การกลับมาสอนอีกครั้งของ จอมเวทรอย คือข่าวใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของสถาบันวาลเดียลา
และแม้เรื่องนี้จะยังไม่ได้รับการพูดถึงอย่างเปิดเผย แต่คลื่นใต้น้ำก็กำลังก่อตัวขึ้นช้า ๆ
แม้แต่เหล่าอาจารย์รุ่นเก่าที่เคยรู้จักชายผู้นี้ในอดีต ยังแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
ขณะที่อาจารย์ใหม่ที่เข้ามาหลังการจากไปของเขา แทบทั้งหมดต่างอยู่ฝั่งของ รองอธิการบดี อีธาน วาเนอริส
แม้ยังไม่มีความขัดแย้งใดแสดงออกอย่างชัดเจน แต่การเว้นระยะห่างทั้งในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ ก็มากพอจะสังเกตได้
ที่สำคัญ...
ในการประชุมคณะอาจารย์ก่อนเปิดภาคเรียน ยังไม่มีข่าวหลุดออกมาเลยเกี่ยวกับการกลับมาของ จอมเวทรอย
ทุกคนเพิ่งมาทราบว่า "มีอาจารย์เวทคนใหม่สำหรับชั้นปีหนึ่ง" หลังจากวันปฐมนิเทศ... หรือวันที่เขาเริ่มสอนนั่นเอง
และในสถาบันแห่งนี้ มีเพียงคนเดียวที่สามารถทำเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องแจ้งผู้ใด
ณ ห้องทำงาน อธิการบดี
ภายในห้องชั้นบนสุดของอาคารอำนวยการ
ไฮรอส วาเนอริส ยืนอยู่ริมระเบียง สายตากวาดมองไกลออกไปยังอาณาเขตสถาบันอย่างเงียบงัน
มีเพียงเสียงลมหายใจของเขา และอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ผู้มาเยือนที่ไม่เอ่ยคำใดนอกจากทำความเคารพ
ในที่สุด ปราชญ์เวทผู้ชราก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“แม้แต่เรื่องการขอกลับมาสอน... เจ้ายังวานให้เมเรียลเป็นคนมาแจ้งข้า
เจ้าไม่คิดจะมาพบข้าด้วยตนเองหรือ? เจ้าไม่คิดจะขอโทษข้าบ้างเลยจริง ๆ ใช่ไหม?”
เสียงตอบกลับเรียบเฉย ไม่สั่นสะท้านแม้แต่น้อย
“ศิษย์ไม่ได้ทำสิ่งใดผิด”
“ข้าพูดในฐานะปู่ของเจ้า”
“หลานก็ยังคิดว่าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด”
ไฮรอสรู้สึกเลือดขึ้นหน้า แต่ก็พยายามข่มไว้ สี่สิบปีที่ผ่านมายาวนานพอจะทำให้คนสองคนใจเย็นลง... อย่างน้อยก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
เขาหันกลับมาสบตาหลานชายแท้ ๆ ก่อนพูดด้วยเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
“เจ้าทิ้งข้าไว้กับภาระหนักมาตลอดสี่สิบปี ปล่อยให้ข้าต้องฝืนทำหน้าที่แต่เพียงลำพัง ทั้งที่ต้นตระกูลได้กำชับไว้ชัดเจน ว่า ‘อย่าให้สิ่งนี้ตกอยู่ในมือผู้อื่น’ เจ้ายังกล้าพูดว่าเจ้าไม่ผิดอีกหรือ?”
ชายชราเบื้องหน้าเขา ที่ภายนอกดูแก่ลงมากเมื่อเข้าใกล้อายุขัยของ นักเวทเทียร์สี่ขั้นสมบูรณ์ หลานชายได้แต่หลุบตาลงเล็กน้อยก่อนพูด
“เขาก็เป็นคนในตระกูลเช่นกัน... ทำไมท่านไม่มอบให้เขาไปเสียล่ะ?”
