ความลับแตก?
"ดูแลตัวเองให้ดีๆนะลูก ส่งจดหมายกลับมาหาบ่อยๆด้วยล่ะ"
"เมืองนารารันน่ะเป็เมืองใหญ่ หลายๆอย่างที่นั่นจะแปลกตา ทั้งอาหาร อากาศ ผู้คนก็จะไม่เหมือนกับที่นี่ ระวังให้ดีนะลูก แล้วก็อย่างที่สัญญากับพ่อไว้ รักษาตัวรอดให้ได้"
"ครับ"
มาร์โก้พยักหน้ารับสั้นๆก่อนจะหันไปกอดลาพ่อแม่ของเขาเป็ครั้งสุดท้าย แม้จะไม่ใช่พ่อแม่ทางิญญาของเขาแต่ความผูกพันตลอดเวลาสิบปีก็ยังคงอวลอยู่เต็มร่างกาย มาร์โก้เติมเต็มความอาวรณ์จากอ้อมกอดเ่าั้ก่อนจะก้าวขึ้นเกวียนไป
"ไปก่อนนะครับ"
เมื่อเห็นมาร์โก้โบกมือลาครอบครัวตรงหน้าเมอดีลก็เคาะผนังเกวียนเบาๆไปสองที คนขับเผ่าโกเลมก็ค่อยๆกระตุ้นแมโนเลียให้ออกเดินทางไปตามถนนของหมู่บ้าน ออกไปสู่ป่าใหญ่อย่างเชื่องช้า
(แมโนเลีย สัตว์พาหนะวงศ์เดียวกับแมโนรัสแต่ขนาดเล็กกว่า ขาหน้าที่มีสามข้อทำให้มันสามารถเดินขึ้นเนินชันหรือทางลาดดิ่งได้ง่ายดาย เหมาะกับการเดินทางผ่านูเาเป็อย่างยิ่ง)
มาร์โก้เอนหลังพิงผนังเกวียนก่อนจะทอดตามองออกไปยังหมู่บ้านที่ค่อยๆเล็กลง ก่อนจะละจากความอ้างว้างนั่นกลับมา เมอดีลมองเด็กชายเผ่ามนุษย์ตรงหน้าอย่างสนใจ แทนที่จะออกอาการอาลัยอาวรณ์ให้เห็นชัดๆหรือพยายามซ่อนเอาไว้แบบคนอื่นที่เขาเคยเห็น มาร์โก้กลับปล่อยให้อารมณ์เ่าั้ครอบงำตนเองก่อนจะสลายพวกมันออกไปจนแทบหมดสิ้น เหลือเพียงริ้วอารมณ์แห่งความโหยหาบางๆที่ถูกซุกไว้ข้างในใจเพื่อรอเวลาหายไปเท่านั้น
(เอล์ฟเป็หนึ่งในเผ่าที่สามารถอ่านอารมณ์ของคนอื่นๆได้ ไม่ถึงขั้นอ่านใจ แต่บางคนที่เก่งทักษะนี้มากๆก็แทบจะคาดเดาการกระทำของเป้าหมายได้แบบถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์)
"ท่านเมอดีลครับ"
"ว่าไงมาร์โก้"
"ทำไมถึงเลือกเดินทางในตอนเช้าแบบนี้เหรอครับ"
"นึกว่าจะถามอะไร"เมอดีลหัวเราะ"เพราะเรากำลังรีบยังไงล่ะมาร์โก้ การเดินทางนี้กินเวลากว่าสี่วัน ข้าเองก็ยังมีงานที่ต้องกลับไปสะสาง เพราะฉะนั้นรีบเดินทางจะดีกว่าไง"
"ข้อนั้นผมรู้ครับ แต่ท่านไม่คิดว่ามันเสี่ยงบ้างเหรอครับ"
เมอดีลสบตากับมาร์โก้หลายอึดใจก่อนจะยิ้มบางๆ"-hkยินดีรับความเสี่ยงนั้น ด้วยเืสีเขียวแห่งพงไพร ขอรับประกันว่าเ้าจะปลอดภัย มาร์โก้"
"ขอบคุณครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้นมาร์โก้ก็หันไปมองข้างทางอย่างเบาใจเนื่องจากนี่ก็เป็ครั้งแรกที่เขาจะเดินทางไกลออกมาจากหมู่บ้าน เนื้อหาที่เขาคุยกับเมอดีลเมื่อครู่ฟังเผินๆก็เหมือนกับแค่การพูดคุยธรรมดา แต่ถ้าเป็คนที่รู้จักพื้นที่ละแวกนี้ดีจะรู้ได้ทันทีว่าคำถามของมาร์โก้นั้นหมายความว่าอย่างไร
ธรรมดาแล้วใครก็ตามที่จะออกจากหมู่บ้านของมาร์โก้นั้นจะเดินทางใน่เที่ยงๆถึงบ่าย เนื่องจากเมื่อเดินทางไปถึง่เย็นเขาก็จะไปถึงจุดปลอดภัยในป่ากว้างจุดแรกและสามารถพักผ่อนตรงนั้นได้อย่างเบาใจตลอดคืน
จุดปลอดภัยประจำป่าหรือที่เรียกกันว่า"เคลียร์” จะมีอยู่ตามป่ากว้างส่วนใหญ่ บางป่าอาจจะมีเคลียร์เพียงหนึ่งแห่ง บางที่ก็มีมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับความกว้างของป่าและความสำคัญของเส้นทางสัญจร ป่าที่พวกเขากำลังผ่านอยู่ตอนนี้มีเคลียร์อยู่สองจุด ซึ่งถ้าเดินทางอย่างปลอดภัยก็คือใช้เวลาราวสามวันสองคืนเพื่อจะข้ามป่าแห่งนี้ออกไป แต่ดูเหมือนเมอดีลจะไม่สนใจในเื่นั้นเท่าไหร่นัก
‘ก็อยากเห็นเหมือนกันว่าเอล์ฟตนนี้จะทำยังไง’
มาร์โก้ซ่อนรอยยิ้มพลางเอนหลังอย่างสบายอารมณ์ กลางป่านี้เต็มไปด้วยมานาธรรมชาติที่สดชื่นบริสุทธิ์ เพียงแผ่มานาของตัวเองออกไปเล็กน้อยมานารอบๆก็โอบล้อมเข้ามาหาอย่างกระตือรือร้นจนมาร์โก้ต้องรีบควบคุมพลังของตัวเองเอาไว้ให้ดีๆตลอดเวลาเพื่อไม่ให้มีอะไรไปรบกวนการเดินทางเข้า
แต่ก็ดูเหมือนฝีมืองูๆปลาๆของเขาจะตบตาผู้เชี่ยวชาญไม่ได้อยู่ดี
“ฝึกไปพลางๆเถอะ มาร์โก้” เมอดีลยิ้มบางๆ"ข้ารู้ว่าเ้ากำลังซ่อนความกระวนกระวายในใจเอาไว้ สถานที่ที่เรากำลังจะไปเป็ที่แบบไหนเ้าก็คงรู้ดี ถ้าอยู่เฉยๆแล้วมันไม่สงบก็หาอะไรทำไปเถอะ ไม่ต้องห่วงว่าจะรบกวนข้า เพราะเดี๋ยวข้าเองก็จะพักแล้วเหมือนกัน”
เมอดีลพูดจบก็เอนหลังพิงกับผนังไม้ของเกวียน ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นมานารอบๆก็ปั่นป่วนจนมาร์โก้เลิกคิ้ว พวกมันไม่ได้พลุ่งพล่านอย่างโกลาหล แต่กลับเป็การเคลื่อนที่แปลกๆที่หากจะให้เขาจำกัดความล่ะก็ เขาก็คงใช้คำว่าปรีดามาอธิบายเท่านั้น
แผ่นไม้ข้างหลังเมอดีลเริ่มเคลื่อนไหว กิ่งไม้เล็กๆเติบโตขึ้นมาก่อนจะแตกใบสีเขียวอ่อนสะบัดไปมาอย่างร่าเริง กิ่งไม้เ่าั้ค่อยๆเลื้อยออกมาพันร่างของเมอดีลเอาไว้อย่างหลวมๆ สมกับที่เป็เผ่าเอล์ฟที่เรียกได้ว่าเป็ส่วนหนึ่งของป่า เวทมนตร์ของพวกเค้านั้นเป็เอกลักษณ์เสียจนมาร์โก้ก็ยังต้องประหลาดใจ
ถ้าให้เลียนแบบก็คงไม่ไหวแฮะ
สิ่งที่มาร์โก้คิดนั้นไม่ได้เป็การดูถูกตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดเวลาที่เขาฝึกเวทมนตร์ั้แ่มาถึงโลกนี้นั้นเขาสามารถค้นพบวิธีใหม่ๆในการออกคำสั่งกับมานาอยู่แทบจะตลอดเวลา แต่ทั้งหมดนั่นก็เป็เพียงแค่มานาที่เคลื่อนไหวตามคำสั่งของเขาเท่านั้น แต่การร่ายเวทย์ของเมอดีลนั้นมันช่างน่าตื่นตะลึง มานาทั้งหมดดูราวกับจะเคลื่อนไหวได้ด้วยสำนึกของพวกมันเองมากกว่าที่จะโดนควบคุมเสียอีก
จิตสำนึกของมานางั้นเหรอ….
มาร์โก้เก็บความสงสัยนี้เอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจพร้อมกับสัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาพร้อมเขาจะลองเสาะหาหนทางร่ายเวทย์แบบเมอดีลดูซักตั้ง แต่ตอนนี้เขาต้องรีบเร่งปรับพื้นฐานของตัวเองให้แน่นกว่านี้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นโรงเรียนที่สี่ที่เขากำลังเดินทางไปคงไม่ใช่สถานที่ที่น่าอยู่สำหรับเขาเป็แน่
มาร์โก้มองดักแด้ไม้ของเมอดีลอีกครั้งก่อนจะแกล้งตั้งท่าเอามือเท้าคางเหมือนเตรียมหลับ แต่มืออีกข้างนั้นล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายและกำลูกแก้วจิตอสูรเอาไว้ ก่อนจะปล่อยจิตของตัวเองพุ่งเข้าไปในลูกแก้วอย่างรวดเร็ว
ลูกแก้วจิตอสูรนั้นสามารถใช้งานหลักๆได้สองแบบ คือการเข้าไปในมิติของมันทั้งร่าง และสองคือเข้าไปเพียงจิตแบบที่มาร์โก้กำลังทำ แบบหลังถึงเขาจะไม่สามารถหยิบจับอะไรในมิตินี้ได้ แต่เขาก็สามารถทิ้งสำนึกส่วนหนึ่งไว้กับร่างจริงเพื่อรับรู้ถึงสิ่งรอบตัวไปได้พร้อมๆกัน
ด้านในลูกแก้วยังคงเป็สถานที่ที่ไม่น่าอยู่เท่าไหร่ ความอับ ความอึดอัด รวมไปถึงกลิ่นเหม็นเค็มอันเป็เอกลักษณ์ที่คลุ้งกระจายอยู่ในอากาศ มาร์โก้ย่นจมูกก่อนจะเริ่มใช้ความคิด ถ้าเค้าจะใช้ที่นี่เพื่อเก็บของหรืออะไรล่ะก็ กลิ่นพวกนี้ไม่ใช่อะไรที่น่าพึงประสงค์เลยแม้แต่น้อย
'กลิ่นจากเกลือทะเล ลูกแก้วจิตอสูรนี้สร้างมาในร่างของสิงโตทะเลก็ไม่แปลกที่องค์ประกอบส่วนใหญ่ของมันเป็เกลือ กลิ่นของไอโซเดียมคลอไรด์ในบรรยากาศมีเยอะเกินไป วันหลังน่าจะต้องพกถ่านไม้มากองทิ้งไว้ในนี้ซักสัปดาห์นึงแล้วล่ะ'
ดีที่เมื่อคืนมาร์โก้นั้นหลอมรวมมานาบริสุทธิ์จากในลูกแก้วนี้ไปจนหมดแล้ว ตอนนี้เขาจึงเหลือแค่การปรับปรุงภายในของมันให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น มาร์โก้รวบรวมแก๊สในบรรยากาศก่อนจะค่อยๆสร้างสารประกอบเชิงไฮโดรคาร์บอนเพื่อลองดูดซับกลิ่นในบรรยากาศไปพลางๆ
ตกลงสิ่งนี้มันคืออะไรกันแน่
กระบวนการทางมานานั้นมาร์โก้ยังไม่สามารถใช้ทฤษฎีไหนมาอธิบายได้อย่างกระจ่างชัด เวทมนตร์และพลังเวทย์เองก็ยังเป็สิ่งที่คลุมเครือ ถ้าไม่ติดว่าวันนี้เขาต้องออกเดินทางแต่เช้าละก็เขาคงนั่งคิดแบบโต้รุ่งกันไปข้างนึงหลังจากเจอเหตุการณ์เมื่อคืน
ระหว่างการดูดซับมานาบริสุทธิ์อยู่นั้นเขาพยายามที่จะจับตาดูการเดินทางของพวกมันอยู่ตลอดเวลา และเมื่อพิจารณาดีๆเขาพบว่าพวกมันทั้งหมดหลอมรวมเข้ากับสมองของเขานั่นเอง
แต่ถึงแม้จะรู้แล้วว่าเป็สมองแต่มาร์โก้ก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคือสมองส่วนไหนกันแน่เนื่องจากเขาไม่สามารถที่จะระบุได้ละเอียดขนาดนั้น บางทีอาจจะต้องรอจนกระทั่งเขาเชี่ยวชาญเื่เวทมนตร์มากกว่านี้นั่นแหละถึงจะระบุมันได้อย่างกระจ่างชัด
และตอนนี้จะให้เขาลงมืออะไรไปก็ไม่ไหวเหมือนกัน ขึ้นชื่อว่าเป็สมองแล้ว ไม่ว่ากับสิ่งมีชีวิตชนิดไหนๆก็ถือว่าเป็ส่วนที่บอบบางสุดแสนทั้งนั้น ขืนไปยุ่งกับมันสุ่มสี่สุ่มห้าเขาอาจจะจบลงด้วยการนอนเป็ผักไปตลอดชีวิตที่เหลือก็เป็ได้
ตลอดเวลาที่เหลือนั้นมาร์โก้พยายามที่จะฝึกฝนการสร้างปฏิสัมพันธ์กับมานาเหมือนที่เมอดีลได้แสดงให้เห็น แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่สามารถทำอะไรที่ใกล้เคียงหรือแม้แต่จับหลักการอะไรได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็เพราะระบบบางอย่างของกายวิภาคระหว่างมนุษย์และเอล์ฟแตกต่างกันก็เป็ได้
