ได้โปรดอย่าเอ่ยว่าท่านเกลียดข้า

    บทที่ 36 นักโทษประหารหลบหนี

    บทที่36

    นักโทษประหารหลบหนี

             

            “อย่างนั้นรึ...” หนิงเฉิงพูดหลังน้องชายอธิบายสถานการณ์และสาเหตุที่ดั้นด้นมาถึงเทียนซูให้ฟังเขาดื่มชายาวๆ “ใช่ว่าจะไม่มีข่าวลือเลย มีฝ่ายที่ต้องการก่อสงครามกับโทโคโยะสาเหตุที่เลือกช่วงเวลานี้คงเพราะหวังว่าโอรสสวรรค์พระองค์ใหม่จะยอมรับแนวคิดนั้น”

            “เพราะท่านโอรสสวรรค์เฟิงหยวนเหลียนจวินไม่ชมชอบทำสงคราม”

            “ข้าเองไม่คิดอยากให้มีการสู้รบ ยิ่งเมื่อน้องชายคนหนึ่งไปเป็นแม่ทัพอยู่ที่ไคหยางสันติสุขได้มายากยิ่ง...” หนิงเฉิงถอนหายใจยาว “ว่าแต่เจ้าเถอะไม่คิดกลับเข้าตระกูลฮวาบ้างรึ? หลายปีที่ผ่านมา ข้าแทบไม่ได้เห็นหน้าเจ้า”

            “ไม่” หนิงหลงตอบเสียงเรียบทำเอาพี่ชายไหล่ตก พอดีกับอาหารที่สั่งทยอยมาถึงจึงเริ่มกิน

            อาหารเรียงเต็มโต๊ะทั้งที่มีกันแค่สี่คนหนิงเฉิงเริ่มโฆษณาอาหารของภัตตาคารนี้ มีผัดยอดผักอะไรสักอย่างเค็มๆมีเคาหยกหรือหมูสามชั้นผัดผักเค็ม มีเกี๊ยวเครื่องในแกะฉุนกลิ่นสมุนไพรมีแกะย่างเครื่องเทศ เนื้อแพะตุ๋นน้ำแดง บะหมี่ขาห่าน ผักกวางตุ้งราดซอสผักดองรวมทั้งยังมีอาหารที่เห็นแล้วก็ร้องอ๋อว่านี่อาหารจีนแน่ๆ อย่างเป็ดปักกิ่งด้วยเป็นลาภปากจริงๆ ที่ได้ลอง

            เป็ดปักกิ่งหนังกรอบมีรสเฉพาะตัวกินคู่กับแป้งนุ่มและแตงกวา ราดด้วยซอสรสเข้มข้นรู้แล้วว่าทำไมคนถึงได้ชอบทานกันหนักหนา หนิงเฉิงถกกับบริกรยกใหญ่ว่าควรเอาเนื้อเป็ดไปทำอะไรดี

            หลังโฆษณาเสร็จหนิงเฉิงดูจะไม่ได้ใส่ใจอาหารยังคงพูดเรื่องเครียดกับน้องชายต่อในขณะที่ฉันกับคุเรไนกินเอาๆ

            ปิดท้ายของหวาน มีพุทราจีนทอดและลูกแพร์เชื่อมฉันไม่ได้ชอบลูกแพร์เชื่อมนัก แต่พุทราจีนทอดมีลักษณะเป็นแป้งกรอบๆไส้พุทราบดหวานอร่อย ฉันกินได้คนเดียวทั้งถาด

            ข้อสรุปที่เราได้จากมื้ออาหารนี้คือ หนิงเฉิงคาดเดาเรื่องฝ่ายที่พยายามก่อสงครามไว้แล้วและจะหาทางรับมือให้เร็วที่สุดเขาขอบคุณหนิงหลงที่อุตส่าห์เดินทางมา

            “มื้อนี้ถือว่าคุ้มที่มาเทียนซู”คุเรไนกล่าวทีเล่นทีจริงเมื่อเราเดินออกจากภัตตาคาร “เจ้าจะสืบเรื่องต่อหรือ?เจ้าอยากให้ข้าช่วยอะไรไหม?”

