บัลลังก์นี้ ข้าขอพิชิต

    ตอนที่34

    เสียงสะอื้นไห้ของนางค่อยๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน หยินชิงผละออกจากอ้อมกอดอย่างอ้อยอิ่ง นางรีบเช็ดน้ำตาแล้วปั้นหน้าสงบสติอารมณ์อีกครั้ง แม้ดวงตาจะยังแดงก่ำอยู่ก็ตาม ต่างคนต่างกระอักกระอ่วนไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ซูหมิงจึงรีบเปลี่ยนสถานการณ์


    “หยินชิง... แล้วท่านอาเกียงกับท่านจางฟู่ล่ะ? พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บสาหัสหรือไม่?”

    หยินชิงหลบสายตาใสซื่อของชายหนุ่ม


    “เหล่าสหายท่านไม่นับว่าสาหัส หมอประจำจวนรักษาบาดแผลให้แล้ว   เมื่อวานนี้พอเห็นว่าท่านพ้นขีดอันตรายและได้รับการดูแลอย่างดี พวกเขาไม่อยากทิ้งสินค้าไว้นานจึงขอออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายแล้วล่ะ”


    หยินชิงเห็นหน้าซูหมิงที่ยังเป็นห่วงพวกพ่อค้า นางจึงกล่าวต่อ

    “ช่วงนี้เหล่าโจรชุกชุม ข้าจึงถือวิสาสะส่งทหารของตระกูลไปคุ้มกัน พวกโจรต่อให้บ้าบิ่นเพียงใด เมื่อเห็นเหล่าองครักษ์แห่งหงส์แดง อย่างไรคงไม่กล้าลงมือ”


    ซูหมิงเบิกตากว้าง หัวใจที่เพิ่งจะสงบกลับเต้นระรัวขึ้นมาอีกครั้ง คำว่า “หงส์แดง” และ “องครักษ์” ที่หลุดออกมาจากปากหญิงสาวตรงหน้า ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจเขา


    “หะ...หงส์แดงงั้นหรือ?” ซูหมิงทวนคำเสียงหลง ใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับมีสีเลือดฝาดด้วยความตกตะลึง


    “หยินชิง... ท่านบอกว่าท่านส่งทหารของตระกูลหงส์แดงไปคุ้มกันพวกอาเกียง? ทหารระดับนั้น... คนทั่วไปจะสั่งการได้อย่างไร เว้นเสียแต่ว่า...”

    ซูหมิงอ้าปากค้างชะงักคำพูดไว้เพียงเท่านั้น


    หยินชิงหัวเราะฮิฮะกับท่าทางของเขา

    “ซูหมิง... เจ้าคงไม่ได้คิดว่าข้าเป็นเพียงลูกหลานขุนนางชั้นผู้น้อยหรอกนะ”


    นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะแต่หนักแน่น

    “นามของข้าคือ เฟิงลี่หยิน... เป็นบุตรตรีเพียงคนเดียวของ เฟิงอวี้เฉิน เจ้าบ้านตระกูลเฟิงคนปัจจุบัน และเป็นหลานสาวของท่านปู่ เฟิงเหยียน ประมุขแห่งหงส์แดง”


    “บุตรสาวเจ้าบ้านตระกูลเฟิง!” ซูหมิงอุทานออกมาอย่างลืมตัว

    ร่างกายแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นหากไม่ได้ขอบเตียงช่วยพยุงไว้ เขานึกถึงวันที่ถกเถียงกับนาง ตอนที่พลั้งมือทำร้ายนางเมื่อแรกพบ ทั้งตอนที่คว้าเสื้อคลุม และอ้อมกอดเมื่อสักครู่นี้...

    หยินชิงที่เห็นหน้าตกตะลึงราวเด็กน้อยของเขาก็หลุดขำออกมาอีกครา

    “ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ท่านกับข้าเป็นสหายกัน รีบรักษาตัวไวๆ จะได้ออกไปเที่ยวเล่นกัน”

    ซูหมิงได้แต่พยักหน้ารับอย่างโง่งม ในหัวยังคงหมุนคว้าง เขาตกเป็นคนเจ็บที่ได้รับการดูแลโดยไข่มุกยอดขวัญของตระกูลหงส์แดง... เรื่องราวนี้หากเล่าให้ผู้ใดฟังคงไม่มีใครเชื่อ!   