ปราชญ์เวทนิ่งไปชั่วครู่ สีหน้าแสดงความลำบากใจ
“เจ้าอย่าแดกดันนักเลย เจ้าก็รู้ว่าเขาเป็นคนเช่นไร ยิ่งมีตำแหน่งสูง... เขายิ่งอดกลั้นได้น้อยลง”
เสียงถอนหายใจดังแผ่วเบา
“เอาเถอะ... ขอเพียงเจ้ายอมกลับมา ที่แล้วก็ให้แล้วกันไปข้าขอถามอีกอย่าง เจ้ายกเลิกสัญญาวิญญาณกับพวกนั้นแล้วใช่ไหม? รอย”
เขาเพียงพยักหน้าและอยู่ในความเงียบต่อไป
ชายที่ยืนอยู่ต่อหน้าไฮรอสในตอนนี้ ไม่ใช่ใครอื่น
เขาคือ รอย หรือที่เคยรู้จักกันในนาม “จอมเวทรอย” ผู้ที่ครั้งหนึ่งถูกคาดหมายให้เป็นอธิการบดีคนต่อไป
แต่เหตุการณ์ “คลื่นสัตว์อสูร” เมื่อสี่สิบปีก่อน กลับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาโดยสิ้นเชิง
เพื่อตอบแทนบุญคุณตระกูลเบลลาทอร์ เขาจึงเลือกใช้ชีวิต ในฐานะพ่อบ้านตระกูลอย่างซื่อสัตย์
…และไม่เคยย้อนกลับมาที่นี่อีกเลย
“หากอีกสองปีเจ้ายังไม่กลับมา ข้าคงต้องยกตำแหน่งให้เขา”
ไฮรอสกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
แม้เขาจะเป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์เวทถึงระดับเทียร์สี่ขั้นสมบูรณ์และได้รับการยกย่องเป็น ปราชญ์เวท แต่เรื่องบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของตระกูล กลับอับจนปัญญา
รอยรู้ดีว่า ไฮรอสแม้เป็นถึงอธิการบดี แต่เขาก็มีบางเรื่องที่ต้องกังวล...
“แม้ข้าจะกลับมาแล้ว แต่สถานการณ์ก็คงไม่ง่ายอย่างที่ท่านหวัง เท่าที่ข้าได้ยิน เขาครองเสียงผู้อาวุโสเกือบครึ่งแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ก็เพราะพวกเขาไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านั่นแหละ”
“ไม่มีเลยหรือ? เด็กรุ่นหลังในตระกูล ไม่มีใครพอฝากความหวังได้เลยหรือ?”
“มีอยู่... แต่ไม่มีใครกล้าเสนอตัว เพราะอิทธิพลของอีธานมีมากเกินไป เจ้าเองก็รู้ว่าเขาเป็นลูกของใคร”
ชื่อหนึ่งผ่านเข้ามาในความคิด สีหน้าของเขาหม่นลงเล็กน้อย
“ท่านอา... ไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ใครใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ง่าย ๆ หรือว่าเขา... เปลี่ยนไปแล้ว?”
ไฮรอสส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยแววตาหนักใจ
“เขาไม่เปลี่ยน... แต่ก็ไม่กล้าขยับ เขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกับข้า แม้เป็นผู้นำตระกูล แต่ตอนนี้ เสียงผู้อาวุโสหลายคนก็เทไปทางอีธาน พวกเขามองว่า แม้จะนิสัยแย่ แต่มีความสามารถสูง... สภาผู้อาวุโสคิดว่าพอจะควบคุมเขาได้”
“ทำไมถึงปล่อยให้เขาเลยเถิดมาถึงขนาดนี้? ตอนข้าอยู่ที่นี่ เขายังไม่เป็นแบบนี้...”
