บัญชีเงา

    ตอนที่ 65 : วันที่ความเงียบเริ่มแพงเกินไป

    ฟรอสต์ลีนในเช้าวันถัดมา

    ร้านหลายร้านเปิดช้ากว่าปกติ

    ไม่ใช่เพราะกลัว

    แต่เพราะเจ้าของยืนฟังข่าวอยู่หน้าประตู

    ฟังว่าเมื่อคืนใครถูกพาออกจากคลัง

    ฟังว่าใครเป็นคนสั่ง

    และฟังว่า—ครั้งนี้ ไม่มีบัญชีหายไป


    ทรัซเดินผ่านถนนสายกลาง

    ถนนที่เมื่อคืนมีไฟติดทั้งคืน

    ขาของเขายังเจ็บลึก

    เหมือนเนื้อด้านในยังไม่ยอมคืนตัว

    ทุกก้าวต้องเลือก ลงน้ำหนักแรงมากไปไม่ได้

    ลงเบาไปก็เสียจังหวะ

    ผู้คนมองเขา ไม่ใช่มองแบบหวาดกลัว

    แต่เป็นมองแบบชั่งน้ำหนัก เหมือนกำลังคิดว่า

    ถ้าเดินตามเขาจะต้องจ่ายอะไรบ้าง


    > “เมื่อคืนเขาเสียหน้า” เรกัลป์พูด

    “วันนี้เขาจะเอาหน้าคืน แต่ไม่ต่อหน้า”


    ทรัซไม่ตอบ

    เขาเห็นแล้ว ชายสองคนยืนรออยู่ตรงหัวมุม

    ไม่ใช่ฝ่ายควบคุม ไม่ใช่ยาม แต่เป็นคนของตลาด

    สวมเสื้อผ้าธรรมดา มือหยาบ สายตาคม

    “มีคนอยากคุยกับเจ้า” หนึ่งในนั้นพูด

    ไม่อ้อมค้อม 


    “ที่ไหน” ทรัซถาม


    “ลานเก็บไม้เก่า หลังตลาดปลา”


    ทรัซพยักหน้า ไม่ถามต่อว่าใครอยากเจอ

    เพราะถ้าเป็นคนที่กล้าขอคุยวันนี้

    ย่อมไม่ใช่คนเล็ก


    ลานเก็บไม้เก่าเงียบ ไม้ซุงวางซ้อนเป็นแนว

    กลิ่นเกลือกับคาวปลาติดอยู่ในอากาศ

    ชายวัยกลางคนยืนรอ

    เสื้อคลุมสะอาดเกินพื้นที่ รองเท้าไม่เปื้อนดิน

    “ข้าไม่ใช่ฝ่ายควบคุม” ชายคนนั้นเปิด

    “แต่ข้าทำงานให้คนที่ไม่อยากให้เมืองพัง”


    ทรัซหยุดห่างสามก้าว

    เป็นระยะที่ถ้าอีกฝ่ายขยับ เขาจะตอบโต้ได้ทัน

    “เมื่อคืนเจ้าทำให้บัญชียังอยู่” ชายคนนั้นพูดต่อ

    “แต่มันทำให้คนบางคนต้องอธิบาย”


    “ก็ดี” ทรัซตอบ

    “คำอธิบายไม่เคยฆ่าใคร”


    ชายคนนั้นยิ้มบาง

    “แต่ทำให้คนตกตำแหน่งได้”

    คำพูดนั้นไม่ใช่คำขู่ เป็นการบอกต้นทุน


    > “เขากำลังเสนอทางลัด” เรกัลป์กระซิบ

    “ถ้าเจ้ารับ เมืองจะเงียบเร็วมาก”


    “เจ้าต้องการอะไร” ทรัซถามตรง


    “หยุดยืนในที่ที่คนเห็น”

    “หยุดทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่”

    “แลกกับการที่คนของเจ้าจะไม่โดนแตะ”


    ทรัซมองหน้า มองมือ มองรองเท้า

    รองเท้าคู่นั้นสะอาด

    แปลว่าไม่เคยยืนในที่ที่ต้องเหยียบเลือด

    “ข้าไม่มีคนของข้า” ทรัซพูด

    “มีแต่คนที่ยืนอยู่ใกล้”


    ชายคนนั้นถอนหายใจ

    เหมือนคำตอบนี้ทำให้เรื่องยากขึ้น

    เสียงไม้แตกดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ดัง

    แต่ใกล้ มีสามคนโผล่ออกมาจากหลังท่อนซุง

    ไม่ใช่เพื่อฆ่า แต่เพื่อสั่งสอนให้เจ็บพอจำ

    มือเปล่า แต่ยืนกระจาย รักษาระยะ


    ทรัซขยับก่อน เขาใช้ท่อนซุงเป็นกำแพง

    บีบทางให้เข้ามาทีละคน

    คนแรกเข้ามาเร็ว

    ทรัซใช้ท่อนแขนดันศูนย์ถ่วงแล้วเหยียบหลังเท้า

    แรงไม่มาก แต่ทำให้ล้มทั้งตัว

    คนที่สองยื่นมือคว้าคอ

    ทรัซบิดข้อมือ ใช้ศอกกระแทกเข้าที่หน้าอก

    เสียงลมหายใจหลุดออกมาเป็นเส้น

    ร่างนั้นถอยไปชนต้นไม้

    คนที่สามพยายามอ้อม

    ทรัซถอยครึ่งก้าว ใช้สันแขนฟาดเข้าที่คอ

    ไม่แรงพอฆ่าให้ตาย แต่แรงพอให้เสียงหาย

    ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็ว ไม่มีเสียงร้อง

    เพราะไม่มีใครอยากให้คนแถวนั้นได้ยิน

    ชายวัยกลางคนถอยหนึ่งก้าว

    ไม่ตกใจ แต่เข้าใจแล้วว่า

    ข้อเสนอนี้ ไม่ได้มีอำนาจพอ


    > “อย่าตาม” เรกัลป์บอก

    “ให้เขากลับไปเล่าเอง จะเจ็บกว่า”


    ทรัซถอยออกมา เปิดทางให้หนี

    ชายคนนั้นมองเขา

    นานพอจะจำหน้า แล้วหันหลังไป

    พาคนของตัวเองออกจากลาน

    ทรัซยืนอยู่คนเดียว

    กล้ามเนื้อขายังสั่น ไม่ใช่เพราะกลัว

    แต่เพราะใช้งานเกินขีดจำกัด

    เขาเดินกลับสู่ถนนหลัก ที่มีคนเริ่มยืนรอ

    ไม่ใช่รอเขา แต่รอข่าวว่า

    วันนี้ความเงียบจะราคาเท่าไหร่


    > “จากวันนี้” เรกัลป์พูด

    “ใครก็ตามที่อยากให้เมืองเงียบ

    จะต้องจ่ายเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นจ่ายแทน”


    ทรัซมองฟรอสต์ลีน เมืองที่ยังไม่ปลอดภัย

    แต่เริ่มต่อรองได้ และเขารู้แล้วว่า

    ศัตรูไม่ได้อยากฆ่าเขา

    มันอยากให้เขาหายไปอย่างสุภาพ

    ซึ่งแพงกว่าการใช้กำลัง

    และอันตรายกว่ามาก

    ในวันที่ความเงียบเริ่มมีราคา

    ฟรอสต์ลีน ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิม