้เป็น

             

            ต้องการสร้างโลกที่เต็มไปด้วยความผาสุขไร้สิ่งเบียดเบียนมันก็ต้องปลูกฝังเพาะบ่มจากปัจจัยอันเป็นพื้นฐานเหล่านี้ ใช้พลังควบคุมสรรพสิ่ง อย่างไรก็มิอาจเทียบเคียงได้กับใช้ใจควบคุม

             

            “ขอบพระคุณท่านแพทย์ไร้นาม ขอบพระคุณขอบพระคุณจริงๆ"

            สตรีชรายากไร้ผู้หนึ่งพาเด็กชายรวมถึงคนในหมู่บ้านชายแดนอันแร้งแค้นคุกเข่ากราบกรานฮุ่ยจวินฮุ่ยจวินก็รีบย่อกายรับร่างพวกมัน ส่วนเด็กชาย รวมถึงเด็กทั้งหลายในหมู่บ้านก็ต่างมองมันด้วยตาที่เป็นประกายในใจก็ต่างตั้งมั่นว่าจะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและช่วยเหลือผู้อื่นดั่งท่านแพทย์ไร้นามผู้นี้ให้จงได้

             

            ตลอดรายทางที่ฮุ่ยจวินมุ่งผ่าน หากมันเดินทางย้อนกลับมันจะได้ยินแต่คำสรรเสริญของชาวบ้านที่มีต่อตนแต่ถึงแม้หูจะไม่ได้ยิน ทว่าใจของมันก็รับรู้ได้ถึงเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่กำลังผลิบานตามรายทางที่มันก้าวเดินผ่านมาแล้ว

             

            เวลาแห่งการล่าสำหรับมันจึงไม่จำเป็นต้องเร็วมากเพียงก้าวเดินให้ทันจังหวะของสัจธรรมแห่งชีวิตก็เพียงพอแล้ว

             

            ใช้เวลาหลายสิบวันในที่สุดฮุ่ยจวินก็บรรลุไปถึงเขตรอยต่อระหว่างแคว้นเว่ยและหลุน

             

            เมื่อย่างกรายเข้าใกล้แคว้นหลุน มวลอากาศเย็นที่พัดมาจากทางเหนือก็ทำให้คนต้องรู้สึกเย็นยะเยือกมันอยู่ทางตอนใต้ของแผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันตกมานาน ชินกับสภาพอากาศที่ส่วนใหญ่จะอบอ้าวพอได้ประสบกับลมหนาวที่พัดพาความเย็นกระทบหาก็พลอยทำให้จิตใจคนได้จรรโลงแลหวนนึกถึงเรื่องราวมากมายในอดีตมันจึงพึมพำกลอนประโยคหนึ่งที่มันไม่รู้ว่าเคยได้ยินจากที่ไหน และก็เป็นกลอนที่มันมักใช้กล่อมฮุ่ยไป๋ก่อนนอนขึ้น

             

            “เถาหมิงซานขวางกั้นหมื่นลี้ ยังมีเขาสูงเคียงคู่ไม่บรรจบจันทราสาดกระทบ สุริยันส่องต้อง มองมิเห็นความงาม เดือนดับ อาทิตย์ตกผสานตาม ความวิลาสนั้นจึงปรากฏ”

             

            เมื่อพึมพำถึงบทกลอนนี้ จิตใจคนก็คล้ายจมจ่อมในห้วงแห่งความคำนึงก่อนที่ความคิดดังกล่าวนั้นจะก่อรวมเป็นแรงผลักดันให้แก่เส้นทางแห่งปณิธานที่มันเลือกเดินวันนี้ค่ำคืนได้มาเยือน ความหนาวเริ่มย่างกราย มันจึงหยุดพัก ในระหว่างที่พักก็พยายามฝึกฝนมหาวิถีเจ็ดดาราทั้งยังศึกษากฎเกณฑ์อื่นๆที่จะนำพาให้มันสามารถเปิดดวงดาราที่สูงขึ้นไปอีกขั้นได้

             

