ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

ตอนที่ 252 คนปริศนา

พวกเขาจ้องมองพาริสและกลุ่มของอังเก้ที่เข้ามาเสริมอย่างเย้ยหยันมั่นใจในพลังของตนที่เหนือกว่า

จนในที่สุด อังเก้พยักหน้าให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนจากนั้นทั้งหมดก็ยืนประจำตำแหน่งโดยรอบ ท่าทีของพวกเขาเต็มไปด้วยความกล้าหาญและความมุ่งมั่นแสงแห่งพลังจากเหล่าผู้ใช้พลังต่างส่องประกายระยิบระยับท่ามกลางฝุ่นและเถ้าควันที่อบอวลไปทั่วสนามรบ

พาริสหันไปสบตากับอังเก้และกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เหลือพยักหน้าอย่างเงียบงันเป็นสัญญาณ พลังลมของเขาปะทุขึ้นอีกครั้ง แม้จะยังไม่ฟื้นเต็มที่แต่ดวงตาของเขาแสดงถึงความแน่วแน่ที่ไม่อาจขัดขวางได้

นาฟยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ ๆ สายตายังคงจดจ้องศัตรูมวลพลังงานในอากาศเริ่มหนาแน่นขึ้น ขณะที่ทุกคนรวมพลังและเตรียมจู่โจม

ฝั่งผู้ใช้พลังระดับห้าสองคนเริ่มสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่กำลังก่อตัวจากรอบด้านความประมาทที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดในทันที แต่ก็ยังไม่มีท่าทีถอยหนี

ขณะที่พลังงานของทั้งสองฝ่ายเข้มข้นราวกับพร้อมจะปะทะกันในอีกไม่กี่วินาทีบางสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ราวกับเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

“วูซซซซ!”

เสียงกระหึ่มแผ่วเบาดังขึ้น เกทมิติที่อยู่บนหุบเขาของกลุ่มสมาคมใต้ที่เคยปิดลงกลับสั่นไหวก่อนค่อยๆ แผ่ขยายออกมาอีกครั้ง ปรากฏเป็นแสงเรืองรองอันน่าพิศวงดึงดูดสายตาของทุกคน

ทุกคนต่างชะงัก ยืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็งความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกและหวาดระแวงคำถามผุดขึ้นในใจของแต่ละคนว่าใครกันที่กำลังจะก้าวผ่านเกทมิติแห่งนี้ออกมา

ภายในแสงสีฟ้าสว่างวาบของเกทมิติปรากฏร่างเงาหนึ่งค่อย ๆ ก้าวออกมา ร่างนั้นสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปเส้นผมยาวเป็นสีทองสว่างเจิดจ้าไหลลงมาจรดบ่า ใบหน้าคมสันมีรอยแผลเป็นที่ใบหน้าแววตาสีเขียวเข้มฉายแววเยือกเย็นราวกับไร้ซึ่งความหวั่นไหวผ้าคลุมยาวสะบัดไปตามแรงลมที่พัดออกจากเกทมิติ เห็นได้ชัดว่าคือบุคคลไม่ธรรมดาบรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเขาเหยียบลงพื้นดิน

ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เขาด้วยความสงสัยปนระแวดระวังชายผู้มาใหม่เงยหน้ามองไปรอบ ๆ ดวงตาแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและปริศนา

ชายผมสีทองยืนตระหง่านอยู่เหนือสนามรบกวาดสายตาที่เย็นเยียบราวน้ำแข็งมองลงมายังกลุ่มคนทั้งสองฝ่าย ดวงตาคมกริบของเขาฉายแววเยือกเย็นไร้ปรานี

เมื่อแววตานั้นจ้องไปที่ใครราวกับถูกแช่แข็งจนถึงจิตวิญญาณ ทุกคนในสนามรบต่างสะท้านเยือกความรู้สึกกลัวและอึดอัดแทรกซึมเข้าสู่ทุกอณูของร่างกาย

 

 สัญชาตญาณเพียงหนึ่งเดียวที่พวกเขาสัมผัสได้คือบุรุษผู้นี้แข็งแกร่งเกินกว่าผู้ใดในสนามรบนี้

