จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 อาชีพที่นำไปสู่หนทางรวย

            หลังจากนั้นมู่เฟิงและมู่จงก็ได้มุ่งหน้าออกจากจวนตระกูลมู่เพื่อไปยังร้านว่านเป่าอีกครั้ง

            “คุณชาย ท่าน ท่านกลายเป็นนักสลักลายเส้นตั้งแต่เมื่อไรหรือขอรับ?”

            ขณะที่กำลังเดินไปข้างหน้า มู่จงก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความคาดไม่ถึง

            ในตระกูลมู่สายหลักนั้นมีนักสลักลายเส้นขั้นสองอยู่ผู้หนึ่ง ซึ่งเขาเป็นแขกที่ทางผู้อาวุโสใหญ่เรียนเชิญมาด้วยค่าตอบแทนที่สูงมาก

            “คิกๆ เรื่องนี้เป็นความลับ อ้อ จริงสิ ท่านอาจงดาบของท่านเป็นอาวุธปราณระดับกลางใช่หรือไม่ อีกหน่อยหากข้าสามารถวาดลายเส้นอาวุธขั้นสามออกมาได้แล้วข้าจะมอบอาวุธระดับสูงให้ท่านหนึ่งชิ้นนะขอรับน่าเสียดายที่ตอนนี้ข้าสามารถวาดได้เพียงลายเส้นอาวุธขั้นหนึ่งเท่านั้น”

            มู่เฟิงกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม

            “ฮ่าๆ เช่นนั้นข้าจะรอให้ถึงวันนั้นแล้วกันนะขอรับ หากว่าคุณชายเฟิงสามารถกลายเป็นนักสลักลายเส้นขั้นสามได้จริงถึงเวลานั้นต่อให้หนานหาวจะต้องการลงมือกับตระกูลมู่ของเรา เกรงว่าเขาก็คงต้องมีความหวั่นเกรงอยู่บ้าง”

            มู่จงหัวเราะ

            นักสลักลายเส้นนั้นมีความเชื่อมโยงกับการสร้างอาวุธ ค่ายกลหรือแม้กระทั่งเม็ดยา ดังนั้นสถานะของพวกเขาจึงสูงส่งและพิเศษกว่าคนทั่วไปนอกจากนี้ในแต่ละอาณาจักรยังมีกลุ่มสมาพันธ์ของนักสลักลายเส้นที่มีอำนาจดำรงอยู่อีกด้วย โดยสถานที่แห่งนั้นจะถูกเรียกว่าวิหารของนักสลักลายเส้น! หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิหารสลักลาย

            คำเรียกร้องจากทางวิหารสลักลายนั้นมีอำนาจเหนือกว่าคำกล่าวของราชวงศ์ทั้งหลายเสียอีกเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นน่ะหรือ? หากว่าต้องการกินยาต้องการใช้อาวุธ หรือกระทั่งต้องการค่ายกล ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถของนักสลักลายเส้นทั้งสิ้น

            ตราบใดที่สามารถกลายเป็นนักสลักลายเส้นได้ ย่อมสามารถเข้าร่วมกับทางวิหารสลักลายได้แต่แน่นอนว่าวิหารสลักลายนั้นไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองขนาดเล็กอย่างเมืองอันหนานสถานที่ที่ไม่ธรรมดาเช่นนั้นย่อมต้องตั้งอยู่ในเมืองหลวง

            สำหรับลายเส้นนี้มีการแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตัวอย่างเช่น ลายเส้นอาวุธ ลายเส้นตัวยาลายเส้นค่ายกล ลายเส้นเครื่องรางเป็นต้น ซึ่งจากลายเส้นทั้งหมดนี้คนส่วนใหญ่สามารถเชี่ยวชาญได้เพียงลายเส้นแบบเดียวเท่านั้น

            คนทั้งคู่เดินสนทนากันมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าร้านว่านเป่าและเมื่อพวกเขาเข้ามาภายในร้าน ผู้ช่วยหญิงของร้านก็รีบกล่าวต้อนรับในทันทีหลังจากที่ครั้งก่อนมู่เฟิงนำขายล้ำค่าเข้ามาขายจนได้จำนวนเงินมหาศาลกลับไป ผู้ช่วยหญิงคนนี้ก็สามารถจดจำเด็กหนุ่มได้ในทันที

            “ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะคุณชายไม่ทราบว่าครั้งนี้ท่านต้องการทำการค้าหรือว่ามาซื้อสินค้าเจ้าคะ?”

            หญิงผู้ช่วยเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มหวาน

            “ข้ามาเพื่อทำการค้า ของสิ่งนี้พวกเจ้ารับซื้อหรือไม่?”