“ก็เพราะเจ้าไม่อยู่... นั่นแหละคือต้นเหตุสำคัญที่สุด”
ทั้งสองคนเงียบงันในชั่วขณะ
แต่ภายในต่างครุ่นคิดถึงเส้นทางที่ตนเคยเดิน และผู้คนที่พวกเขาเคยเชื่อใจ
รอยเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ถึงข้าจะกลับมา แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นง่าย ๆ หรอก โดยเฉพาะกับนิสัยของเขา... ข้าคิดว่าเขาต้องเตรียมทำอะไรแน่แล้วยิ่งท่านให้ข้ามาสอนโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายวิชาการของเขาด้วยแล้ว... คงเป็นประเด็นอีก”
ไฮรอสยิ้มนิดหนึ่ง ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“ข้าเชิญจอมเวทขั้นกลางคนหนึ่ง... มาสอนเด็กปีหนึ่ง ทั้งที่ระดับความสามารถควรจะสอนปีสามหรือสี่ และให้อัตราจ้างเทียบเท่าอาจารย์ใหม่ทั่วไป ถ้ามีใครกล้าแย้ง... ข้าก็อยากเห็นว่าเขาจะใช้เหตุผลอะไรมาโต้ได้”
ดวงตาคมกล้าของผู้ที่อีกครึ่งก้าวสู่มหาปราชญ์ ได้ล้วงลึกตรวจสอบแกนมานาของจอมเวทรอยมาสักพักแล้ว โดยที่เขาก็มิได้ขัดขืนปล่อยให้ผู้เฒ่าตรวจตามสบาย
และเมื่อมองเห็นผลลัพธ์ รอยยิ้มของไฮรอสก็ขยายออก
“อีกไม่ถึงสองปี เจ้าก็น่าจะก้าวสู่ขั้นสูงได้แล้ว ถึงตอนนั้น... เขาคงไม่กล้าขึ้นเสียงกับเจ้าอีก”
“หนึ่งปี... หากข้าอยู่ที่นี่ ไม่เกินหนึ่งปี”
ไฮรอสขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ จากสภาพแกนเวทปัจจุบันของรอย ความเป็นไปได้ในหนึ่งปีนั้นดูแทบเป็นไปไม่ได้
แต่ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไร รอยก็เปลี่ยนเรื่อง
“กลับมาเรื่องของอีธานเถอะ หากเขาทำอะไรเกินเลย...ข้ายังไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเรื่องภายในตระกูลดังนั้นท่านต้องจัดการด้วยตนเอง และถ้าคนพวกนั้นไม่กล้าปรามเขา อย่าโทษข้าภายหลัง”
ไฮรอสรู้จักนิสัยของหลานคนนี้ดี หากต้องลงมือเมื่อใด… จะไม่มีคำว่าออมมือ
“เรื่องนั้น... ข้าจะจัดการเอง”
ผู้เฒ่าเริ่มพูดถึงประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง
“เรามีเรื่องสำคัญต้องระวัง ในสัปดาห์หน้า มีกิจกรรมรับน้องใหม่ เจ้าจำได้ใช่ไหม? อาจารย์ที่สอนปีหนึ่งต้องดูแลเรื่องนี้โดยตรง และอาจารย์เวท... ย่อมเป็นหัวใจสำคัญ เจ้าน่าจะเข้าใจดี”
แม้น้ำเสียงยังคงราบเรียบ แต่แววตากลับสั่นไหวเล็กน้อย...และรอยก็สังเกตเห็น
“ท่านกังวลว่าเขาจะใช้โอกาสนี้เล่นงานข้าใช่ไหม?”
ไฮรอสไม่ตอบ แต่การไม่ตอบ... ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจน
“พื้นที่นั้นเปิดโล่ง ง่ายต่อการแทรกแซง อีกทั้งยังมีเด็กมากมายเข้าร่วม หวังว่าเขาจะไม่กล้าลงมือหนักเกินไป... เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นล่ะก็”
แม้จะไม่ได้พูดต่อ แต่รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาแวบหนึ่ง แรงพอให้ผู้อยู่ในห้องสัมผัสได้ ก่อนที่เจ้าของรังสีนั้นจะเก็บกลับราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ว่าแต่... ครึ่งก้าวของท่านยังขาดอีกมากไหม?”
