ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่102 รวมตัวอีกครั้ง

            ลานประลองหน้าหอโชติช่วง

             

            ศิษย์ในสำนักยุทธ์หลวงในวันนี้ล้วนมารวมตัวกันที่ลานประลองหน้าหอโชติช่วงทั้งสิ้นแม้แต่ศิษย์ฝ่ายในก็ไม่เว้น หลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักพึ่งจะมีศิษย์หลักเพียงสามคนและงานประลองในครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่ศิษย์ฝ่ายในจะได้เลื่อนขึ้นเป็นศิษย์หลักตามที่เจ้าสำนักกำหนดไว้ให้ใช้งานประลอง

             

            โดยที่ไม่มีใครรู้ว่ากฎการประลองจะเป็นเช่นใดไม่มีใครรู้ล่วงหน้ามาก่อนจะมีเพียงรองเจ้าสำนักทั้งสองกับจ้าวหอทั้งสามก็เท่านั้นที่ล่วงรู้ได้ศิษย์ทุกคนต่างใจจดใจจ่อรอคอยคำประกาศ

             

            เวทีประลองถูกล้อมรอบไปด้วยฝูงชนและมีหอสูงหนึ่งหอ บนหอสูงมีที่นั่งหลักทั้งหก เป็นที่นั่งของเจ้าสำนักรองเจ้าสำนักและจ้าวหอทั้งสาม ที่นั่งแต่ละที่มีความสูงไม่เท่ากันเจ้าสำนักนั่งอยู่สูงที่สุดตามฐานะลดหลั่นลงมา แต่งานในวันนี้ท่านเจ้าสำนักไม่มา ถึงอย่างนั้นก็ต้องเว้นที่ไว้ให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปนั่งในตำแหน่งนั้น

             

            เมื่อเหล่าผู้อาวุโสมาครบแล้วงานประลองก็เริ่มทันทีชายรูปลักษณ์เยี่ยงราชสีห์ก็มาโผล่ขึ้นที่เวทีประลองโดยที่ฝูงชนไม่ทันรู้ตัว

             

            “โอ้ผู้อาวุโสท่านนั้นใครกัน ?”

             

            “เขาเข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่?”

             

            “พวกเจ้าไม่รู้หรือไงท่านผู้นั้นคือผู้ที่มีพลังยุทธ์สูงล้ำเป็นรองเพียงท่านเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักทั้งสอง”

             

            “!!!!!! เรื่องจริงรึ ?” ศิษย์นอกส่วนใหญ่พากันตื่นเต้นตอนแรกไม่รู้ว่า ชายผู้นี้เป็นใคร แต่ตอนนี้รู้แล้วชายที่ว่าก็คือจ้าวหอสงครามผู้ยิ่งใหญ่ !

             

            งานวันนี้ยิ่งใหญ่นักสองรองเจ้าสำนักสามจ้าวหอ มากันครบถ้วน แน่นอนว่ามันทั้งห้าต้องมาเพราะในการประลองในครั้งนี้อาจมีดาวเด่นเกิดขึ้น หากมีจริงแน่นอนว่าพวกมันจะรับไว้เป็นศิษย์สายตรง การเลือกศิษย์ที่ดีนั้นย่อมต้องมาจากการประลองที่แสดงความสามารถออกมาได้ดีเมื่อถึงเวลานั้นผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้าจะแย่งชิงศิษย์สายตรงกัน

             

            จ้าวหอสงครามคือผู้รับผิดชอบในการประลองครั้งนี้และขณะนี้มันก็เริ่มจะประกาศแล้ว

             

            “ศิษย์สำนักยุทธ์หลวงทั้งหลายวันนี้คงเป็นวันที่พวกเจ้ารอคอย ข้าจะไม่กล่าวสิ่งใดมาก การประลองมีสามรอบรอบแรกแบบกลุ่ม รอบสองแบบคู่ รอบสามแบบเดี่ยว” กล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดพูดก่อนจะผายมือออกแผ่นไม้จำนวนมากปรากฏพุ่งเข้าหาศิษย์ฝ่ายนอกและฝ่ายในทุกคน

             