ทั้งฝ่ายของอาณานิคมและกลุ่มสมาคมใต้ดินต่างนิ่งงันสบสายตากันเองด้วยความระแวง ไม่อาจบอกได้ว่าชายผู้นี้เป็นมิตรหรือศัตรูและไม่รู้เลยว่าเขามาจากฝ่ายใด ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัด  พาริสให้สัญญาณ ฝ่ายอาณานิคมค่อย ๆถอยออกไปอย่างระมัดระวัง ฝ่ายสมาคมใต้ดินก็เริ่มถอยหลังเช่นกันราวกับต่างฝ่ายต่างหวาดระแวงว่าอีกฝ่ายอาจร่วมมือกับบุรุษลึกลับผู้นี้

พาริสเหลือบมองชายผมทองด้วยสีหน้าตึงเครียดแม้เขาจะมีพลังระดับสูง แต่วินาทีนั้นเองเขาสัมผัสได้ว่าต่อให้รวมพลังของทุกคนที่นี่ก็คงไม่อาจทัดเทียมชายคนนี้ได้ความนิ่งสงบที่เยือกเย็นและไร้ปรานีของชายลึกลับผู้นี้ปกคลุมทุกอณูของหุบเขาราวกับทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาแล้ว

“หึ...!”

ชายผมทองเพียงแค่แค่นเสียงเบา ๆแต่เสียงนั้นกลับเหมือนดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขาแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกจากร่างของเขา มันไม่ใช่เพียงพลังธรรมดาหากแต่เป็นรังสีอำมหิตที่บีบคั้นทุกคนราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบรัดลำคอทำให้ทั้งฝ่ายอาณานิคมและสมาคมใต้ดินต่างรู้สึกถึงลางร้ายที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนสายตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นหัวใจเต้นระรัวด้วยความกลัวอันไม่อาจระงับได้

นาฟเอง แม้จะมีความมั่นใจอยู่บ้างแต่เขาก็ไม่อาจมองข้ามพลังนี้ไปได้ ความรู้สึกระวังตัวอย่างถึงขีดสุดทำให้เขาต้องรวบรวมสมาธิอย่างแน่วแน่สายตามุ่งมั่นเตรียมพร้อมรับมือ หากชายลึกลับนี้จะเข้ามาโจมตี

 

แต่แล้วในขณะนั้นเอง ชายผมทองก็ชะงักไปสายตาที่เยือกเย็นของเขาหันไปมองยังเกทมิติที่ยังคงเปิดอยู่ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนเข้ามา

ชายผมทองเบิกตาเล็กน้อยก่อนที่ร่างของเขาจะพริบไหว ร่างกายของเขาคล้ายจะสลายไปกับอากาศเหมือนละอองหมอก ไม่มีร่องรอยใดๆที่บ่งบอกว่าเขาเคยยืนอยู่ตรงนั้น ทุกคนต่างเหลือบมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสนแต่ในใจลึก ๆยังเต็มไปด้วยความระแวงต่อสิ่งที่กำลังจะปรากฏตัวจากเกทมิติที่ยังส่องแสงเรืองรองอยู่

 

ท่ามกลางความเงียบงัน แสงเรืองรองส่องวูบวาบอีกครั้งร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏขึ้น เธอเป็นหญิงสาวที่งดงามดั่งภาพวาดผมสีทองเป็นประกายดุจทองคำไหลสยายลงมาถึงกลางหลังดวงตาสีฟ้าส่องประกายแหลมคมราวกับสามารถทะลุทะลวงความคิดของทุกคนได้

ร่างของเธอสง่างามราวกับไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดาจะสัมผัสได้

หญิงสาวผู้นั้นยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเหลือบมองไปรอบๆ พื้นที่ โดยที่ใบหน้าของเธอไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นคล้ายกับแผ่นน้ำแข็งที่เย็นชา

เธอกวาดสายตามองกลุ่มคนที่อยู่ล่างหุบเขาหยุดสายตาอยู่ที่กลุ่มเจ้าหน้าที่อาณานิคม

จากนั้นหญิงสาวก็ขยับร่างกายลอยตัวขึ้นในอากาศอย่างสง่างาม ร่างของเธอเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ และนุ่มนวลราวกับเป็นส่วนหนึ่งของสายลมเบา ๆ ที่พัดผ่านลมหายใจของผู้ที่อยู่ด้านล่างแทบจะหยุดนิ่ง ขณะที่หญิงสาวค่อย ๆเคลื่อนตัวลงมาจนถึงจุดที่กลุ่มของฝ่ายอาณานิคมยืนรวมกันอยู่

คล้ายกับเรื่องทลายสวรรค์ กลืนพิภพ ที่คุณอ่าน