รอยถามกลับด้วยความเป็นห่วงถึงการขึ้นสู่ ขั้นมหาปราชญ์ เทียร์ห้า ของไฮรอส
“ข้านึกว่าเจ้าจะไม่ถามเรื่องข้าเสียแล้ว”
แม้คำพูดดูหยอกล้อเบา ๆ แต่ค่ำคืนนี้ เป็นครั้งแรกในรอบสี่สิบปี ที่ทั้งศิษย์และอาจารย์, ปู่และหลาน ได้เปิดใจพูดคุยกันอย่างเปิดอก
พูดถึงเหตุผลที่ทำให้รอยกลับมา... และเด็กหนุ่มผู้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโชคชะตานาม นิโคลัส เบลลาทอร์
เช้าวันพฤหัสบดี วันที่สี่ของการเรียน ทุกอย่างยังคงดูเป็นปกติดังเดิม
การวิ่งยามเช้ามืดของนิโคลัสในวันนี้ เริ่มมีเพื่อนร่วมทางมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาสายต่อสู้ทางกายภาพ ไม่เห็นนักเวทเลยสักคน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
จำนวนสัตว์เล็ก ๆ ที่ตามเขามาเพิ่มขึ้นทุกวัน ด้วยความสามารถของซิลฟี่ที่ดูจะเป็นมิตรกับสัตว์เหล่านี้เกินคาด ไม่ว่าจะเป็นนก กระรอก หรือสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ ต่างเริ่มคุ้นเคยและเข้ามาหาเขาเองอย่างเป็นธรรมชาติ
สิ่งหนึ่งที่นิโคลัสทำเป็นประจำทุกครั้งเมื่อเจอสัตว์ตัวใหม่ คือ "การทำสัญญาวิญญาณเบื้องต้น" เพียงข้อตกลงง่าย ๆ ว่าจะไม่ทำร้ายกันและกัน เพื่อให้เขาสามารถมองเห็นข้อมูลของสัตว์เหล่านั้นได้ และวิธีนี้ก็ให้ผลลัพธ์ดีเกินคาด
ระหว่างการฝึก เขาได้พบกับเหยี่ยวตัวหนึ่ง พันธุ์เดียวกับเจ้าฮอร์คสัตว์เลี้ยงของแจ็ค แต่มีขนาดเล็กกว่ามาตรฐานจนดูคล้ายเหยี่ยวแคระพิการ จึงถูกปล่อยให้อยู่ในธรรมชาติตามลำพัง
เมื่อเขาตรวจสอบข้อมูล ความเบิกบานใจก็เอ่อล้นจนควบคุมแทบไม่อยู่
ชื่อ: -
เพศ: ผู้
อายุ: 1 ปี
ระดับ:ก่อนกลายพันธุ์ – สัตว์ทั่วไป
หลังกลายพันธุ์ – สัตว์หายาก (Rare Species)
สายพันธุ์:
เดิม - เฟอร์ยาห์ : เหยี่ยวขนาดกลางที่นิยมฝึกเพื่อการลาดตระเวน ฉลาด เชื่อง พบได้ทั่วไป
กลายพันธุ์ - เฟรยานฟอล์ค : ขนาดโตเต็มวัยเล็กกว่าเหยี่ยวทั่วไป ใหญ่กว่านกพิราบเล็กน้อย
- ความเร็วและความคล่องตัวสูงกว่าเหยี่ยวฝึกทั่วไปมาก
- ทักษะติดตัว : เสริมพลังกายด้วยพลังธรรมชาติ เพิ่มพลังกาย ความเร็วและความคล่องตัว
- สายตาคม มองไกลได้ชัดทั้งกลางวันและกลางคืน
- กรงเล็บและจะงอยแข็งแหลมคม สามารถใช้จู่โจมได้ดีเยี่ยม หากใช้ทักษะติดตัว ไม่ต่างจากมีดสั้นชั้นดี
- ฉลาดสูง เข้าใจภาษามนุษย์และเรียนรู้คำสั่งได้หากได้รับการฝึก
เงื่อนไขการวิวัฒนาการ:
แกนพลังวิหคของสัตว์กึ่งเวท 3 ชิ้น และหินมานาธาตุสายฟ้าระดับสอง 1 ชิ้น
นิโคลัสแทบไม่อยากเชื่อว่าสัตว์หายากตัวนี้จะได้มาโดยง่ายเช่นนี้
อาจเป็นเพราะวิธีปลุกพลังของวิหคส่วนใหญ่ ใช้เพียงแกนพลังทั่วไป แต่ "เฟรยานฟอล์ค" กลับต้องการหินมานาธาตุสายฟ้าระดับสองซึ่งหาได้ยาก และมีราคาสูงลิ่วถึงระดับหนึ่งเหรียญทองต่อชิ้น
สัตว์ที่ก้ำกึ่งระหว่างเหยี่ยวพิการกับสัตว์หายากแบบนี้ จึงไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ทำให้ไม่มีใครคิดจะปลุกพลังพวกมันอย่างจริงจัง
ทว่าสำหรับนิโคลัส นี่คือโอกาส เขาทำสัญญาวิญญาณอย่างไม่ลังเล และเอ่ยชื่อให้มัน
"ข้าเรียกเจ้าว่า... เฟย์ นะ"
เหยี่ยวน้อยเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่ได้ยิน มันกระโดดไปมา ก่อนโฉบบินวนรอบตัวชายหนุ่มด้วยท่าทางร่าเริง
"คงต้องรีบปลุกพลังเจ้าโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นเจ้าจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ"
เขาหันไปขอให้ซิลฟี่ช่วยดูแลเจ้านกน้อยตัวใหม่
"ไว้ใจข้าได้เลยนิค!"
ซิลฟี่ตอบด้วยเสียงสดใส
คาบเช้า: วิชาเลือกเสรี – นักประดิษฐ์
อาจารย์เอเวลีนเริ่มต้นสอนตั้งแต่พื้นฐาน เพื่อปรับความรู้ของนักศึกษาทุกคนให้ตรงกันตามมาตรฐานของสถาบัน
คาบแรก ๆ เน้นหนักไปที่การรู้จักวัสดุ อุปกรณ์ และระดับความยากง่ายของการใช้งาน ตั้งแต่วัสดุธรรมดา ไปจนถึงวัสดุหายากราคาแพง และประเภทของเทคนิคการสร้างที่ซับซ้อนขึ้น
การสอบภาคปฏิบัติช่วงปลายภาค จะให้นักศึกษาเลือกสร้างชิ้นงานจากตัวอย่างกว่ายี่สิบแบบ โดยทำงานร่วมกับจารึกวงเวทพื้นฐานที่สามารถให้คนอื่นช่วยจารึกได้
นิโคลัสตั้งใจเรียนและซักถามอย่างลึกซึ้งหลายประเด็น สร้างความพึงพอใจให้เอเวลีนอย่างมาก แม้กระทั่งเหล่าดวอร์ฟที่ร่วมเรียนวิชานี้ ยังต้องหันมาสนใจคำถามของเขา
ชายหนุ่มพยายามผสานเทคโนโลยีโลกเก่าเข้ากับศาสตร์เวทในโลกใหม่นี้ เช่น กลไก ระบบแรงดัน ฯลฯ จนเริ่มกลายเป็นจุดสนใจของเหล่านักประดิษฐ์ตัวจริง
ภาคบ่าย: วิชาเวทมนตร์ กับจอมเวทรอย
นี่คือวิชาที่นักศึกษาเวททุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเครียดที่สุดเท่าที่เคยเจอมา
อาจารย์รอยไม่ได้สอนแค่หลักการ แต่ให้แสดงด้วยร่างกายจริง เหล่านักเรียนห้าสิบอันดับแรกของสายเวทที่ถูกคัดเลือกมา ล้วนมีพื้นฐานดีเยี่ยมจากการฝึกกับนักเวทเทียร์สามของตระกูลตนเอง
แต่สำหรับนักเรียนชนชั้นกลาง ที่อาศัยอาจารย์รับจ้างที่ฝึกมาแบบกระจัดกระจาย นี่คือด่านทดสอบที่แท้จริง
นักศึกษาหลายคนถูกสุ่มเรียกออกไปแสดงเวทพื้นฐาน คนใดที่ยังใช้วิธีระดับต่ำ จะได้รับคำแนะนำให้กลับไปฝึกใหม่ พร้อมการบ้านเฉพาะบุคคล
ส่วนใครที่ไม่เตรียมตัวเลย... ไม่เพียงจะถูกตักเตือน ยังต้องคัดลอกบทแรกของตำราเวทสิบรอบเป็นบทลงโทษ วันหยุดสุดสัปดาห์นี้คงหมดไปกับการฝึกฝนและคัดบทแน่นอน
เมื่อเลิกคาบเรียน ในขณะที่นิโคลัสกำลังเก็บตำรา เสียงกระซิบหนึ่งดังขึ้นข้างหู
'นิค เจ้ารีบฝึกฝนฝูงนกภายในสถาบันนี้ไว้ให้เยอะ ๆ นะ เตรียมตัวไว้'
เขาหันขวับไปทางต้นเสียงทันที แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงแผ่นหลังของจอมเวทรอย ที่กำลังเดินออกจากห้อง
'ต้องมีอะไรแน่...'
หลังจากนั้น นิโคลัสตรงไปยังห้องฝึกส่วนตัวที่จองไว้ ใช้เวลาฝึกเวทกว่าชั่วโมงครึ่งก่อนกลับที่พัก
จากคำเตือนของอาจารย์รอย เขาตัดสินใจเร่งฝึกนกทุกตัวที่เข้ามาหาเขาทันที
บางตัวเคยฝึกมาแล้วจากที่โรงแรม เขาจัดระบบการสื่อสารผ่านการบิน แบ่งระดับสัญญาณเตือนภัยตามรูปแบบการบินและการเคลื่อนไหว โดยแฝงรหัสลับเฉพาะตัวที่มีแต่เขาเท่านั้นที่เข้าใจ
ระบบส่งข่าวนี้เขาใช้รูปแบบของผู้ฝึกสัตว์ที่ใช้ฝึกนกสำหรับลาดตระเวนและส่งสัญญาณในภารกิจจริง เพื่อที่คนทั่วไปเมื่อเห็นสัญญาณจะเข้าใจได้ทันที
และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน... พวกมันจะเป็นเครือข่ายทางอากาศที่ไม่มีใครคาดคิด
หลังจากปล่อยนกฝึกบินกลับไป นิโคลัสยังคงครุ่นคิดถึงคำเตือนของจอมเวทรอย เขาต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "กิจกรรมพิเศษ" ที่จะจัดในวันศุกร์หน้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สถาบันตั้งใจปิดบังอย่างชัดเจน
เขาจึงตัดสินใจลงไปหากลุ่มเพื่อนร่วมชั้นที่พักอยู่ชั้นล่างของอาคาร เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
เมื่อเดินมาถึงชั้นล่าง เสียงพูดคุยและโต้เถียงก็ดังแว่วมาตลอดทางเดิน ซึ่งไม่น่าแปลกใจนัก เพราะห้องพักรวมไม่มีการจารึกเวทกั้นเสียงเหมือนห้องเดี่ยวที่เขาอาศัยอยู่ด้านบน
เขามาหยุดอยู่หน้าห้องพักหนึ่งก่อนเคาะประตูเบา ๆ
ประตูเปิดออกโดยชายหนุ่มร่างกำยำ ผมสั้นสีดำแดง ผิวคล้ำ ท่อนแขนเต็มไปด้วยมัดกล้าม
“อ้าว หัวหน้าห้อง มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
เขาทักขึ้นด้วยสีหน้าคุ้นเคย
“ข้ามีเรื่องรบกวนสอบถามนิดหน่อย พอจะสะดวกไหม?”
“ไม่มีปัญหา เชิญเข้ามาเลย”
เขาพยักหน้าเปิดทางให้นิโคลัสก้าวเข้าไปด้านใน ก่อนปิดประตูตามหลัง
ภายในห้องพักรวมขนาดใกล้เคียงกับห้องของนิโคลัสเอง แต่บรรยากาศกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เตียงเตี้ย โต๊ะและตู้ถูกจัดวางเพื่อแบ่งพื้นที่ให้เพียงพอกับผู้อยู่อาศัยสี่คน ทำให้ภายในดูคับแคบและอึดอัดกว่ามาก
‘ทำไมพวกเขาไม่ยกเตียงสูงขึ้นหน่อยนะ พื้นที่ใต้เตียงสามารถใช้งานได้อีกมาก’
นิโคลัสคิดในใจพลางกวาดตามองรอบห้อง
‘หรือเพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับการรับมือสัตว์อสูรมากกว่าเรื่องสภาพความเป็นอยู่ทั่วไป...’
ในขณะที่เขากำลังสำรวจห้อง เพื่อนในห้องอีกสามคนที่อยู่ด้านในก็หันมามองด้วยความสงสัย
“หัวหน้าห้อง มีอะไรรึเปล่า?”
คนที่เปิดประตูถามขึ้นอีกครั้ง
นิโคลัสยิ้มบางแล้วแนะนำตัวแบบไม่เป็นทางการ
“เรียกข้าว่า นิค ก็ได้ แล้วพวกเจ้าล่ะ?”
ชายหนุ่มทั้งสี่คนผลัดกันแนะนำตัวทันที โดยผู้ที่เปิดประตูเอ่ยขึ้นก่อน
“ข้า มาร์คัส เดอแรมวูร์ นักประดิษฐ์”
“อัลดัส เฮเวอร์มอนด์ นักดาบ”
“คอร์วิน แบล็ควูด นักล่า”
“เอสธาน วอเทรียร์ อัลเคมิส”
นิโคลัสพยักหน้ารับ เขาจำชื่อและสายวิชาของทุกคนไว้ในใจอย่างรวดเร็ว ในฐานะหัวหน้าห้อง หน้าที่ของเขาคือการรู้จักทุกคนให้มากที่สุดเพื่อประสานงานได้ทันท่วงทีในยามคับขัน
เขาไม่รีรอรีบเข้าเรื่องทันที
“พวกเจ้าเคยได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับ กิจกรรมพิเศษวันศุกร์หน้า บ้างไหม? รุ่นพี่หรือใครในกิลด์เคยพูดถึงรึเปล่า?”
ทุกคนสบตากัน ก่อนส่ายหัวอย่างพร้อมเพรียง
“ข้ามีญาติอยู่ในสถาบันนี้แทบทุกรุ่น แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย มันแปลกมาก”
อัลดัส นักดาบหนุ่มจากกิลด์ฮันเตอร์อันดับแปด ตอบด้วยความรู้สึกสงสัย
“ข้าก็เหมือนกัน”
คอร์วินพูดขึ้น
“ในตระกูลข้าส่งคนมาเรียนที่นี่ตลอดเหมือนกัน ข้าที่เป็นหน่วยสืบข่าวและลาดตระเวนทำให้ต้องคอยเก็บข้อมูลไปทั่ว แต่ไม่เคยได้ยินกิจกรรมนี้มาก่อนเลย”
“ตระกูลข้าก็เล็กอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงข้อมูลลับแบบนี้”
เอสธานพูดเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มเจื่อน
เมื่อได้ยินคำตอบตรงกันหมด นิโคลัสก็ยิ่งมั่นใจว่า กิจกรรมนี้คงไม่ธรรมดาแน่
“ก่อนหน้านี้ข้าก็ลองถามจากหลายคน คำตอบที่ได้ก็เหมือนกันหมด... ไม่รู้ ไม่เคยได้ยิน”
เขากล่าวเสียงเรียบ แต่หนักแน่น
“แสดงว่าเรื่องนี้ถูกตั้งใจปกปิด แม้แต่คนในสถาบันก็ไม่มีใครพูดถึง มันต้องมีอะไรแน่”
อัลดัสเสนอความคิดของเขาออกมา
“ถ้าให้เดา...จะให้พวกเราสู้กับรุ่นพี่? หรือ...ให้สู้กันเอง?”
“เป็นไปไม่ได้”
คอร์วินรีบแย้ง
“สถาบันไม่มีนโยบายให้นักศึกษาต่อสู้กันเอง”
มาร์คัสพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ ต่อให้เป็นกิจกรรมพิเศษ แต่เรื่องแบบนั้นก็เสี่ยงเกินไป”
“...แล้วถ้ามันไม่ใช่การสู้กันเอง...”
เอสธานพูดเสียงแผ่วไม่มั่นใจ เขาชะงักเล็กน้อยก่อนเอ่ยประโยคที่ทุกคนไม่คาดคิด
“...เขาคงไม่ให้พวกเราสู้กับ สัตว์อสูร หรอกใช่ไหม?”
น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยของเอสธานทำให้ห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ก่อนที่สายตาของทั้งสามคนจะหันมาจ้องเขาพร้อมกัน...