            “แผ่นไม้นี้คือตัวแทนของพวกเจ้าหากจับกลุ่มได้แล้วก็ให้นำแผ่นไม้ไปมารวมกันไว้เมื่อคนครบหกคนชื่อขอพวกเจ้าจะปรากฏในศิลาประกาศิตทันที จำไว้จับกลุ่มได้ไม่เกินหกคนเท่านั้น! และการประลองห้ามเกิดการสังหาร !”เสียงของจ้าวหอสงครามดังขึ้นราวกับราชสีห์คำรามเมื่อมันสั่งกำชับศิษย์ในสำนักไม่มีผู้ใดกล้าโต้เถียงหรือไม่สนใจ พวกมันต้องตั้งใจฟังอย่างดี  

             

            “หากศิษย์นอกสามารถเข้าสู่รอบที่สองได้ติดหนึ่งในสิบกลุ่มแรกจะได้เลื่อนขึ้นเป็นศิษย์ฝ่ายในและเมื่อผ่านไปถึงรอบที่สามติดหนึ่งในห้าได้ จะได้เป็นศิษย์หลักแต่ถ้าหากเจ้าได้ที่หนึ่งถึงสามในการประลองเจ้าจะได้เป็นตัวแทนในงานนทีทีปสวรรค์”

             

            ทันทีที่ชื่องานนทีทีปสวรรค์หลุดออกจากปากของจ้าวหอสงครามไปศิษย์ทั้งสำนักก็มีดวงตาประกายแจ่มชัด พวกมันตื่นเต้นกับการประลองนี้มากขึ้น !

             

            “ที่หนึ่งถึงสามในการประลองจะไปเป็นตัวแทนงานนทีทีปสวรรค์ !งานที่รวมเหล่าอัจฉริยะมากมายของสี่อาณาจักร แค่คิดก็น่าตื่นเต้นแล้วไม่ใช่รึ !”

             

            ศิษย์นอกผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น แววตามมันเต็มไปด้วยความคาดหวังเพราะนอกจากงานนทีทีปสวรรค์นี้จะรวมเหล่าอัจฉริยะจากสี่อาณาจักแล้ว ยังมีสมบัติยุทธภัณฑ์ โอสถที่ล้ำค่ามากมายถูกจัดสรรไว้ให้ผู้เป็นตัวแทนทุกคนอีกด้วย เพื่อให้ใช้ในงานอัจฉริยะทุกคนที่ได้เข้าร่วมงานล้วนเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในปัจจุบันทั้งสิ้นแม้แต่หนิงเฉิงมันก็ยังเคยเข้าร่วมเป็นตัวแทนงานนทีทีปสวรรค์นี้ด้วย

             

            งานนี้จะถูกจัดขึ้นทุก ๆ สิบปีและปีหน้าที่จะถึงนี้คือปีที่จะต้องจัดงานขึ้น

             

            นี่เป็นโอกาสเดียวของพวกมัน ต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ !!!!

             

            ทุกคนดูตื่นเต้นมากเว้นแต่หนิงอันอันและหนิงเฟยหลงที่ยืนมองหน้ากันอะไรกันมีแค่พวกมันสองคนที่ไม่รู้ ?

             

            “งานนทีทีปสวรรค์นั่นคืองานอะไร ?”หนิงเฟยหลงไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีงานแบบนี้อยู่ด้วย แม้จะอ่านตำรามามากและความรู้พอมีอยู่บ้าง แต่งานที่ชื่อนทีทีปสวรรค์นี้มันไม่เคยเจอหรือแม้แต่ปู่ของมันก็ไม่เคยบอกกล่าวไว้ “ช่างเถอะ จะว่าไปก็น่าสนใจดี”หนิงเฟยหลงแสยะยิ้มขึ้น ในเมื่อมันน่าสนใจคงจะปล่อยให้คนอื่นแย่งไปไม่ได้แล้ว !