            “วันพรุ่งนี้ข้าจะเดินทางไปยังบ้านขุนนางท่านหนึ่งข้าอยากให้เจ้าช่วยดูแลเหมยฟาง ห้ามให้นางเป็นอันตรายเด็ดขาด” หนิงหลงย้ำ

            จังหวะนั้น หนิงเฉิงเดินออกมาจากร้านและนำทุกคนไปยังที่พักซึ่งอยู่ด้านหลังที่พักของเขาเองเป็นบ้านพักสองชั้นที่มีสวนอยู่ด้านหลัง รอบด้านส่องสว่างด้วยโคมหิน ด้านในให้ความรู้สึกแบบบ้านพักตากอากาศอบอุ่นมีของกระจุกกระจิกตกแต่ง มีคนยกน้ำชากับขนมมาวาง โค้งตัว แล้วจากไป

            ฉันอาบน้ำในอ่างใหญ่โตอาบน้ำเสร็จก็ง่วงเลยจะนอนเร็ว หนิงหลงให้หินแบนๆ ชิ้นนั้นกับฉันเหมือนทุกคืนคราวนี้เขาอยู่ห้องที่ห่างจากฉันแต่อยู่กลางเมืองในย่านที่พักอาศัยของขุนนางอย่างนี้คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นฉันคิดอย่างนั้นแล้วห่มผ้าเข้านอน

            ...ทว่าฉันคิดผิด

            ฉันสะดุ้งตื่นเมื่ออยู่ดีๆก็รู้สึกระแวงขึ้นมา ประสาทสัมผัสตื่นตัวเหมือนอยู่ในถิ่นศัตรูพอมองไปทางหน้าต่างก็เห็นเงาคน

            ฉันกรีดร้องแบบไม่มีเสียงแต่ตั้งสติพยายามแกล้งทำเป็นหลับ แอบเหลือบมองร่างที่ปีนเข้ามาในห้องแบบเงียบเชียบกลิ่นตุๆ ลอยมาแตะจมูก ฉันแทบหัวใจวายเมื่อพบว่าดวงตาสีทองมองมา

            “ข้ารู้ว่าเจ้าตื่นแล้วไม่ต้องแกล้งหลับ” อีกฝ่ายกล่าวและก้าวมายืนข้างเตียง ฉันกลัวจนตัวสั่น

            แสงจากภายนอกส่องให้เห็นร่างของคนตรงหน้าเป็นคนผมกระเซิงยาวเกือบถึงเอว ลำตัวเปลือยเปล่าไม่ได้สวมอะไรทรวดทรงองเอวเห็นชัดว่าเป็นสตรี ผิวทุกตารางนิ้วถูกคลุมด้วยฝุ่นดิน คนคนนี้มีความงามประหลาดบางอย่างงดงามเหมือนสัตว์ป่า

            ฉันหยิบพู่กันขึ้นด้วยมือสั่นเทาจากนั้นหยิบพัดขึ้น เริ่มเขียนคำถาม แต่เพิ่งขีดแรก อีกฝ่ายก็พูดว่า

            “ข้าอ่านไม่ออก ไม่ต้องเสียเวลาเจ้าเป็นใบ้รึ?”

            ฉันพยักหน้า อีกฝ่ายระบายลมหายใจยาว

            “สะดวกดี และดูเหมือนเจ้าจะฟังที่ข้าพูดรู้เรื่องเพราะฉะนั้นข้าอยากให้เจ้าอยู่เงียบๆ และทำเป็นไม่เห็นข้า ทำได้ใช่ไหม?”

            อีกฝ่ายใช้นิ้วหยิบเส้นผมยาวสีดำของตนขึ้นมาปอยหนึ่งปลายผมผูกวัตถุบางอย่าง... มันคือใบมีดเล่มเล็ก เธอควงเหมือนมันเป็นของเล่น มุ้งบางถูกคมมีดจนเกือบขาด

            ฉันพยักหน้าตอบคำถามของอีกฝ่ายกระถดตัวถอยไปจนชิดผนัง หญิงสาวหยุดเหวี่ยงมีดผูกผมและเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง

            “เจ้าเก็บเสื้อผ้าไว้ที่ไหน?” เธอถามฉันจึงชี้ หญิงสาวหยิบออกมาชุดหนึ่งและเปิดแง้มประตู “ห้องอาบน้ำ?”

