เหล่านักเรียนโดยรอบต่างจับจ้องลู่เซิ่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสะใจและรอชมเื่สนุก แม้แต่หลิวฉี่ิยังส่งสายตา “ขอให้โชคดี” มาให้เขา
สำหรับนักเรียนตัวเล็กๆ ที่ไม่โดดเด่นอย่างเขาและลู่เซิ่ง โอกาสที่จะถูกครูเรียกตอบคำถามในคาบเรียนนั้นยากยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่เสียอีก
ไม่รู้ว่าวันนี้ลู่เซิ่งเคราะห์ร้ายอะไร ถึงได้ถูกเรียกตัวไปเป็คู่ต่อสู้ในวิชาการต่อสู้สนามจริง
ลู่เซิ่งสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว
ถูกเรียกก็ถูกเรียกสิ เมื่อก่อนก็เคยโดนเรียกมาแล้วนี่นา
เขาลุกขึ้นและเดินไปยังกลางสนาม
ขณะที่ลู่เซิ่งลุกขึ้นยืน จงเจิ้นกั๋วถึงกับชะงักไป
ในขณะนั้นเอง เขาพลันเกิดภาพลวงตา ราวกับได้เห็นพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นจากฝูงแกะ
รังสีที่แผ่ออกมาจากร่างของลู่เซิ่ง ทำให้จงเจิ้นกั๋วแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นไม่ใช่นักเรียนมัธยมปลายธรรมดาๆ แต่กลับเป็ยอดฝีมือที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วนกำลังก้าวเดินมาหาเขา
“ครูครับ”
ลู่เซิ่งเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าจงเจิ้นกั๋ว และทักทายด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
จงเจิ้นกั๋วสังเกตเห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพลัง ซึ่งเผยออกมาภายใต้แขนเสื้อที่สั้นกว่าปกติของลู่เซิ่ง แววตาของเขาก็เป็ประกายขึ้นมาทันที
‘เมื่อก่อนทำไมไม่เคยสังเกตเลยว่า ในห้องเรียนยังมีต้นกล้าที่ดีขนาดนี้ซ่อนอยู่ด้วย?!’
จงเจิ้นกั๋วใช้สายตาชื่นชมเล็กน้อย กวาดตามองลู่เซิ่งั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยถาม “นายชื่ออะไร?”
“ลู่เซิ่งครับ”
“ผลการทดสอบค่าพลังชีวิตครั้งล่าสุดได้เท่าไร?”
ลู่เซิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตามความจริง “0.802 ครับ”
แค่ 0.8 เองเหรอ น้อยไปหน่อยนะ ดูจากภายนอกไม่น่าใช่
จงเจิ้นกั๋วขมวดคิ้ว
หรือว่าจะดูคนผิดไป
จงเจิ้นกั๋วส่ายหน้า ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น แล้วสั่งการว่า “นายมาดวลกับหยางอี้เฟย ใช้ทักษะการต่อสู้ที่ครูสอนไปเมื่อกี้แหละ พอเสร็จแล้วครูจะชี้จุดบกพร่องในการเคลื่อนไหวของนายให้”
“ครับ”
ลู่เซิ่งพยักหน้า จากนั้นเดินไปยืนตรงข้ามกับหยางอี้เฟย
หยางอี้เฟยทำสีหน้าผ่อนคลาย พยักหน้าให้ลู่เซิ่งเล็กน้อย พร้อมกับเตือนว่า “ค่าพลังชีวิตของฉันทะลุ 1.22 ไปแล้วนะ เดี๋ยวอาจจะลงมือหนักไปหน่อย นายระวังตัวด้วย”
ลู่เซิ่งไม่ได้รู้สึกอะไร เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ
แต่ในกลุ่มนักเรียนด้านล่างกลับมีเสียงอุทานเบาๆ ดังขึ้น
“ว้าว! ค่าพลังชีวิตของหยางอี้เฟยตั้ง 1.22 แล้วเหรอเนี่ย ของฉันยังไม่ถึง 0.9 เลย!”
“แข็งแกร่งอะไรขนาดนั้น สงสัยจะติดสิบอันดับของรุ่นแล้วมั้ง”
“สมกับเป็หยางอี้เฟยจริงๆ”
หยางอี้เฟยได้ยินเสียงชื่นชมเ่าั้ ก็รู้สึกพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและสง่างาม เขาหันไปพูดกับลู่เซิ่งว่า “พร้อมหรือยัง? ฉันจะเริ่มแล้วนะ”
“ได้เลย”
ลู่เซิ่งพยักหน้า
“ฉันมาแล้ว”
หยางอี้เฟยคำรามเบาๆ ร่างกายของเขาทั้งร่างพุ่งออกไปราวกับเสือชีตาห์ และพุ่งเข้าหาลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว
แม้แต่จงเจิ้นกั๋วที่ยืนดูอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเล็กน้อย
ส่วนเหล่านักเรียนที่ยืนดูอยู่ด้านล่าง ต่างก็เตรียมพร้อมที่จะส่งเสียงอุทานกันแต่เนิ่นๆ แล้ว
ดวงตาของเหล่านักเรียนหญิงต่างเริ่มเปล่งประกายระยิบระยับเป็รูปดาว
หลิวฉี่ิถึงกับเบือนหน้าหนีเล็กน้อย มองลู่เซิ่งด้วยสีหน้าที่ทนดูไม่ได้
ในวินาทีต่อมา...
“ปัง”
ร่างเงาหนึ่งกระเด็นออกจากกลางสนาม กระเด็นไปไกลห้าถึงหกเมตร ก่อนจะกระแทกลงพื้นอย่างแรง
“หยางอี้เฟยเท่มาก! หยางอี้เฟย...”
เสียงชื่นชมของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้นอย่างทันท่วงที ดูโดดเด่นเป็พิเศษ
เด็กสาวคนนั้นเพิ่งจะะโได้ครึ่งทาง ก็พลันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
คนรอบข้างทั้งหมดต่างเงียบกริบ และจ้องมองไปยังกลางสนามด้วยสีหน้าที่เธอไม่อาจเข้าใจได้
เด็กสาวคนนั้นหันกลับไปมองก็ถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือ ชายหนุ่มที่กำลังกุมหน้าอกและมีสีหน้าซีดเผือดนอนกองอยู่ข้างสนาม ร่างนั้นคือเทพบุตรในฝันของเธอ หยางอี้เฟย
ส่วนลู่เซิ่งนั้นยังคงยืนหยัดอยู่กลางสนามอย่างสง่าผ่าเผย ราวกับว่าเท้าของเขาไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว
เงียบ
สนามแห่งนี้ตกอยู่ในความเงียบอันน่าขนลุก
ทุกคนต่างยืนตะลึงงัน จ้องมองลู่เซิ่งและหยางอี้เฟยที่นอนกองอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเ็ปอย่างงงงัน ไม่กล้าที่จะเชื่อสายตาตัวเอง
ลู่...ลู่เซิ่ง ใช้กระบวนท่าเดียวก็สามารถซัดอัจฉริยะของรุ่นอย่างหยางอี้เฟย ที่มีค่าพลังชีวิตเกิน 1.2 และติดสิบอันดับให้กระเด็นออกไปได้เนี่ยนะ?!
พวกเขาต่างสงสัยว่าตัวเองกำลังฝันไปหรือเปล่า
แม้แต่จงเจิ้นกั๋วก็ยังตกตะลึง
เขาก็พลันตระหนักได้ถึงบางสิ่ง
เขาไม่ได้ดูคนผิดไป
“มาพยุงหยางอี้เฟยไปห้องพยาบาล เร็วเข้า”
จงเจิ้นกั๋วสั่งการอย่างรวดเร็ว คนอื่นๆ ถึงได้สติ และรีบปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่สายตาที่พวกเขามองไปยังลู่เซิ่งในตอนนี้ กลับราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาด
“ครูจง เมื่อกี้ผม...”
ลู่เซิ่งพยายามจะอธิบายให้จงเจิ้นกั๋วฟังว่า เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะไม่ใช้ทักษะการต่อสู้ที่อาจารย์สอน
แต่ตอนที่หยางอี้เฟยพุ่งเข้ามา สัญชาตญาณการต่อสู้ของเขาสั่งให้เขาทำเช่นนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
กว่าเขาจะรู้ตัวและอยากจะร่วมมือในการดวล หยางอี้เฟยก็กระเด็นออกไปแล้ว
ใครจะไปรู้ว่าเขาจะไม่ทนทานขนาดนั้น...
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว นายมากับครูเดี๋ยวนี้”
จงเจิ้นกั๋วโบกมือครั้งใหญ่ เรียกให้ลู่เซิ่งตามเขาออกไปอย่างรีบร้อน โดยไม่สนใจว่าการเรียนวิชาการต่อสู้สนามจริงในวันนี้จะจบลงหรือยัง
ลู่เซิ่งทำได้เพียงตามไปอย่างว่าง่าย
หลังจากที่ทั้งสองคนจากไป สนามแห่งนี้ก็ะเิเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง
“ให้ตายสิ! ลู่เซิ่งกินยาอะไรเข้าไปวะ ถึงได้โหดขนาดนี้? ขนาดหยางอี้เฟยยังสู้เขาไม่ได้เลยเนี่ยนะ?!”
“หมอนั่นคือลู่เซิ่งใช่ไหม เป็ลู่เซิ่งที่เราเคยรู้จักใช่ไหม?”
“หยางอี้เฟยค่าพลังชีวิต 1.22 แต่กลับต้านลู่เซิ่งไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว แล้วค่าพลังชีวิตของลู่เซิ่งมันเท่าไรกันแน่วะ?”
“ซี้ดดด”
ท่ามกลางเสียงอุทานและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หลิวฉี่ิอ้าปากค้าง มองไปยังทิศทางที่ลู่เซิ่งจากไปอย่างงุนงง สมองของเขายังคงสับสนอยู่...