             

            จ้าวหอสงครามเห็นศิษย์ในสำนักกระตือรือร้นมากขึ้นมันก็กล่าวต่ออีก “แต่ว่าการประลองนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่พวกเจ้าคิดเพราะศิษย์ฝ่ายในจะเข้าร่วมการทดสอบรอบที่สองด้วย และรอบสุดท้ายศิษย์หลักก็จะเข้าร่วมพวกเจ้าจะผ่านได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเจ้าแล้ว”

             

            เมื่อได้ยินว่ามีศิษย์หลักเข้าร่วมประลองในรอบสุดท้ายศิษย์ฝ่ายนอกแทบจะหมดหวัง นั่นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เป็นตัวแทนแค่ศิษย์ฝ่ายในพวกมันก็ไม่คิดว่าตนเองจะสามารถต้านทานได้แล้ว

             

            “อย่าพึ่งท้อแท้!อย่างไรเสียพวกเราก็ยังมีโอกาสตราบใดที่ผ่านพ้นรอบแรกไปได้โอกาสที่จะผ่านรอบสองรอบสามไปก็ใช่ว่าจะไม่มี”ชายหนุ่มคนหนึ่งผู้มีไฝสีแดงประดับใกล้ปากกล่าวปลุกเร้ากำลังใจศิษย์ฝ่ายนอกทั้งหลายต่างร้องเฮ ทำเอาผู้อาวุโสทั้งหลายมึนงง

             

            “เกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่าศิษย์ฝ่ายนอกควรจะหมดกำลังใจมิใช่รึ ?”จ้าวหอโอสถต้องแปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

             

            “เจ้าหนูนั่นไม่เลว”จ้าวหอขุนนางกล่าวพลางชี้ไปยังชายหนุ่มที่มีไฝแดงประดับใกล้ปาก

             

            “เอาล่ะข้าให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งเค่อในการจับกลุ่มเมื่อหมดเวลาจะจับได้ครบหรือไม่นั้นข้าไม่สนใจ พวกเจ้าจะได้ตามจำนวนคนที่มี ไปได้ !”กล่าวจบจ้าวหอสงครามก็ทะยานร่างขึ้นนั่งเก้าอี้ตำแหน่งของตนอย่างรวดเร็วปล่อยให้ด้านล่างชุลมุนวุ่นวาย

             

            ศิษย์ฝ่ายนอกแต่ละคนล้วนพากันไปหาคนเก่ง ๆอย่างหนิงเฟยหลงนั้นถูกรุมล้อมไปด้วยคนมากมายมีใครไม่รู้บ้างว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นใคร เขาเป็นผู้สยบผู้ฝึกยุทธ์แก่นแท้พลังและท้าทายจอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพได้เชียวนะ นี่มันเกินความสามารถศิษย์ไปแล้วหากพวกมันเกาะหนิงเฟยหลงไปได้ ต้องเข้ารอบได้อย่างแน่นอน !

             

            หนิงเฟยหลงไม่คิดว่าการที่รับภารกิจปราบโจรเขาตงซานจะทำให้ชื่อเสียงมันโด่งดังขนาดนี้“การเป็นคนดังลำบากเสียงจริง” ว่าแล้วก็หายแวบไปเสียเลย ไปพร้อมกับสายลมเบา ๆมาปรากฏตัวอยู่ข้างหนิงอันอัน

             

            หนิงอันอันเองก็ตกใจ จู่ ๆมีใครมาข้างหลังก็ไม่รู้จึงจะชักกระบี่โจมตีออกไปทว่ามืออันแข็งกร้าวนั้นจับกุมมือนางไว้ไม่รู้ทำไมเมื่อมือนั้นมาแตะต้องนางถึงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาได้ จึงไม่ได้ขัดขืนหนิงเฟยหลงกุมมือน้องสาวได้ก็หายไปอีกครั้ง คราวนี้มาโผล่ที่หน้าของซ่งจิ่นติ้งและจูเหยียนทั้งสองอยู่ด้วยกันพอดีจึงรวบไปพร้อมกันเลย

             

            วืบ !

             

            หลังแท่นสูง

             

            “พี่เฟยหลงที่แท้ก็ท่านทำข้าตกใจไปเสียหมด”จูเหยียนกล่าวขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเผือด มันตกใจมากที่จู่ ๆ ก็ถูกรวบมาคิดว่าตนทำสิ่งใดผิด ผู้อาวุโสถึงกับลงมือด้วยตนเอง แต่ที่ไหนได้กลับเป็นสหายนี่เองซ่งจิ่นติ้งงเองก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก เพียงแต่รักษาความสงบได้อยู่ส่วนหนิงอันอันนั้นกลับมีความรู้สึกต่างจากคนอื่นนางเพียงตกใจครู่เดียวก็หายไป

             