    เวลาผ่านไปอีกเพียงสองคืนร่างกายของซูหมิงฟื้นฟูได้อย่างอัศจรรย์จนหมอประจำจวนยังต้องแปลกใจ บาดแผลฉกรรจ์ตามลำตัวเริ่มตกสะเก็ดและจางลงอย่างรวดเร็วด้วยอำนาจของลมปราณฟ้าที่หมุนเวียนซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ จะเหลือก็เพียงแขนขวาที่ยังคงมีไม้ดามและพันผ้าไว้อย่างหนาแน่น

    ในวันนี้บรรยากาศในเรือนพรรณไม้แดงดูผ่อนคลายขึ้น ซูหมิงนั่งพิงหัวเตียงฟังหยินชิงเล่าเรื่องวีรกรรมวัยเด็กของนางอย่างออกรส ส่วนนางก็ชอบฟังเรื่องการเดินทางไกลของซูหมิงเช่นกัน


    “นี่ท่าน ท่านเคยฝันอยากครองบัลลังก์ เป็นหนึ่งในแผ่นดินบ้างไหม”เสียงใสเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสา


    “หา?~” ซูหมิงอุทาน  ‘ชีวิตที่ผ่านมา ขอแค่ได้มีโรงเตี้ยมเป็นของตนเองก็นับว่าเลิศหรูแล้ว’ 


    “ตึง..ตึง..”

    เสียงเคาะประตูจังหวะหนักแน่นดังขึ้นขัดบทสนทนา ซูหมิงสะดุ้งโหยงไม่ใช่เพราะเสียงประตู  

    ประตูเคลื่อนเปิดอย่างช้าๆ ปรากฏร่างของบุรุษในชุดสีเทาเข้มหม่น ใบหน้าครึ่งบนถูกเงาจากหมวกทรงประหลาดบดบังไว้ แต่มือที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมากลับขาวซีดไร้สีเลือด ในมือกำย่ามยาใบเก่าไว้แน่น


    "ขออภัยคุณหนู... ข้าเป็นหมอจากวังหลัก ได้รับคำสั่งให้มาตรวจสอบร่างกายของสหายท่านว่ายังมีอาการบาดเจ็บภายในตกค้างอยู่หรือไม่"

    น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและแห้งผากราวกับเสียงลมพัดผ่านสุสาน

    หยินชิงใจกระตุกวูบ ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ

    “จะหมอใหญ่หมอเล็กข้าก็ไม่สน! หากข้าไม่ได้นัดไว้ ผู้ใดก็ห้ามเข้ามา!”

    นางรีบลุกขึ้นยืนขวางหน้าเตียงซูหมิงทันควัน น้ำเสียงสั่นพร่าแต่พยายามข่มให้แข็ง “อาการเขาก็ดีขึ้นมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่ม ท่านกลับไปเถอะ ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง!”


    บุรุษในคราบหมอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มบาง

    “ถ้าเช่นนั้น... ตามใจคุณหนู ข้าคงมิอาจต่อความยาวสาวความยืด” มันน้อมกายลงเล็กน้อยก่อนจะถอยหลังออกไปช้าๆ และปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ


    เมื่อความเงียบกลับมาเยือน ซูหมิงยังคงจ้องมองประตูไม่วางตา

    “หยินชิง หมอผู้นั้นฝีมือสูงนัก ข้าไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาเลย จนกระทั่งเขาเคาะประตู”


    หยินชิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ

    “มันเป็นหมอใหญ่ของตระกูล ทั้งวิชาแพทย์และวิชาบู๊นับว่าสูงส่งพอกัน” นางแสร้งทำเป็นฮึดฮัดตบโต๊ะเสียงดัง

    “แต่ถึงจะเก่งเพียงใด ก็ไม่ควรไร้มารยาทเช่นนี้! กล้าดีอย่างไรมาเสนอหน้าทั้งที่ข้าไม่ได้เรียก ท่านรออยู่ที่นี่นะ อย่าเพิ่งขยับไปไหน! ข้าจะไปดุด่ามันสักครา!”


    นางกระชากประตูเปิดอย่างรุนแรงก่อนเดินออกไป ซูหมิงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง หูของเขาพยายามเงี่ยฟังเสียงฝีเท้าที่ควรจะเกิดขึ้นจากการเดินจากไปของหมอผู้นั้น แต่มันกลับว่างเปล่า... บรรยากาศในเรือนที่เคยอบอุ่นกลับหนาวเยือกขึ้นมาฉับพลัน


    เวลาผ่านไปจนกระทั่งหยินชิงเดินหน้ามุ่ยกลับเข้ามา ในมือถือห่อผ้าขนาดเขื่องมาด้วย ก่อนเอ่ยเสียงใส

    “เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าหมอผู้นั้นทำเจ้าขวัญเสียหรือเปล่า?”


    “ข้าสบายดี”ซูหมิงตอบพลางลอบสังเกตสีหน้าของนาง “แล้วท่านอาหมอผู้นั้นล่ะ? ท่านไปดุด่าเขามาแล้วหรือ?”


    หยินชิงทำหน้ามุ่ยอีกครั้ง

    “เหอะ! คนพวกนั้นหนังหนายิ่งกว่ากำแพงเมือง คนอย่างมันก่อนจะรักษาผู้อื่น ควรรักษานิสัยของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก”


    นางเดินตรงมาที่เตียงด้วยดวงตาเป็นประกายซุกซน “ซูหมิง ในเมื่อเจ้าดีขึ้นมากแล้ว และข้าก็เบื่อจวนนี้จะแย่... เราไปหาอะไรสนุกๆ ทำกันดีกว่า”

    นางโยนห่อผ้าให้เขา


    “ในนี้เป็นชุดของบ่าวรับใช้ชายในจวน รีบเปลี่ยนซะ ข้าจะพาเจ้าแอบออกทางประตูหลัง... วันนี้ที่ตลาดท้ายเมืองมีงานเทศกาลโคมไฟแดง มีของกินอร่อยๆ และการละเล่นเพียบ! ดีกว่ามานั่งอุดอู้อยู่กับกลิ่นยาและหมอหน้าตายพวกนั้นเป็นไหนๆ”


    ซูหมิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

    “แต่ถ้าท่านพ่อหรือท่านปู่ของท่านรู้เข้า...” ซูหมิงเริ่มกังวล แต่ก็หยุดคำพูดลง “เอาสิ ชีวิตข้าเมื่อต้องนอนอยู่แต่ในห้องเช่นนี้ นับว่าไม่คุ้นชินเป็นอย่างยิ่ง”


    ซูหมิงเปลี่ยนชุดเป็นบ่าวรับใช้สีเข้มอย่างทุลักทุเลเพราะแขนที่เข้าเฝือก ในที่สุดมันก็กลายร่างจากจอมยุทธ์ผู้บาดเจ็บมาเป็นเด็กรับใช้หน้าซื่อคนหนึ่ง  เมื่อเสร็จสิ้นจึงเดินไปหาหยินชิงที่ยืนรออยู่นอกประตู หยินชิงนำทางเขาไปตามระเบียงคดเคี้ยว มุดผ่านสวนไผ่สลัวและปีนข้ามกำแพงทางทิศตะวันตก ความเงียบงันของจวนหงส์แดงในยามนี้ช่างดูจงใจเหลือเกิน ราวกับมีใครบางคนกางปีกคุ้มครองให้นกน้อยสองตัวบินออกจากกรง


    เมื่อพ้นเขตกำแพงจวน บรรยากาศก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความพลุกพล่านของผู้คนทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา ระหว่างเดินเตร่กัน หยินชิงหยุดลงพร้อมชี้ไปที่เสาเมืองต้นหนึ่ง ซูหมิงมองตามไป...มันเห็นป้ายประกาศจับโจรต่างๆ จนสะดุดที่ใบหน้าซึ่งละม้ายคล้ายตนเองยิ่งนัก ด้านล่างมีข้อหายาวเหยียดดั่งบทเรียงความ และตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนว่า “กบฏซูหมิง”