            ฉันทำมือบอกทิศอีกฝ่ายก็เดินออกไปเงียบๆ โดยไม่ขอบคุณแถมปิดประตูตามหลังให้อีกต่างหาก

            ฉันลืมไปว่ายังมีหินของหนิงหลงอยู่ในมือฉันควรให้เขารับรู้ว่ามีคนแปลกหน้าอยู่ในบ้านหรือเปล่า?

            ถ้าฉันไม่เรียกใครมาให้วุ่นวายท่าทางหญิงสาวคนนั้นจะแค่อาบน้ำแต่งตัวและเดินออกไปโดยไม่ทำร้ายใคร แต่เธอทำอะไรไว้ถึงได้โดนจับประหาร?แล้วเธอรอดมาได้เพราะมีดที่ผูกผมไว้เหรอ?ถ้าหนิงหลงออกมานอกห้องแล้วสวนกับเธอเข้าจะไม่ยิ่งอันตรายหรือไง?

            ฉันมองหินในมือเหมือนการทำแบบนั้นจะช่วยฉันตัดสินใจหลังจากนั้นฉันจึงทำท่ากระตุกมันเบาๆ เป็นจังหวะหลายทีด้ายเส้นบางที่เชื่อมไปยังข้อมือหนิงหลงจะทำให้เขารู้ว่าฉันกำลังเรียก

            ผ่านไปสักพักหนิงหลงก็แง้มประตูเข้ามาด้วยความระแวดระวัง ฉันรีบเดินไปรับเขาและดึงตัวเข้ามาในห้องปิดประตูตามหลังให้เงียบที่สุด

            “เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามเสียงเบาจับแขนฉันและหมุนตัวฉันไปรอบๆ เพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรบุบสลายฉันหยิบพัดขึ้นและเล่าสถานการณ์ให้เขาฟังคร่าวๆ

            “นักโทษคนนั้น...?” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว“แต่เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ดีที่เรียกข้า ตอนที่เจ้าเรียกข้า...ข้าแทบจะ...”เขาถอนหายใจยาว “ทีหลังเจ้าไม่ต้องลังเล เข้าใจไหม? เจ้าต้องให้ข้ารับรู้ไว้ก่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรถ้าเจ้ามัวแต่ลังเลแล้วข้ามาไม่ทันจะยิ่งแย่ เข้าใจไหม?”

            ฉันเพิ่งโดนชายหนุ่มเอ็ดเป็นครั้งแรกเลยพยักหน้าหงอยๆ

            “...เอาเถอะทีนี้จะเอาอย่างไรกับผู้หญิงคนนั้น...” เขาพาฉันกลับไปที่เตียงตัวเองมองออกนอกหน้าต่างเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอื่นอยู่ พอเห็นฉันห่อตัวอยู่ในผ้าห่มชายหนุ่มเข้ามาโอบฉันไว้หลวมๆ “เจ้าไม่ต้องกลัวไป ข้าอยู่นี่...”

            “คนรักเจ้ามาหารึ สาวใบ้?” ประตูเปิดออก

            หนิงหลงลุกพรวด ในมือซ้ายเขาถือหัวลูกธนูที่ห้อยจากปลายเส้นด้ายมันชูหัวขึ้นเหมือนงูเตรียมฉก

            หญิงสาวยืนอยู่ตรงนั้นสวมเสื้อผ้าของฉัน เส้นผมที่เพิ่งถูกชะล้างยังมีน้ำหยดติ๋งๆ เธอยืนด้วยท่าทางทระนงดวงตาสีทองจ้องหนิงหลงเขม็ง

            “เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไร?เจ้าต้องการอะไร?” หนิงหลงถามกลับเสียงต่ำ

            “ข้าฟังเจ้าไม่รู้เรื่องและข้าไม่คิดจะฟังด้วย!”

            หญิงสาวพุ่งปราดผ่านร่างชายหนุ่มไปก่อนที่อาวุธของหนิงหลงจะได้พันธนาการร่างเธอถีบตัวเองจากขอบหน้าต่างและกระโจนลงไปชั้นล่างหล่นไปในพุ่มไม้ก่อนจะถีบขาพุ่งข้ามรั้ว ผลุบหายเข้าไปในอาคารที่เรียงรายด้านหลัง

            หนิงหลงผ่อนท่าทีลงยังคงมองตามผู้หญิงคนนั้น

            “นางเป็นคนจากเผ่าทางเหนือ...”

            “ฟังเธอไม่ออก?”

            “ฟังไม่ออก” เขายอมรับ “แต่อย่างน้อยนางก็ไม่ได้ทำอะไรเจ้านับเป็นเรื่องดี ดูจากการเคลื่อนไหวเมื่อครู่... หากนางต้องการฆ่าคนคงทำได้ง่ายดาย”

            สีหน้าของชายหนุ่มบิดเบี้ยวเขาคุกเข่าลงข้างฉัน

            “ดีจริงที่เจ้าปลอดภัย...ข้า...ข้ากลัวเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”

            ฉันรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งตัวแต่ก้อนเย็นๆ ก็อยู่ในท้องเมื่อคิดว่าคนที่เขาเป็นห่วงคือฉัน...หรือภาพฉันที่สะท้อนทับกับรั่วหลาน?

            แต่กระนั้น ฉันก็เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะปล่อยให้ความอบอุ่นที่ได้มาแล้วหลุดมือไปเฉยๆฉันบีบมือชายหนุ่มแน่นราวกับพยายามจะทำให้ความแคลงใจทั้งหมดสลายไปและเขาก็โอบกอดฉัน

             

            คุเรไนได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแล้วเขาสัญญาจะอยู่กับฉันในขณะที่หนิงหลงออกไปธุระข้างนอก ระหว่างวันเขาสอนฉันเล่นหมากรุก ซึ่งฉันทำได้แย่มาก

            “มือใหม่ก็เช่นนี้”คุเรไนยิ้มก่อนจะเริ่มชี้แจงว่าหมากที่ฉันเดินมีข้อดีข้อเสียยังไง

            เราดื่มน้ำชาและกินขนมไส้เกาลัดบด อาหารกลางวันเป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นทำมือที่ฉันชอบโปะหน้าด้วยผักลวก ต้นหอมซอย น้ำมันพริก และ...แฮมทอด?

            “แฮมเป็นของดีของทางใต้ เนื้อแน่นมันสีขาวใส หมักบ่มรมควันจนมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์กระบวนการผลิตใช้ฝีมือทั้งในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น จึงมีราคาแพงอีกทั้งเนื้อหมูที่ใช้ยังเป็นหมูดำซึ่งโตช้า” คนครัวที่ยกอาหารมาเริ่มสาธยาย

            “ยอดเยี่ยมการเล่าเรื่องที่มาของอาหารยิ่งทำให้อร่อยขึ้น” คุเรไนตีหน้ายิ้ม นิ้วก็แตะชามใช้คาถาตรวจสอบพิษโดยไม่ให้อีกฝ่ายเห็น คนครัวพูดจบก็เดินจากไปชายหนุ่มจึงหันมาพูดกับฉันว่า “อร่อยดี ข้าไม่ค่อยชอบเนื้อสัตว์หมักดอง แต่แฮมนี่นับว่าใช้ได้แต่ข้าว่าเอาไปต้มน่าจะอร่อยกว่า เป็นการคงรสชาติเดิมของวัตถุดิบไว้”

            หนิงหลงกลับมาในช่วงบ่ายเขาบอกเล่าสิ่งที่ได้รับรู้มา

            “ฝ่ายที่ต้องการก่อสงครามกับโทโคโยะก็มีฝ่ายที่เตรียมรับสงครามหากโทโคโยะคิดจะโจมตีก็มีแต่ข้าได้ยินเรื่องน่าสนใจมาอีกอย่าง...” เขาระบายลมหายใจ “มีชื่อเหยากวงผุดขึ้นมาในบทสนทนาและ... มีเรื่องคาถาที่จะทำให้คนสำเร็จเป็นเซียนได้ในบัดดล”

            “คาถาอะไรนะ...?”

            “ฟังไม่ผิดดูเหมือนมีการค้นพบหลักฐานว่าเหยากวงซ่อนความลับเช่นนั้นไว้และระหว่างซิงกวนกับโทโคโยะ...ฝ่ายใดที่ได้คาถานั้นไปก่อนจะกุมความได้เปรียบหากเปิดฉากสู้รบกับอีกฝ่าย”


     

    คล้ายกับเรื่องได้โปรดอย่าเอ่ยว่าท่านเกลียดข้า ที่คุณอ่าน