            ทันใดนั้นได้ปรากฏแสงสีขาวส่องสว่างขึ้นบนมือของมู่เฟิงแผ่นยันต์จำนวนหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือของเขา จากนั้นเขาก็ยื่นมันให้กับผู้ช่วยหญิงสตรีผู้นั้นมองพิจารณามันครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างจริงจังว่า “นี่คือแผ่นยันต์แบบสำเร็จอย่างนั้นหรือ!”

            “ถูกต้อง”

            มู่เฟิงพยักหน้า

            ฉับพลันนั้นสายตาของผู้ช่วยหญิงพลันเปลี่ยนไปในทันที ท่าทีของนางก็ดูให้เกียรติมู่เฟิงมากยิ่งขึ้น“คุณชาย ขอเรียนถามท่านได้หรือไม่ ท่านเป็นนักสลักลายเส้นหรือเจ้าคะ?”

            “ไม่ใช่ นี่เป็นลายเส้นของอาจารย์ข้าข้าเป็นเพียงตัวแทนมาเพื่อขายมันเท่านั้น”

            มู่เฟิงส่ายหน้า เขาไม่ต้องการให้ผู้อื่นทราบว่าเขาสามารถวาดลายเส้นได้

            “ข้าจำเป็นต้องเชิญเถ้าแก่มาที่นี่ คุณชายโปรดรอสักครู่ เสี่ยวซิ่วรีบพาคุณชายไปพักยังห้องรับรองก่อนเร็วเข้า”

            ผู้ช่วยหญิงรีบสั่งการสาวใช้อย่างรวดเร็วจากนั้นนางได้เดินออกไปเชิญเถ้าแก่ร้านด้วยตัวเอง ส่วนสาวใช้ผู้นั้นรีบเชิญให้มู่เฟิงไปยังห้องรับรองพร้อมกับนำน้ำชาชั้นดีออกมาต้อนรับ

            ผู้ช่วยหญิงในชุดคลุมสีเหลืองรีบเดินขึ้นไปยังชั้นสองของอาคารอย่างรวดเร็วโดยภายในห้องส่วนตัวบนชั้นสองนั้น ขณะนี้เถ้าแก่หลี่กำลังพูดคุยสนทนากับชายชราผู้หนึ่ง

            ชายชราผู้นี้สวมใส่ชุดคลุมสีดำ แถบแขนเสื้อทั้งสองข้างมีลายปักเมฆาแดงชุดคลุมลายปักเมฆาแดงนี้คือสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะของนักสลักลายเส้น และลายปักเมฆาแดงจำนวนสองก้อนนั้นก็หมายถึงนักสลักลายเส้นขั้นที่สอง

            “เถ้าแก่หลี่ ต้องขอรบกวนสักครู่ คุณชายท่านนั้นกลับมาอีกแล้วเจ้าค่ะคราวนี้เขานำเอาของสิ่งนี้มาด้วย”

            สตรีผู้นั้นก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม พร้อมกับมอบปึกแผ่นยันต์ให้กับอีกฝ่าย

            “นี่คือแผ่นยันต์!”

            เมื่อเถ้าแก่หลี่และชายชราเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายนำมา พวกเขาต่างก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที

            “ผู้อาวุโสเฉียน ท่านลองดูนี่สิ”

            แน่นอนว่าเถ้าแก่หลี่ย่อมไม่ค่อยรู้เรื่องเหล่านี้มากนัก ดังนั้นเขาจึงส่งต่อแผ่นยันต์เหล่านั้นให้กับชายชราอีกคน

            หลังจากได้รับมันมา ชายชราผู้นั้นก็มองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เผยแววดีใจออกมา “บนแผ่นยันต์นี้คือลายเส้นเครื่องรางขั้นหนึ่งผู้ใดเป็นคนสลักลายเส้นนี้ขึ้นมากัน? รูปแบบลายเส้นนี้มีความลึกลับซับซ้อนอย่างมากกระทั่งตาเฒ่าอย่างข้าก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน ดูจากลายเส้นนี้แล้วอย่างน้อยคงเป็นนักสลักลายเส้นเครื่องรางขั้นสองหรืออาจจะขั้นสาม?”