    คำนี้ราวกับค้อนที่ฟาดลงกลางแสกหน้า  ซูหมิงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ เสียงเจี๊ยวจ๊าวรอบกายกลายเป็นเพียงเสียงหึ่งๆในหูที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอเริ่มติดขัด เหงื่อเย็นผุดขึ้นตามไรผม บัดนี้เกิดความรู้สึกว่าสายตาผู้คนรอบกายจ้องมองมาที่มันเพียงผู้เดียว ซูหมิงรีบก้มหน้าลงต่ำ


    “ดูสิ ข้อหาของท่านประหารสิบหัวก็ไม่พอ เรารีบออกจากเมืองกันก่อน ท่านทำตัวตามปกติ เมื่อมากับข้า พวกทหารคงไม่ตรวจค้นมั่วซั่ว”


    ที่ประตูเมือง ยามชุดใหม่ท่าทางดุดันเฝ้าอยู่อย่างหนาแน่น แต่การออกเมืองกลับง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงหยินชิงควักป้ายตระกูลออกมา เหล่าทหารก็พากันหลีกทาง เมื่อพ้นเขตเมือง ความกดดันก็ผ่อนคลายลง เมื่อเริ่มไร้ผู้คน ซูหมิงจึงเอ่ยถาม 

    “ ช่วงนี้ในเมืองเปลี่ยนแปลงมากนัก ข้าเห็นเหล่าทหารชุดเกราะอยู่ทุกตามมุมเมือง ไหนจะนายประตู ก็ดูกรวดขัน ร้ายกาจยิ่ง” ซูหมิงถามด้วยความสงสัย


    หยินชิงเดินไปตอบไป

    “เพราะเหตุการณ์ฉีซิ่นบุกเมืองนั่นแหละ การที่เขาล่วงล้ำมาถึงใจกลางเมือง อาละวาดขนาดนั้นซ้ำยังหลบหนีไปได้ เมืองฉินตั้วจึงเพิ่มความเข้มข้นขึ้นหลายเท่าตัว”


    ซูหมิงรับฟังอย่างซึมเซา พลางนึกถึงจางหวินและเฟยหลี่อย่างอดไม่ได้ ตอนนี้พวกเขาจะสบายดีหรือไม่  จึงอดไม่ได้ที่จะถามต่อ

    “แล้วยามเฝ้าประตูชุดที่ปล่อยให้ท่านฉีซิ่นเข้าเมืองได้ พวกเขาโดนไล่ออกแล้วหรือไม่?”


    หยินชิงเลิกคิ้วอย่างงุนงง

    “ถูกไล่ออกอันใด? ความประมาทเลินเล่อขนาดนั้น ยามเฝ้าประตูทั้งสี่มุมเมืองล้วนโดนโทษประหารสิ้น! หากฉีซิ่นบุกฝ่าเข้ามายังพอเข้าใจได้ แต่นี่เขานั่งมาในรถสัมภาระ ผ่านเข้าประตูเมืองอย่างง่ายดาย... รถสินค้าของท่านนั่นแหละซูหมิง”


    ซูหมิงหยุดกึก มันยืนพึมพำกับตนเอง หน้าซีดเผือดราวกับไข่ต้ม หยินชิงเห็นท่าไม่ดี นางจึงเดินเข้ามาใกล้เอื้อมมือจับไหล่ของชายหนุ่มทั้งสองข้าง หยินชิงบีบไหล่ที่สั่นเทาของซูหมิงแน่นขึ้น สัมผัสจากฝ่ามือที่อบอุ่นของนางค่อยๆ ดึงสติที่หลุดลอยของมันกลับคืนมาทีละน้อย นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของชายหนุ่ม


     “ท่าน ตอนนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่ ในแผ่นดินนี้มีผู้มีความผิดยิ่งกว่านี้มากมายนัก และพวกมันก็ยังลอยนวลอยู่ หากยังไม่ถึงคราวตาย ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่ตาย”  


    ซูหมิงมองหน้าหญิงสาว พยายามกลืนก้อนแข็งๆลงคอ

    “ข..ข้าไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น เพียงแต่สหายข้า..”

    แม้จะพยายามอย่างหนัก แต่ซูหมิงไม่อาจพูดต่อ 

     แต่แม้จะเอ่ยวาจาเพียงเท่านี้ แต่หยินชิงก็พอจับต้นชนปลายได้ จึงเอ่ยคำปลอบประโลม



    "เลือดที่หลั่งออกมาเหล่านั้นไม่ใช่ความผิดของท่าน คนอย่างฉีซิ่นหากเขาจะเข้าเมือง ต่อให้ไม่มีรถของท่าน เขาก็มีวิธีอื่นร้อยแปดที่จะทำได้”


     ซูหมิงแม้ในหัวจะยังคงมึนงงเหมือนถูกหมอกหนาปกคลุม แต่ก็ยอมก้าวเดินตามแรงฉุดดึงของนางแต่โดยดีราวคนไร้สิต   หยินชิงพามันเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางสายรองจนกระทั่งเห็นแสงไฟสลัวจากโรงเตี้ยมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงเมือง ที่นี่คือ โรงเตี้ยมเมฆาพยับ แหล่งพักพิงของเหล่านักเดินทางและพ่อค้าที่ต้องการความสงบก่อนออกเดินทางไกล


    กลิ่นอายของอาหารหมักและเนื้อย่างโชยมาปะทะจมูก แตกต่างจากในเมืองที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง ที่นี่ผู้คนดูผ่อนคลายกว่า แต่สายตาของหยินชิงยังคงกวาดมองไปทั่วอย่างระแวดระวัง นางเลือกที่นั่งในมุมมืดที่สุดของร้าน  "สั่งอาหารที่รสจัดที่สุดมาให้เขาที และขอชาร้อนสักไห"

    หยินชิงสั่งเสี่ยวเอ้ออย่างคล่องแคล่ว “อ้อ... แล้วตามคนดูแลคอกม้ามาพบข้าด้วย ข้าต้องการม้าฝีเท้าดีที่สุดสองตัวสำหรับเดินทางไกลในคืนนี้”


    อาหารถูกยกมาวางตรงหน้า ซูหมิงตักอาหารเข้าปากอย่างไม่รู้รสชาติ ราวกับร่างกายทำไปตามสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดเท่านั้น มันมองดูแขนที่เข้าเฝือกของตนเอง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก


    “นั่น ม้าที่ข้าเลือกให้ท่าน เป็นม้าพันธุ์ดีจากทุ่งหญ้าทางเหนือ มันเร็วกว่าม้าทหารทั่วไปเสียอีก”

    นางชี้ออกไปนอกหน้าต่าง เห็นคนดูแลม้ากำลังจูงม้าสีดำทมิฬสองตัวที่ดูแข็งแรงและปราดเปรียวมาเตรียมไว้  “ซูหมิง..ท่านอยากไปที่ใดหรือไม่?”  


     ชายหนุ่มวางตะเกียบลง เขามองม้าข้างนอกนั่นแล้วหันมามองหญิงสาวตรงหน้า “หยินชิง... ทำไมท่านถึงต้องช่วยคนอย่างข้าขนาดนี้? ท่านก็เห็นในป้ายประกาศนั่นแล้ว ข้าคือตัวอันตราย”


    ปัง!

    ประตูโรงเตี้ยมถูกกระแทกออกอย่างแรงจนบานพับแทบหลุด ร่างเล็กจ้อยในชุดสีมอซอพุ่งปราดเข้ามาข้างใน ด้วยสภาพของมันสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดวิ่นมีรอยเลือดซึมเป็นวงกว้าง มันพยายามจะหยัดกายขึ้น แต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงของเขาจะถึงขีดจำกัดแล้ว


    "หนิวเหยีย!" ซูหมิงอุทานลั่น หัวใจที่เคยหนักอึ้ง กลับมาสูบฉีดเลือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง   ชายร่างเล็กหันไปตามต้นเสียง พอเห็นว่าเป็นซูหมิงก็ถึงกับตกตะลึง


    “จะ..เจ้าพ่อค้า!”  ท่ามกลางสายตามากมาย หยินชิงวางเงินลงบนโต๊ะอาหาร ก่อนลากพวกมันทั้งสองออกจากโรงเตี้ยม

    “อะไร! เป็นอะไรกัน!” หยินชิงตวาดลั่น


     “เจ้าหนีใครมา?” ซูหมิงเอ่ยถามอย่างร้อนใจ  หนิวเหยียชำเลืองมองหยินชิงอย่างสงสัย ซูหมิงจึงพยักหน้าเป็นนัยว่า นางผู้นี้ไว้ใจได้ 

     

    “ข้าลอบเข้ามาใกล้ตัวเมือง แอบสืบข่าวคราวของท่านอี้หลิงที่ถูกจับตัว  แต่โชคร้ายโดนทหารแทบจับเอาได้  หลบหนีมาหลายชั่วยามยังมิอาจสลัดพ้น” ระหว่างตอบคำ มันยังคงรอบมองไปทางป่าด้านนอก ว่ามีคนตามมาหรือไม่ 



    “หยินชิง เจ้าไม่ควรมาพัวพันเรื่องราวนี้ ข้าอย่างไรก็เป็นศิษย์ของฉีซิ่นแล้ว บริวารของอาจารย์ข้า ข้าต้องช่วยเหลือ”  ซูหมิงกล่าวอย่างเร่งรีบ



     “ศิษย์?..อาจารย์อันใด?”

    หนิวเหยียกล่าวอย่างงุนงง


    ซูหมิงพยายามขืนตัวออกจากแรงดึงของหยินชิง มือซ้ายของเขากระชับไหล่ของหนิวเหยียที่แทบจะยืนไม่อยู่


    หยินชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ทว่าดวงตาของนางกลับไม่ได้ฉายแววลังเลแม้แต่น้อย นางกวาดสายตามองไปรอบๆ มองหาความมืดที่ยังคอยจับตาดู

      “ข้าไม่ยอมให้เจ้าไปตายคนเดียวหรอก อย่างน้อยถ้ามีข้าอยู่ ป้ายตระกูลเฟิงยังพอจะถ่วงเวลาพวกทหารกระจอกนั่นได้บ้าง” หยินชิงสะบัดหน้าแล้วรีบเดินไปที่ม้าสีดำทมิฬสองตัวที่เตรียมไว้  


    “แต่ท่าน...”



    “ไม่มีแต่! ถ้าเจ้ายังช้า ข้าจะฟันแขนเจ้าให้หักอีกข้างแล้วลากไปเอง!”นางขู่จนซูหมิงต้องรีบพยุงหนิวเหยียขึ้นม้าอย่างทุลักทุเล  ซูหมิงขึ้นประทับบนหลังม้าด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียว โดยมีหนิวเหยียนั่งเกาะเอวอยู่ข้างหลัง ลมปราณฟ้าในกายถูกรีดเค้นออกมาเพื่อควบคุมสมดุลของร่างกายที่บาดเจ็บ


    “ไป!” หยินชิงตะโกนก้องพลางกระแทกสีข้างม้าออกนำหน้ามุ่งสู่ทิศใต้ทันที

    ลมหนาวยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้าขณะที่ม้าทั้งสองห่อตะบึงออกไป หยินชิงเอี้ยวตัวกลับมามองทางโรงเตี้ยมที่เริ่มห่างออกไป ก่อนจะตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ดังพอที่จะส่งไปถึงใครบางคนในเงามืด


    “หากพวกทหารนั้นพบข้าเข้า คงจะเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไป หากมีผู้ใดจัดการให้ก็คงดี”

    ซูหมิงที่ควบม้าตามมาติดๆ พยักหน้าเห็นพ้อง “ใช่! แต่ตอนนี้เราจะพึ่งพาผู้ใดได้ หนีให้รอดก่อนเถอะ!”


    หลังเสียงตะโกนของหยินชิงพัดผ่านมาถึงหลังคาโรงเตี้ยม เงาดำร่างหนึ่งที่นอนราบอยู่เบื้องบนกระตุกยิ้มขึ้น “รับคำสั่งคุณหนู”  ก่อนเงาร่างสายนั้นจะพุ่งเข้าไปในป่าทึบ

    คล้ายกับเรื่องบัลลังก์นี้ ข้าขอพิชิต ที่คุณอ่าน

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    142K 432
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734