            ระหว่างที่ถ่ายทอดแลสอนสั่งฟางหวิน มันก็พลอยได้ศึกษาในกฎเกณฑ์แห่งมหาวิถีวจนะปัญญาจากฟางหวินอยู่บ้างมันได้ลองวิเคราะห์ไตร่ตรอง ได้เทียบเคียงรูปแบบของมหาวิถีแต่ละมหาวิถีที่มันพานพบมันก็เริ่มเห็นว่าแต่ละมหาวิถีล้วนมีรูปแบบที่คล้ายคลึง แม้นจะมีพื้นฐานแห่งกฎเกณฑ์ต้นกำเนิดที่แตกต่างบ้างแต่การที่มันได้ฝึกทั้งพลังญาณ ได้ชักนำให้รวมอยู่ในมหาวิถีเจ็ดดารา มันจึงได้มองข้อเท็จจริงนี้แตกต่างจากผู้อื่นพอมันได้ลองมาศึกษาถึงรูปแบบของมหาวิถีเทวะวจนะอย่างเจาะจงจากการบอกกล่าวของฟางหวินมันค่อยพบว่าบางทีมันมิจำเป็นต้องมีจุดชีพจรลมปราณพิเศษก็สามารถที่จะเข้าใจแลเข้าถึงในกฎเกณฑ์และมหาวิถีอันเป็นปาฏิหาริย์นี้ได้

             

            เพียงแต่ว่านี่คือทฤษฎีที่มันคาดเดาเท่านั้นแต่มันก็ยังไม่เห็นจุดเชื่อมโยงที่จะก่อให้เกิดความคิดดังกล่าวขึ้น ทว่าหากมันได้ผู้ที่ช่ำชองในมหาวิถีเทวะวจนะมาชี้แนะหรืออาจได้คำภีร์ในมหาวิถีเทวะวจนะอันเลิศล้ำซักเล่ม มันก็อาจจะเป็นผู้ที่เดินในเส้นทางแห่งเทวะวจนะได้โดยที่มิต้องมีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดแม้เพียงเสี้ยว

             

            พลังญาณมันยังสามารถหลอมรวมเข้ากับมหาวิถีเจ็ดดาราโดยมิต้องสร้างแก่นญาณชีพจรฟ้าได้เหตุใดมันจะหลอมรวมมหาวิถีเทวะวจนะเข้ากับมหาวิถีเจ็ดดาราบ้างมิได้

             

            หากมันกระทำได้จริง บางทีนี่อาจเป็นส่วนส่งเสริมสำหรับต่อรองและคานอำนาจกับนิกายเทวะวจนะ

             

            หรือบางทีอาจนำพาให้มันขึ้นไปหาตัวตนสูงสุดอย่างมหาเทวะเทียนหมิง!

             

            คิดไปก็ยังเป็นช่องว่างที่ยาวไกล อาจเป็นช่องว่างที่กว้างกว่ามหาสมุทรที่สุดลูกหูลูกตาก็เป็นได้ฮุ่ยจวินจึงยังไม่คิดข้ามมหาสมุทรเพียงก้าวกระโดด แต่มันกำลังจะวางรากฐานและค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ได้เส้นทางที่มันคงแข็งแรงต่อการก้าวข้ามช่องว่างที่สุดไพศาลนี้

             

            ฮุ่ยจวินคืนกลับสู่สมาธิการฝึกปรือลมปราณเจ็ดดาราอีกหนคิดค้นหากฎเกณฑ์ที่มาสอดรับแลส่งเสริม มีบ้างที่ลองปรับใช้ในกฎเกณฑ์แห่งวจนะปัญญาที่พอรับรู้รายละเอียดเล็กน้อยจากฟางหวินฝึกอย่างมุ่งมั่นตั้งใจจนเข้าสู่สมาธิสมบูรณ์สูงสุด มันเข้าใกล้เส้นทางแห่งดวงดาราที่สามเต็มทีแต่ไม่ว่ามันจะหาวิถีทางที่จะทะลวงสู่ดวงดารานั้นอย่างไร ก็เหมือนกับเส้นผมบังภูเขาที่เหมือนจะมองเห็นแต่ก็มิอาจเห็นได้อย่างแท้จริง

             

            เมื่อฝึกลมปราณพบทางตัน มันก็หันมาฝึกปรือพลังธรรมชาติก่อรวมเอาวิถีแห่งพลังญาณ เพิ่มพูนพลังฝีมือในทุกด้านให้แก่กล้าขึ้นทุกเวลา วันนี้ฝึกญาณพรุ่งนี้ฝึกพลังฝีมือ เคล็ดกระบวนท่าเคล็ดวิชาท่องไพศาลก็ทบทวนมิขาดตก ฝึกไปเรื่อยๆตลอดรายทางจนมันบรรลุไปถึงเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ในแคว้นหลุนแล้ว

            .

            .

            .

             

            สตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์ขาวลวดลายหิมะฟ้าครามสตรีจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นครั้งแรกที่นางได้มีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาในดินแดนที่แตกต่างจากเมืองน้ำแข็งที่นางอยู่พบพานเรื่องอยุติธรรมและความโสมมของโลกที่หลากหลาย นางอาศัยอยู่ในสถานที่ที่ปลีกวิเวกแลไร้มลทินมานานมิเคยพานพบเรื่องราวความทุกข์และความวุ่นวายแบบนี้มาก่อน นางจึงคิดที่จะท่องยังผืนปฐพีนี้ต่อมิคิดกลับอย่างน้อยขอสะสางตัวปัญหา ช่วยเหลือคนให้หลุดพ้นได้บ้างก็ยังดี

             

            นางตัดสินใจที่จะท่องไปตามปฐพีที่แปดเปื้อนใช้ช่วงเวลาระหว่างภารกิจช่วยเหลือผู้คนโดยไม่เลือกวรรณะ ชื่อเสียงของนางและแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์จึงยิ่งขจรขจายแลตราตรึงในจิตใจของผู้คนทำให้นางตกเป็นที่ห้อมล้อมแลได้รับความสนใจจากผู้คนที่พบเห็นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประมุขคนใหม่ของพรรคภูษิตฟ้ายิ่งติดตามข้องเกี่ยวนางมิลดละ

             

            ภารกิจของนางคือรอรับมือกับแพทย์ไร้นามหากมันมาสร้างความวุ่นวายให้แผ่นดินแคว้นหลุนดังนั้นการที่ตัวตนของนางโดดเด่นจนเกินไปจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามไหวตัวได้ อีกทั้งนางมีชีวิตที่สันโดษสงบสุขมานานการถูกติดตามห้อมล้อมย่อมมิใช่วิสัย นางจึงได้สลัดคราบจากสตรีสะคราญโฉมชุดขาวลวดลายหิมะฟ้าครามปลอมตัวแปลงกายเป็นสตรีอัปลักษณ์ในชุดเก่าเกอะที่ราวกับขอทานนางหนึ่ง พอนางเป็นสตรีอัปลักษณ์และมิต่างจากขอทานก็ไม่มีใครให้ความสนใจหรือให้ค่าอย่างที่ควรจะเป็นอีกเลย ถึงแม้ว่านางจะช่วยเหลือพวกมันก็ตามครั้งหนึ่งยังบังเอิญถูกประมุขคนใหม่ของพรรคภูษิตฟ้าดูถูกเหยียดหยามด้วยซ้ำ

             

            โลกมักให้คุณค่ากับรูปลักษณ์ที่เห็นภายนอกอย่างแท้จริง

             

            สตรีนางนี้พอได้มองเห็นโลกอีกด้านผ่านตัวตนที่ไร้ค่านางยิ่งรู้สึกว่าโลกนี้ช่างน่ากลัวกว่าที่นางเห็นในคราบของคนจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

             

            “น้ำใจคนลึกล้ำเกินหยั่งถึง โลกภายนอกหนทางของคนที่ไร้วาสนา… ช่างน่ากลัวยิ่งนัก"

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน