ตอนที่ 14 ผู้ใต้บังคับบัญชา (1)
“ท่านอ๋อง...”
ยามนี้รับมือกับท่านอ๋องของเขายากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด ทันใดนั้นมู่ชิวก็รู้สึกปวดหัว ฝืนยิ้มพลางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ขณะคิดหาวิธีเกลี้ยกล่อม ทหารติดตามที่ไปสำรวจทางข้างหน้าก็วิ่งกลับมา “ท่านแม่ทัพ สำรวจเรียบร้อยแล้ว ข้างหน้าเป็เส้นทางหุบเขา จุดที่แคบที่สุดกว้างประมาณหนึ่งจั้ง[1]กว่า เส้นทางขรุขระ หากกองทัพใหญ่้าผ่านไปทั้งหมดเกรงว่าจะเสียเวลามากทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้าใจแล้ว ออกไปก่อน”
ซ่งจื่อเฉินพยักหน้า ขณะที่กำลังบอกให้ทหารติดตามออกไปพักก่อน มู่ชิวกลับยกมือห้ามทหารคนนั้น “ท่านอ๋อง มิสู้เรียกแม่ทัพทุกคนมาหารือดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ หารือเื่การผ่านหุบเขานี้ก่อน เื่ที่เหลือพวกเราค่อยว่ากัน”
“ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเช่นนั้นก็ถ่ายทอดคำสั่ง เตรียมตั้งค่ายที่นี่ เรียกพวกเขามา บอกว่าข้ามีเื่จะปรึกษา”
ซ่งจื่อเฉินพยักหน้าพร้อมหันไปสั่งทหารติดตาม จากนั้นก็ให้คนรีบไปจัดการเก็บกวาดพื้นที่ให้เรียบ ตั้งกระโจมก่อนค่อยว่ากัน มู่ชิวเห็นเขาสั่งการอย่างสุขุมก็อดยิ้มพลางพูดขึ้นไม่ได้ “ท่านอ๋องช่างมีพร์ในเื่การทหารจริงๆ บุคลิกน่าเกรงขามเช่นนี้ หากไม่ได้คลุกคลีอยู่ในค่ายทหารมาเป็เวลานาน เกรงว่าไม่มีทางมีได้”
ซ่งจื่อเฉินย่อมรู้ว่าความจริงเป็อย่างไร พอถูกมู่ชิวเอ่ยปากชมแบบนี้ก็พลันร้อนตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลับเป็การยากที่จะอธิบายให้กระจ่าง ทำได้เพียงบากหน้าขานรับ ใช่ว่าเขาไม่เคยมีความคิดอยากอธิบายเื่ทั้งหมดให้มู่ชิวฟัง แต่ทุกครั้งกลับสูญเสียความกล้าก่อนที่จะเอ่ยปาก เขาไม่กล้าคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน หากมู่ชิวรู้ว่าเป็เพราะเขาได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งถึงกลับตัวเป็คนใหม่อย่างกะทันหัน มู่ชิวจะมีท่าทีตอบสนองอย่างไร จะยังคงอยู่กับเขาอย่างสนิทใจเฉกเช่นตอนนี้หรือไม่ เทียบกับต้องสูญเสียคนผู้นี้ไปทั้งแบบนี้ เขายอมเก็บงำเื่ทั้งหมดไว้ในก้นบึ้งหัวใจ ยอมนิ่งเงียบแบบนี้อย่างทรมานใจตัวเองไปดีกว่า...
“เมื่อก่อนท่านอ๋องไม่ได้มีนิสัยที่พอถูกชมก็เขินอายเช่นนี้ กลายเป็คนขี้อายั้แ่เมื่อไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหยอกล้อของมู่ชิวดังขึ้นมาข้างกาย ซ่งจื่อเฉินถึงได้สติ กระแอมเล็กน้อยพลางพูดอย่างจริงจัง “ห้ามพูดเหลวไหล ข้าเป็คนถ่อมตัวแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วมิใช่รึ”
มองซ่งจื่อเฉินที่ทำสีหน้าจริงจัง มู่ชิวก็เกิดความยำเกรงขึ้นมาทันที พยักหน้าอย่างจริงใจแล้วยิ้มพลางเอ่ย “ท่านอ๋องโตแล้วจริงๆ หากวางตัวเช่นนี้ไปได้ตลอด ก็น่าจะมั่นใจเื่ในราชสำนักได้เกือบเต็มร้อยแล้ว กระหม่อมเองก็วางใจ”
“เ้าอย่าเพิ่งวางใจจะดีกว่า ข้าวางมาดหน้าไม่อายเช่นนี้ไปตลอดรอดฝั่งไม่ได้หรอกนะ...”
ตัวซ่งจื่อเฉินเองยังทนรับไม่ได้ โบกมือไม่หยุด ท่าทางเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา มู่ชิวเบิกตาโพลงด้วยความใ มองคนตรงหน้าที่เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา อดหัวเราะออกมาไม่ได้จนเผลอสำลักลมหนาว ต้องยกมือปิดปากไออีกครั้ง
“มู่ชิว...”
ซ่งจื่อเฉินรีบเข้าไปประคอง ตบหลังให้มู่ชิวเบาๆ ส่ายหน้าอย่างจนใจ “เ้าอย่าเอาแต่หัวเราะข้า...อีกทั้งทุกครั้งที่หัวเราะก็จะไอ ข้าเห็นแล้วปวดใจ แต่ก็คิดเล็กคิดน้อยกับเ้าไม่ลง หากเป็แบบนี้ต่อไป ข้าคงต้องเสียท่าให้เ้าเป็แน่”
“มิกล้า มิกล้า” มู่ชิวยิ้มพลางส่ายมือ ลูบหน้าอกให้เืลมที่พลุ่งพล่านทุเลาลง กระแอมเล็กน้อยแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “กระหม่อมต่างหากที่เสียท่าให้ท่านอ๋อง นึกถึงตอนนั้นที่ไท่ซือ[2]ให้คำจำกัดความท่านอ๋องได้ว่า ‘หัวดื้อเกินไป ไม่รู้จักพลิกแพลง’ บัดนี้มองดู ประโยคนี้ก็ขาดแค่คำว่า ‘พลิกแพลง’ แล้วพ่ะย่ะค่ะ...”
ซ่งจื่อเฉินกลับไม่รู้ว่าตัวเองมีคำจำกัดความที่ไท่ซือตั้งให้ด้วย เขาฟังแล้วก็ใไปชั่วขณะ แต่กลับหลุดหัวเราะออกมา ขณะกำลังพยายามจะอธิบาย ทันใดนั้นกลับมีเสียงพูดดังขึ้น “ท่านอ๋องหลบไปคุยกับใต้เท้ากุนซืออีกแล้ว คุยอะไรกันถึงได้อารมณ์ดีเพียงนี้ เหตุใดไม่ให้พวกเราร่วมมีอารมณ์สนุกสนานด้วยล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
ก่อนเดินทัพซ่งจื่อเฉินได้ทูลขอตำแหน่งกุนซือมาจากบิดาเพื่อให้มู่ชิวทำอะไรได้สะดวก เพียงแต่ตลอดทางมู่ชิวถูกเขาเฝ้าดูห้ามเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป กุนซือคนนี้จึงไม่มีผลงานที่เป็ชิ้นเป็อัน แม้แต่ตัวมู่ชิวเองก็เกือบจำไม่ได้แล้วว่ามีตำแหน่งนี้อยู่ เวลานี้อยู่ๆ ก็ถูกเรียกจึงอึ้งไปสักพักกว่าจะตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายเรียกตัวเอง เขากระแอมเล็กน้อย ประสานมือคารวะพลางยิ้มเอ่ย “คารวะแม่ทัพเมิ่ง”
“ในค่ายทหารไม่ต้องมากพิธี ใต้เท้ากุนซือไม่ต้องเกรงใจ มิเช่นนั้นอีกประเดี๋ยวพวกเราได้ถูกท่านอ๋องอัดเสียหนึ่งยก”
คนที่มารูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าดำคล้ำ กิริยาท่าทางป่าเถื่อนอยู่บ้าง ประสานมือคารวะซ่งจื่อเฉินกับมู่ชิวอย่างไม่ใส่ใจนัก ทั้งยังขานเรียกด้วยความเคารพว่าท่านอ๋อง ซ่งจื่อเฉินสองมือไพล่หลังพยักหน้าน้อยๆ ทันใดนั้นก็ยกขาถีบเขาไปหนึ่งที ยิ้มพลางต่อว่า “วันๆ มีแค่เ้าที่พูดมากที่สุด เอาแต่จับตาดูข้ากับกุนซือทำไม เก่งนักทำไมไม่เอาเวลาไปหาภรรยา ในค่ายนี้เหลือแค่เ้าคนเดียวแล้วที่เป็โสด ว่างนักใช่หรือไม่”
เชิงอรรถ
^ มาตราวัดความยาวของจีน หนึ่งจั้งประมาณสามเมตรกว่า^ คำเรียกอาจารย์ขององค์ชาย