            จากนั้นชายชราได้มองไปยังแผ่นยันต์อีกแผ่นหนึ่งเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นว่า “ช่างน่าแปลก เป็นลายเส้นเครื่องรางแบบเดียวกันแต่เหตุใดจึงรู้สึกว่าลายมือของสองแผ่นนี้แตกต่างกันนะ”

            “คุณชายมู่ผู้นั้นเล่า? รีบพาข้าไปพบเขาเร็วเข้า”

            เมื่อเถ้าแก่หลี่สามารถยืนยันได้แล้วว่าปึกกระดาษเหล่านี้คือแผ่นยันต์แบบสำเร็จจริงเขาก็รีบกล่าวขึ้นในทันที

            “เขากำลังรออยู่ที่ห้องรับรองด้านล่างเจ้าค่ะ”

            สตรีในชุดคลุมสีเหลืองรีบพาคนทั้งสองลงไปในทันที

            เพียงไม่นานเถ้าแก่หลี่และผู้อาวุโสเฉียนก็เดินเข้ามาภายในห้องรับรอง เถ้าแก่หลี่พลันกำหมัดคำนับอีกฝ่ายอย่างให้เกียรติ “คุณชายมู่ ไม่ได้พบกันหลายวันเลย”

            มู่เฟิงขมวดคิ้ว เขาลุกขึ้นยืนก่อนกำหมัดคำนับอีกฝ่ายกลับอย่างมีมารยาท “เถ้าแก่หลี่ท่านสืบประวัติข้ามารึ?”

            เด็กหนุ่มจำได้ว่าเขาไม่เคยบอกอีกฝ่ายว่าเขาแซ่มู่ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายรู้นั่นแสดงว่าอีกฝ่ายได้ทำการสืบประวัติของเขามาแล้ว 

            เพียงแต่เถ้าแก่หลี่ทราบแค่ว่าเด็กหนุ่มเป็นคนตระกูลมู่ และไม่ได้ทราบถึงรายละเอียดเรื่องอื่นเลยเนื่องจากทางตระกูลมู่สายรองนั้นได้ปิดข่าวเรื่องของมู่เฟิงเอาไว้อย่างดี

            “แฮะๆ เรื่องนี้... ช่างก่อนเถิด แผ่นยันต์ทั้งหมดนี้ท่านต้องการขายหรือไม่ขอรับ?”

            เถ้าแก่หลี่ยิ้มเจื่อนอย่างเก้อเขินเขารีบหยิบแผ่นยันต์ออกมาและเอ่ยถามมู่เฟิงขึ้นทันที

            “ถูกต้อง แต่ข้าขอดูก่อนว่าท่านจะเสนอราคาอย่างไร”

            มู่เฟิงไม่ได้สนใจที่จะถามเอาความ เขากล่าวเข้าประเด็นการค้าในทันที

            “คุณชายมู่ ข้าขอเรียนถามท่านสักครู่ ลายเส้นเหล่านี้...ท่านเป็นคนทำขึ้นมาเองหรือไม่?”

            เวลานี้ใบหน้าของเถ้าแก่หลี่และผู้อาวุโสเฉียนต่างก็แสดงออกถึงความสงสัยใคร่รู้

            “เถ้าแก่หลี่ท่านช่างมีคำถามมากมายนัก หากว่าท่านไม่รับข้าจะไปยังร้านอื่น”

            มู่เฟิงกล่าวขึ้นอย่างขุ่นเคือง

            “ทะ ท่านอย่าได้โมโหไปเลยขอรับ ข้าเพียงแค่ถามเท่านั้น แน่นอนว่ารับทางร้านว่านเป่าของข้าต้องรับซื้ออยู่แล้ว แผ่นยันต์เหล่านี้ข้าล้วนตรวจสอบดูแล้วเอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจ่ายให้ท่านสองร้อยเหรียญตำลึงทองต่อหนึ่งแผ่นท่านคิดเห็นว่าอย่างไร?"

            เถ้าแก่หลี่เอ่ยถาม

            หลังจากได้ยินมูลค่าของมัน มู่เฟิงก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งแน่นอนว่าราคานี้เกินความคาดหวังของเขาเดิมทีแล้วเพียงแผ่นยันต์ธรรมดาก็มีมูลค่าหลายสิบเหรียญตำลึงทองแล้วและเมื่อลงลายเส้นเพิ่มเข้าไป มูลค่าของมันจึงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

            ทว่าสีหน้าของเด็กหนุ่มยังคงเรียบเฉย เขาเพียงพยักหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ตกลงและข้าต้องการซื้อแผ่นยันต์ธรรมดาอีกห้าโหล”

            “ขอรับ แผ่นยันต์ลงลายเส้นนี้มีทั้งหมดสิบสองแผ่นเป็นเงินสองพันสี่ร้อยเหรียญตำลึงทอง หักลบหนึ่งพันเหรียญตำลึงทองจากค่าแผ่นยันต์ธรรมดาจำนวนห้าโหลออกโปรดนำป้ายของท่านมาเชื่อมต่อกับของเราด้วยขอรับ"

            เถ้าแก่หลี่นำป้ายทองออกมาหนึ่งแผ่นในขณะที่มู่เฟิงก็นำป้ายทองของตัวเองออกมาเช่นกันจากนั้นป้ายทองทั้งสองแผ่นได้ทำการเชื่อมต่อกัน แสงไฟบนรอยขีดส่องกระพริบบ่งบอกว่าธุรกรรมระหว่างพวกเขาได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

            “อ้อจริงสิ ข้าได้ส่งมอบแผ่นยันต์เพิ่มให้กับคุณชายอีกหนึ่งโหลหากต่อไปคุณชายมีแผ่นยันต์แบบสำเร็จเช่นนี้อีก สามารถมาหาพวกเราที่นี่ได้เสมอทางเราจะจ่ายราคาที่ดีที่สุดให้กับคุณชายอย่างแน่นอน”

            เถ้าแก่หลี่กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม

            มู่เฟิงส่งยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนกล่าวขึ้นว่า “เถ้าแก่หลี่ท่านช่างเก่งเรื่องการค้ายิ่งนัก แน่นอนว่าย่อมได้ เอาละวันนี้ข้าคงต้องขอตัวลาก่อน”

            มู่เฟิงกำหมัดคำนับอีกฝ่าย ก่อนจะรับเอาแผ่นยันต์จากผู้ช่วยหญิงมาและออกจากห้องรับรองไปพร้อมกับมู่จง

            “ผู้อาวุโสเฉียน คนผู้นี้ใช่นักสลักลายเส้นหรือไม่?” หลังจากมู่เฟิงจากไป เถ้าแก่หลี่ได้หันไปถามผู้อาวุโสเฉียนในทันที

            ผู้อาวุโสเฉียนส่ายหน้าก่อนจะกล่าวว่า “บนนิ้วมือของเขาไม่มีรอยด้านจากการใช้มีดแกะสลักเป็นเวลานานเลยสักนิดดูท่าคงจะไม่ใช่ แต่เบื้องหลังของเขาจะต้องมีนักสลักลายเส้นอยู่อย่างแน่นอนสมควรผูกมิตรเอาไว้ คงต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของผู้ใดกันแน่หากมีโอกาสเห็นทีว่าข้าคงต้องไปเยือนตระกูลมู่เสียหน่อย”

            เถ้าแก่หลี่พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม เขาทราบดีว่าหากทำให้นักสลักลายเส้นผู้หนึ่งขุ่นเคืองขึ้นมาสุดท้ายแล้วจะมีจุดจบเช่นไร

            “นักสลักลายเส้นนี่สามารถทำเงินได้มากเสียจริง การจะหาเงินให้ได้มากเท่านักสลักลายเส้นนั้นไม่ง่ายเลย”

            มู่จงทอดถอนใจ

            มู่เฟิงไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ เวลานี้เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไปแล้ว

            ตอนนี้ทางตระกูลมู่ได้นำเอาอาวุธปราณที่มู่เฟิงเป็นคนลงลายเส้นมายังร้านค้าอาวุธของตระกูลแล้วและภายในวันนั้นเองอาวุธปราณทั้งหมดก็ล้วนถูกส่งมอบให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็วส่วนอาวุธปราณที่ยังขาดตกไป ทางตระกูลมู่ก็ได้ส่งอาวุธธรรมดาไปให้มู่เฟิงลงลายเส้นเพิ่มเมื่อการลงลายเส้นเสร็จสิ้น อาวุธเหล่านั้นก็ถูกส่งไปถึงมือของลูกค้าจนครบตามจำนวนคราวนี้ถือว่าวิกฤตของตระกูลมู่ได้รับการคลี่คลายแล้ว

            เพียงไม่นานข่าวเรื่องนี้ก็ไปถึงหูตระกูลหวง

            “ว่าอย่างไรนะ ตระกูลมู่สามารถส่งมอบสินค้าตามคำสั่งซื้อได้ครบทั้งหมดแล้ว!”

            หลังจากได้ยินคำรายงานจากคนในตระกูลหวงไท่พลันหยัดกายลุกขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

            “ถูกต้องแล้วขอรับ พวกเขาสามารถส่งมอบสินค้าได้ครบทั้งหมดข้าเห็นเองกับตาว่าคนเหล่านั้นได้นำอาวุธปราณจากไปแล้วขอรับ”

            ลูกศิษย์กล่าวรายงานด้วยความเคารพ

            “ท่านพ่อ เช่นนี้ควรทำอย่างไรดี?”

            หวงอี้ขมวดคิ้วขณะเอ่ยถาม

            หวงไท่หรี่ตาลงพลางกล่าวขึ้นอย่างเย้ยหยันว่า “ไม่ต้องกังวล ข้ายังมีวิธีคราวนี้ตระกูลมู่จะไม่มีวันฟื้นคืนมาได้อีกตลอดกาลแน่!”

     

    คล้ายกับเรื่องจุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】 ที่คุณอ่าน