เนื่องจากต้องคงร่างจริงไว้ข้างนอกมาร์โก้จึงไม่สามารถที่จะเอาร่างกายเข้ามาฝึกหรือออกกำลังกายในนี้ได้ เขาจึงค่อนข้างเบื่อเล็กน้อย ข้างนอกเองก็เป็การเดินทางที่ยาวนานและไม่มีสิ่งที่น่าสนใจอะไรเท่าไหร่ การฆ่าเวลาในนี้เองก็ไม่ได้ทำให้ความน่าเบื่อนี้ลดลงไปได้อย่างที่คิด สิ่งที่มาร์โก้อยากทำอยากลองนั้นมีมากมายไปหมดก็จริงแต่เขาก็ยังติดปัญหาที่ว่าเขายังไม่เชี่ยวชาญเวทมนตร์ขนาดนั้น ไม่เช่นนั้นเขาก็คงลองสร้างวัสดุต่างๆขึ้นมาและประกอบมันกลางอากาศ เปิดประตูมิติวาร์ปไปมาหรือกระทั่งลองเล่นกับเวลาดูไปแล้ว
แต่ปัญหาใหญ่นั้นแก้ยากกว่าที่คิด ถ้าไม่ใช้วิธีทั่วๆไปที่ค่อยๆฝึกไปล่ะก็มาร์โก้คงต้องลงมือค้นคว้าเกี่ยวกับสมองเพื่อหาความเชื่อมโยงในเชิงลึกระหว่างร่างกายกับมานาเข้าสักที แต่ถ้าเขาไม่ลองมันกับตัวเองละก็
‘หวังว่าคงไม่ต้องไปผ่าศพหรอกนะ’
มาร์โก้ซุกเก็บไอเดียนี้เอาไว้เป็แิสุดท้ายในใจ เขาเองไม่ได้เชี่ยวชาญเื่กายวิภาคอะไรขนาดนั้น ทั้งหมดที่มีก็คือความรู้จากชีววิทยาเบื้องต้นที่เรียนในมหาวิทยาลัยปีแรกๆเท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายถึงเมื่อเกือบ20ปีมาแล้ว (30 หากนับการเดินทางของสมองเขารวมเข้าไปด้วย)
“มาร์โก้”
เสียงเรียกแ่ๆดึงสติของมาร์โก้กลับมา ใครบางคนกำลังเรียกเขาจากภายนอก เด็กชายรีบรวบรวมสติและดึงทุกอย่างกลับเข้าร่างและลืมตาขึ้นช้าๆ เมอดีลนั้นยิ้มอยู่ตรงหน้าเขาท่ามกางเกวียนไม้ที่หยุดเคลื่อนที่
“แวะพักทานอาหารกันก่อนเถอะ”
มาร์โก้พยักหน้ารับก่อนจะเดินตามเมอดีลออกไปข้างนอก กลางถนนดินสายยาวที่ทอดตัวผ่านป่า ข้างๆนั้นเป็เวิ้งหญ้าเล็กๆที่ดูน่านั่ง คนขับเกวียนจูงแมโนเลียมาให้มันเล็มหญ้าหรือยอดพืชแถวนั้นกินไปพลาง ส่วนตัวเองขอตัวเดินไปหาหินแทะที่พื้นที่ห่างออกไป
(เผ่าโกเลมนั้นกินวัตถุแข็งจำพวกหินหรือไม้เป็หลักขึ้นอยู่กับประเภทร่างกายของเขา ซึ่งส่วนใหญ่พวกที่มีมารยาทก็จะรักษาระยะห่างระหว่างการรับประทานอาหารเอาไว้เนื่องจากมีหลายชนเผ่าที่ไม่สามารถทนต่อเสียงเคี้ยวก้อนหินที่เกิดขึ้นได้)
มาร์โก้เองก็เตรียมจะหาที่นั่งเพื่อเตรียมจัดการกับข้าวกล่องที่ผู้เป็แม่เตรียมมาให้ แต่พอเดินไปได้ซักระยเขาก็หยุดชะงักกึกอยู่ตรงหน้าแท่นหินประหลาดที่อยู่ตรงหน้า มันเป็แท่นหินทรงกระบอกสูงราวๆสองฟุตจากพื้น รูปลักษณ์ดูเหมือนถูกแกะสลักออกมาแบบหยาบๆไม่น่ามองเท่าไหร่ ยอดบนเป็อัญมณีเม็ดเท่าหัวแม่มือสีม่วงประดับอยู่ เด็กชายเอียงคอมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอยู่ซักพักก่อนที่เขาจะเข้าใจขึ้นมา
“เราอยู่ในเคลียร์แล้วเหรอครับ”
“ดูท่าทางเ้าจะหลับเพลินไปเลยสินะ” เมอดีลยิ้มบางๆ “ใช่ ตอนนี้เราเดินทางมาถึงเคลียร์จุดแรกแล้ว ที่เ้าเห็นตรงหน้าคือใจกลางของพื้นที่เคลียร์ อัญมณีบนเสานั่นเป็ตัวปกป้องไม่ให้สัตว์ร้ายเข้ามาเพ่นพ่านในพื้นที่นี้”
มาร์โก้ฟังดังนั้นก็ถอนใจเบาๆ ความจริงแล้วหนึ่งในสิ่งที่เขาสนใจในการเดินทางครั้งนี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่าเคลียร์นี่แหละ ว่ากันว่าเคลียร์เกิดขึ้นมาั้แ่โบราณกาลหลายพันปีก่อนในยุคบุกเบิกอาณานิคมและาฟอร์ดอว์น าใหญ่ที่เกิดขึ้นเพื่อแยกพื้นที่อยู่ระหว่างสิ่งมีชีวิตทั่วไปและฝั่งปิศาจออกจากกัน
อัญมณีที่เห็นทำหน้าที่หลักๆคือการปกปิดพื้นที่และสร้างเวทย์ลวงตาขึ้นมารอบๆตัวมัน เวทย์นี้จะทำการต่อต้านพวกปิศาจโดยอัตโนมัติ และสำหรับผู้อื่นนั้นจะต้องมีการร่ายเวทย์ปลดล๊อคเพื่อเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ ทำให้เหล่าสัตว์อสูรที่ใช้เวทย์ไม่ได้หมดสิทธิ์ในการเข้ามาในพื้นที่นี้โดยสิ้นเชิง
‘เสียดายชะมัด อยากเห็นอยู่แท้ๆว่าภายนอกของเวทย์ลวงตามันเป็ยังไง’
มาร์โก้ถอนใจเบาๆอีกครั้งก่อนจะลงมือสำรวจเสาหินตรงหน้าก่อนจะเจอช่องเล็กๆอยู่ข้างเสา ข้างในนั้นมีก้อนอัญมณีอีกก้อนฝังอยู่ เพียงแต่ก้อนนี้เป็สีเทาจนเกือบซีด แต่ก็ยังพอเห็นแสงประกายจางๆได้อยู่บ้าง เป็ธรรมดาที่เวทมนตร์นั้นต้องเสื่อมไปท่ามกลางเวลา แต่ระบบของเคลียร์นั้นทำงานเหมือนกับเป็เครื่องจักรที่อาศัยแหล่งพลังงานอย่างอัญมณีสีเทานี่ ขอเพียงมีผู้มาสับเปลี่ยนอัญมณีตรงนี้อยู่เรื่อยๆ พลังของเวทมนตร์ก็จะยังให้พื้นที่นี้อยู่ได้ต่อไป
ฟังมาว่ามีคนบางกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเป็ผู้พเนจรที่คอยเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆและนำเอาอัญมณีพลังงานเหล่านี้ไปเติมให้กับเคลียร์ในแต่ละจุดอยู่ด้วย
อย่างเท่
แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่มาร์โก้อยากจะเป็มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นนักสำรวจที่จะออกสำรวจไปยังพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือแผนที่ ลึกเข้าไปในเขตที่ไร้ซึ่งผู้อยู่อาศัย พัฒนามันจนกลายเป็พื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัย สร้างพื้นที่ที่จะทำให้ผู้คนสามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัย ตะลุยลึกเข้าไปในดันเจี้ยนลึกลับและแสวงหาอุปกรณ์โบราณที่ตกทอดมาจากอดีตกาล นั่นต่างหากถึงจะดูเป็ชีวิตที่น่าสนใจหน่อย
เมื่อเสร็จสิ้นมื้ออาหารอย่างเรียบง่ายมาร์โก้ก็ลุกขึ้นและกวาดตาสำรวจสถานที่รอบตัวอีกหน นี่เป็ใจกลางของป่ากว้างที่นอกจากถนนกลางแล้วทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยต้นไม้ บางต้นใหญ่เสียยิ่งกว่าห้าคนโอบด้วยซ้ำ ถึงแม้ป่าแห่งนี้จะจัดอยู่ในหมวดของป่าที่ปลอดภัยก็ตาม แต่จากขนาดของต้นไม้และปริมาณของมันแล้วก็ยังทำให้มาร์โก้แอบหวั่นๆในใจอย่างเสียไม่ได้
จากที่ศึกษากับฮาลล์มาตลอดสัปดาห์นั้นการเรียนเน้นไปที่ความรู้รอบตัวเสียเป็ส่วนใหญ่ ซึ่งนั่นก็ทำให้ความเข้าใจของเขาที่มีต่อโลกใบนี้เพิ่มขึ้นมาโข ลำพังแค่ขนาดของโลกใบนี้ก็ใหญ่เสียยิ่งกว่าโลกเก่าเขาเกือบเท่าตัวเห็นจะได้แล้ว สิ่งต่างๆที่อยู่ภายในก็ยิ่งขยายสเกลเข้าไปอีก สัตว์อย่างแมโนรัสที่ว่าตัวใหญ่เกือบๆหนึ่งห้องก็ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ขนาดกลางเท่านั้นเอง
ไอ้สิงโตทะเลที่เขาซัดไปวันก่อนก็แค่ขนาดกลางค่อนไปทางเล็กด้วย
“เอ่อ ท่านเมอดีลครับ”
“มีอะไรเหรอ มาร์โก้” เมอดีลตอบกลับ
“ถ้าเป็คุณ คุณจะจัดการกับอสูรสิงโตทะเลในนี้ยังไงเหรอครับ”
มาร์โก้พูดพลางล้วงลูกแก้วจิตอสูรขึ้นมาแสดง เมอดีลยิ้มบางๆรับคำถามของเด็กชายก่อนจะเริ่มเอ่ยปากตอบช้าๆ
“ข้าว่าสิ่งที่เ้า้าน่าจะเป็ เ้าจะต้องทำยังไงเพื่อจัดการมัน มากกว่าจะเป็ ข้าจะทำยังไงเพื่อจัดการมันมากกว่านะ”
“ไม่ครับ” มาร์โก้ยืนยันคำเดิม “ผมอยากรู้สิ่งที่ถามไปจริงๆ”
“...ข้าเข้าใจนะว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่” เมอดีลเกาคาง “แต่เ้ารู้มั๊ย วิธีที่ข้าทำได้น่ะ มันก็ไม่ได้หมายถึงเ้าจะสามารถทำตามได้หรอกนะ ไม่ใช่ในเร็วๆนี้แน่ บางทีแทนที่จะคาดหวังกับอะไรที่เ้ายังขาด สู้ทำให้สิ่งที่ตัวเองมีแข็งแกร่งจะดีกว่านะ”
ไม่ยอมจริงๆด้วยแฮะ
มาร์โก้ตีหน้าซื่อก่อนจะรีบยื่นข้อเสนอต่อไป “งั้นเอาเป็ บอกผมทั้งสองวิธีเลยได้รึเปล่าครับ”
“สองวิธีเลยงั้นเหรอ?” เมอดีลหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ความใจสู้และความกระตือรือร้นของเด็กน้อยตรงหน้าเริ่มทำให้เขาถูกใจขึ้นมาซะแล้ว
“เอางั้นก็ได้ มาร์โก้ ฉันจะสอนเธอให้” สรรพนามที่เปลี่ยนไปนั้นทำให้มาร์โก้ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ในกรณีของฉันถ้าต้องปะทะกับอสูรสิงโตทะเลก็ต้องใช้ไฟสู้กับมัน ใช้เวทย์ไฟโจมตีผสานกับอาวุธ โจมตีครั้งแรกเป็พื้นที่กว้างเพื่อให้มันใและลนลาน แล้วค่อยตามด้วยเวทย์ไฟรวมศูนย์โจมตีเข้าที่จุดสำคัญตรงๆ ถ้ามันยังรอดจากตรงนั้นมาได้ก็น่าจะเหลือแค่เก็บงานตามปกตินั่นแหละ
แต่กรณีของเธอจะแตกต่างกันออกไป เธอยังไม่สามารถใช้เวทย์ไฟได้เพราะฉะนั้นเธอควรจะเล็งไปที่การจำกัดการเคลื่อนที่ของศัตรู ถ้าเธอสามารถสร้างความเสียหายขนาดใหญ่แก่ครีปหน้าซักข้างได้มันจะสูญเสียความสามารถในการหมุนตัวไปอย่างมหาศาล แล้วเธอก็จะอ้อมไปด้านข้างเพื่อสร้างความเสียหายต่อเนื่องได้ แต่ลำพังเวทย์ลมน่ะไม่สามารถทำอันตรายอะไรกับมันได้มากพอ เพราะฉะนั้นถ้าเธอ้าจะจัดการมันด้วยพลังของเธอในตอนนี้ล่ะก็ฉันแนะนำว่าเธอควรจะต้องหาอาวุธดีๆสักหน่อยล่ะนะ”
เมอดีลพูดจบก็ดูมาร์โก้ที่เคี้ยวขนมปังตุ้ยๆอย่างแปลกใจเล็กน้อย เด็กชายคนนี้แทบไม่มีการผันผวนของอารมณ์เลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันแทบจะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ได้เก็บคำพูดของเขามาใส่ใจด้วยซ้ำ ซึ่งสำหรับเด็กน้อยเผ่ามนุษย์ที่กำลังจะไปปะทะเดี่ยวๆกับอสูรสิงโตทะเลแล้วนั้นถือว่าเป็ปฏิกิริยาที่สงบนิ่งเกินไปจริงๆ
ความมั่นใจอันเหลือล้น หรือแค่ความหยิ่งทระนงอวดี
‘เด็กน้อยของคุณนี่น่าสนใจจริงๆและนะ คุณฮาลล์’
เมอดีลลอบยิ้มบางๆก่อนจะรับประทานอาหารต่อไป จนกระทั่งเวลาพักได้หมดลง โกเลมขับเกวียนเองก็เดินกลับเข้ามาปลดหลักผูกแมโนเลียเตรียมการเดินทางต่อไป เมอดีลและมาร์โก้เองก็ทยอยขึ้นไปนั่งบนเกวียนก่อนที่จะได้ยินเสียงฟาดแส้ผ่านอากาศดังขึ้นมาเบาๆ และเกวียนเริ่มขยับเดินทางผ่านป่ากว้างอีกครั้ง มาร์โก้ก็เอ่ยปากขึ้น
“เดี๋ยวผมจะเข้าไปในลูกแก้วจิตอสูรนะครับ”
“เอาสิ” เมอดีลพยักหน้า “เดี๋ยวฉันดูร่างจริงของเธอให้เอง”
“ไม่ครับ” เด็กน้อยส่ายหน้า “ผมจะเข้าไปทั้งตัวเลย”
และเมื่อประโยคนี้สิ้นสุดลงก็เป็ครั้งแรกที่มาร์โก้เป็เอล์ฟตนนี้เปลี่ยนสีหน้า ใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มละไมอยู่ตลอดนั้นขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาในฉับพลัน ท่าทางของเขาเองก็เปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมาในทันที
“อย่าหุนหันพลันแล่น มนุษย์น้อย” แม้แต่สรรพนามเรียกขานเองก็เปลี่ยนไป “เธอรู้ใช่มั๊ยว่าการที่จะเข้าไปในลูกแก้วนั่น “ทั้งตัว” มันหมายถึงอะไร”
“ครับ” มาร์โก้ตอบเรียบๆ “การเข้าไปในลูกแก้วจิตอสูรมีอยู่สองแบบ คือเข้าไปแค่จิตหรือเข้าไปทั้งร่างกาย ถ้าเข้าไปแค่จิตเราจะไม่สามารถใช้การอาวุธหรืออะไรก็ตามที่อยู่ในนั้นได้ อัตราการเชื่อมโยงกับมานาภายในเองก็ต่ำกว่าปกติ ส่วนการเข้าไปทั้งตัวก็จะทำให้เราไม่ถูกลดทอนศักยภาพใดๆและใช้อาวุธได้เต็มที่”
“แต่นั่นหมายถึง เธอจะตายในนั้นได้จริงๆเช่นกัน”
มาร์โก้เม้มปากเบาๆ เขาเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ในกรณีที่เข้าไปแค่ร่างจิตนั้นหากสู้แล้วแพ้อย่างน้อยเราก็สามารถที่จะรักษาชีวิตไว้ได้เนื่องจากร่างจริงยังคงเป็ปกติอยู่ข้างนอก จะมีก็แต่อาการาเ็ที่เรียกกันว่าอาการาเ็ทางมานาติดกลับมา ซึ่งมันก็จะส่งผลให้คนๆนั้นไม่สามารถใช้มานาได้เต็มที่ไปสักระยะ หรืออย่างหนักก็คือไม่สามารถรับรู้ถึงมานาได้เป็ระยะหนึ่งทีเดียว
“อย่าประมาทคู่ต่อสู้ แล้วก็อย่าได้หลงระเริง ความตายไม่ใช่เื่น่าตลก เธอเองที่ฝึกฝนเวทมนตร์มาแค่ไม่กี่สัปดาห์น่ะไม่มีทางที่จะชนะอสูรสิงโตทะเลตัวนั้นได้ต่อให้เข้าไปด้วยร่างจริงก็ตาม เธอควรจะฝึกซักสามเดือนหรือมากกว่านั้น มาร์โก้ เธอน่ะเป็เด็กที่มีพร์ก็จริง แต่อย่าให้สิ่งนั้นมาฉุดรั้งเธอไว้มากจนเกินไป ฉันอยู่บนโลกนี้มาเกือบ300ปี เห็นผู้ที่หลงระเริงในพร์จนต้องสูญเสียสิ่งสำคัญมากนักต่อนักแล้ว”
มาร์โก้นั่งรับฟังคำพูดของอีกฝ่ายแต่โดยดี แน่นอนว่าเนื้อแท้ที่อายุ35ของเขาเองก็ไม่ได้ชอบที่จะถูกปฏิบัติเหมือนกับเด็กแบบนี้หรอก (ถึงอีกฝ่ายจะเป็เอล์ฟที่แก่กว่าอายุจริงเขาเกือบ10เท่าก็เถอะ) แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรให้อีกฝ่ายยอมเขาดี เพราะถ้าเอาร่างจริงเข้าไปไม่ได้ก็จะกลายเป็ว่าวันนี้เขาต้องทนนั่นเกวียนแกร่วไปจนถึงเย็นแน่ๆ
แล้วไอ้ที่ว่าหลงระเริงนั่นน่ะเขาก็ไม่อยากรับไว้ด้วย เพราะไอ้ตัวข้างในลูกแก้วนี่น่ะเสร็จเขาไปั้แ่5นาทีแรกที่เขาได้รับลูกแก้วมาแล้ว (ถ้าตัด่ที่เขาวิ่งเล่นออกไปก็เหลือไม่ถึงนาที) แถมยังเป็การเข้าไปแค่ร่างจิตด้วยซ้ำ
“แต่ถ้าเธออยากเข้าไปทั้งตัวจริงล่ะก็ ฉันก็คงจะอนุญาต....”
มาร์โก้เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย
“ถ้าฉันจะเข้าไปดูด้วยล่ะนะ”
จบประโยคมาร์โก้ก็ห่อเหี่ยวลงในทันที ถ้าเมอดีลเข้าไปข้างในด้วยล่ะก็ทั้งหมดมันก็ไร้ความหมายไปแทบจะในทันที สมองของมาร์โก้ทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมหาทางหลบออกมาจากสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างแเีที่สุด
แต่เขาก็ยังไม่ไวพอ
เมื่อเมอดีลพูดครึ่งแรกของประโยคเขาก็ต้องกลั้นยิ้มเพื่อคงบรรยากาศไม่ให้ความจริงจังหายไป เด็กชายตรงหน้าเขาอารมณ์ดีขึ้นอย่างฉับพลันเหมือนดอกแดนดิไลอ้อนที่เจอแสงแดดอรุณ แต่พอเขาพูดครึ่งหลังอารมณ์ดังกล่าวของเด็กชายก็จางหายไปราวกับหมอกควันก่อนที่มันจะกลายเป็ความว้าวุ่นสั้นๆ
เด็กคนนี้ปิดบังอะไรบางอย่างจากเขาอยู่
พริบตานั้นมานารอบตัวก็หมุนควง มาร์โก้สะดุ้งกับเหตุการณ์นั้นได้เพียงเสี้ยววินาทีรากไม้ก็งอกออกมาจากผนังด้านหลังและเตรียมจับร่างของเขาเอาไว้ เด็กชายเตรียมเรียกใช้เวทย์เสริมพลังขึ้นมาเพื่อตอบโต้ แต่ระยะลงมือเพียงหนึ่ง่แขนแบบนี้เขาก็ไม่มีโอกาสที่จะรับมือกับเวทย์พันธนาการของเอล์ฟผู้โชนประสบการณ์ได้ทันแม้แต่น้อย
เมื่อไม่อยากลงมือเต็มกำลังมาร์โก้ก็ได้แต่ปล่อยให้ตัวเองถูกรากไม้เข้าควบคุม รากไม้รากหนึ่งไชเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและล้วงเอาลูกแก้วจิตอสูรออกมาก่อนจะเสนอไปยังฝ่ามือที่แบรออยู่ของเมอดีล มาร์โก้เม้มปากบางๆแต่ก็ไม่คิดจะขยับตอบโต้อะไรแม้แต่น้อย เพราะเขาสำนึกดีว่าต่อให้ลงมือเต็มที่ก็ไม่น่าจะจัดการกับเอล์ฟตรงหน้าได้ไหวอยู่แล้ว แถมถ้าลงมือเกินกว่าเหตุหนทางในการไปยังโรงเรียนเนรุของเขาก็คงปิดสนิทไปในทันทีเช่นกัน
“อธิบายมาหน่อยซิ มาร์โก้”
“อธิบาย?” มาร์โก้เลิกคิ้ว “จู่ๆผมก็ถูกคุณจับมัดแบบนี้ คุณมากกว่าที่ต้องให้คำอธิบายกับผมไม่ใช่รึไง”
เมอดีลกลิ้งลูกแก้วจิตอสูรไปมากลางร่องนิ้วอย่างใจเย็นโดยไม่ตอบคำถาม แต่ในใจของเอล์ฟตนนี้กลับค่อยๆตึงเครียดขึ้นมาอย่างเชื่องช้า จากการอ่านอารมณ์ของมนุษย์น้อยตรงหน้าทำให้รู้ว่าความหวาดกลัวหรือความตื่นตระหนกนั้นไม่มีแม้แต่น้อย เขาตอบกลับมาด้วยความนิ่งที่นิ่งเสียจนเมอดีลยังต้องแอบเกรงกลัว แม้แต่พวกอาชญากรเองถ้าตกอยู่ในมือเขาแบบนี้ก็ต้องแสดงท่าทางกังวลใจออกมาบ้าง ไม่ว่าจะเพื่อร้องขอความเห็นใจ เตรียมหาทางหนีทีไล่หรือการแลกชีวิตเสี่ยงตาย อารมณ์พวกนั้นย่อมต้องถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไม่อาจปกปิด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะยังคงสงบนิ่งได้แบบที่มาร์โก้เป็ในตอนนี้
และพวกคนประเภทหลังนี้ก็ไม่มีใครที่เป็เพียงอาชญากรธรรมดาแม้แต่น้อย ส่วนใหญ่เป็ระดับผู้นำกองกำลังกันทั้งนั้น
“ฉันไม่อยากใช้กำลังกับว่าที่ลูกศิษย์แบบนี้หรอกนะ มาร์โก้” เมอดีลเริ่มพูด “เพราะฉะนั้นฉัน้าคำอธิบายว่าทำไมเธอถึงไม่อยากให้ฉันเข้าไปในลูกแก้วนี้กับเธอ ทั้งๆที่เธอก็อยากให้ฉันอนุญาตให้เธอเข้าไปในนี้อยู่แล้ว”
“คำตอบอยู่ในลูกแก้ว คุณเข้าไปดูเองเถอะ”
มาร์โก้ตอบเรียบๆ เมื่อมาถึงขั้นนี้เขาก็ไม่มีทางที่จะปิดบังอะไรต่อไปอีกแล้ว เมอดีลสบตากับเขาสั้นๆก่อนจะกำมือรอบลูกแก้ว คลื่นพลังเวทย์ชั้นบางแผ่ออกมาเป็สัญญาณให้รู้ว่าเมอดีลได้เข้าไปในลูกแก้วเป็ที่เรียบร้อย และพริบตาต่อมาเขาก็เบิกตากว้างมองมายังมาร์โก้ด้วยสีหน้าที่เหมือนกับเอล์ฟเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ
“เธอทำได้ยังไง?”
เสียงของเมอดีลแหบพร่าเล็กน้อย ซึ่งนั่นก็คงโทษเขาไม่ได้ที่รู้ว่าภายในลูกแก้วจิตอสูรนั้นว่างเปล่า ซึ่งเหตุผลก็คงหนีไม่พ้นเด็กน้อยชาวเผ่ามนุษย์ที่เขากำลังพันธนาการอยู่ในขณะนี้ มาร์โก้สบตากับอีกฝ่ายตรงๆก่อนจะตัดสินใจเล่าความจริงออกไป
“ผมเป็คนจัดการมันเอง”
ความแข็งแกร่งของเขาจะยังคงแข็งแกร่งก็ต่อเมื่อมันเป็ความลับ นั่นคือสิ่งที่มาร์โก้เชื่อมั่น พริบตาที่ความลับนี้ถูกเปิดเผยออกไปเป็วงกว้างแล้วก็จะกลายเป็ว่าไพ่ตายของเขานั้นได้หายไป และวินาทีที่เมอดีลรับรู้ถึงความผิดปกตินี้สิ่งที่มาร์โก้ต้องทำก็คือกลับสมการเป็ตรงกันข้ามเสียด้วยการหงายไพ่ขึ้นให้ดูแทน
และอาศัยจังหวะนี้เพื่อสร้างไพ่ตายใบใหม่ขึ้นมา
“ั้แ่เมื่อไหร่? มีคนช่วยเธองั้นเหรอ” เมอดีลกระซิบถาม แม้แต่ตอนนี้เขายังไม่อยากจะทำใจเชื่อว่าเด็กมนุษย์ตรงหน้าสามารถจัดการกับอสูรสิงโตทะเลในลูกแก้วนี้ลงไปได้ในเวลาเพียงวันเดียว
“ั้แ่แรก” มาร์โก้ตอบ “ห้านาทีแรกของคุณ ผมก็จัดการมันได้แล้ว”
คลื่นความสงบนิ่งที่คอยยืนยันความจริงในคำพูดของอีกฝ่ายนั้นทำให้เมอดีลต้องสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ ความจริงที่ถาโถมเข้าใส่นั้นทำเอาเมอดีลแทบจะคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เป็ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ตอนที่เขาได้รับข่าวจากฮาลล์เขาก็ยังคิดแค่ว่าเขาได้เจอกับมนุษย์ที่น่าสนใจดีเท่านั้น ใครล่ะจะไปนึกว่าเป็มนุษย์ที่แข็งแกร่งราวกับปิศาจขนาดนี้
มาแล้วครับ ตอนที่6
บทนี้แอบสั้นลงหน่อยนะครับ เก็บเนื้อหาไว้ตอนหน้า เพราะตอนหน้าเนี่ยมาร์โก้ก็จะได้ไปถึงเมืองแล้วก็เตรียมเข้าโรงเรียนแล้ว(วู้ววว)
มาร์โก้เนี่ย ตอนนี้ถ้าเทียบกับเด็กมนุษย์รุ่นราวคราวเดียวกันล่ะก็ ถือว่าเก่งกว่าแบบทิ้งไม่เห็นฝุ่นแล้วล่ะครับ แต่ถ้าเทียบกับเด็กคนอื่นๆแล้วเป็อย่างไรนั้นคงต้องรอติดตามต่อไปแหละครับผม
ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจและคอมเม้นต์ครับ