            “เหตุใดท่านต้องฉุดกระชากพวกเรามาด้วยหรือท่านกลัวว่าอัจฉริยะอย่างพวกเราจะไปเลือกคนกลุ่มใหม่รึ ?” จูเหยียนกล่าวหยอก

             

            “โอ้ เช่นนั้นข้าควรปล่อยเจ้าไปหรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงกล่าวพร้อมแสยะยิ้มมุมปากจูเหยียนกระตุก “พี่เฟยหลงอย่าเข้าใจผิด ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้นแน่นอนว่าอยู่กับท่านย่อมดีที่สุด”ก่อนจะจบคำพูดจูเหยียนไม่ลืมที่จะเยินยอหนิงเฟยหลงเสีหน่อย

             

            “แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี” ซ่งจิ่นติ้งกล่าวเสริม

             

            หนิงเฟยหลงไม่ได้ตอบทันที ทำท่าชี้ไปทางส่วนหนึ่งของหน้าลาน“พวกเจ้าเห็นตรงนั้นหรือไม่ ? เมื่อห้าลมหายใจที่แล้วข้ายืนอยู่ตรงนั้น” ตรงนั้นมีศิษย์ในสำนักยืนรวมตัวตรงนั้นแน่นขนัดสีหน้าแปลกประหลาดใจคล้ายมึนงงและค้นหาบางอย่างอยู่

             

            “!!!!”ทั้งสามคนเงียบไปมองดูตรงที่หนิงเฟยหลงชี้ไปด้วยความตะลึงจูเหยียนเป็นคนแรกที่เอ่ยต่อ “อ้อ พี่เฟยหลงท่านช่างเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์จริง ๆเลื่อมใส ๆ”

             

            “ฮ่า ๆ ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านถึงรีบมาดึงตัวพวกเราไว้อันที่จริงแล้วควรเป็นพวกเรามากกว่าที่รีบเข้าไปหาท่าน” ซ่งจิ่นติ้งหัวเราะร่ามันดีใจมากที่หนิงเฟยหลงเลือกพวกมันก่อน จูเหยียนก็ไม่ต่างกัน

             

            “แล้วอีกสองคนเล่าท่านจะเลือกใคร ?” หนิงอันอันเอ่ยถาม

             

            “ไม่รู้ว่าข้าทั้งสองพอจะมีสิทธินั้นหรือไม่ ?” เสียงนี้ไม่ได้ดูสุภาพแต่ก็ไม่ได้แข็งกร้าว แต่ฟังแล้วช่างคุ้นหู

             

            “เสี่ยวเฉิน เหอเจี๋ย พวกเจ้าเอง ?” หนิงเฟยหลงเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ

             

            “ใช่ ข้าเอง พวกข้าพอเข้าตาพวกท่านบ้างหรือไม่ ?”เหอไฉเฉินกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม

             

            หนิงเฟยหลงเผยรอยยิ้มขึ้น “แน่นอน พวกท่านล้วนสมควรได้รับสิทธินั้น”หนิงเฟยหลงนำป้ายไม้ตนเองออกมา “พวกท่านก็นำป้ายไม้ออกมาเถอะ”สี่คนที่เหลือนำป้ายไม้ออกมายื่นให้หนิงเฟยหลงเมื่อนำมารวมกันแล้วป้ายไม้ก็กลายเป็นคลื่นพลังแสงพุ่งผ่านเข้าไปในศิลาประกาศิตทันทีพร้อมกับการปรากฏชื่อคนทั้งหกที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

             

            ทันทีที่ชื่อหนิงเฟยหลงเผยออกมาพร้อกับรายชื่ออีกห้าคนศิษย์ฝ่ายนอกล้วนมีแววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา “ดีเมื่อพวกเราไม่ได้หนิงเฟยหลงมาอยู่ฝั่งเรา พวกเราทั้งหมดก็มาร่วมทำลายพวกเขาก่อนเป็นอย่างไร?”

             

            ชายหนุ่มผู้มีไฝประดับใกล้ปากเป็นตัวเปิดอีกครั้งศิษย์ฝ่ายนอกเกือบทั้งหมดเห็นด้วย หลังจากที่จัดตั้งกลุ่มเรียบร้อยแล้วพวกมันก็มีจุดหมายเดียวคือ...

             

            ทำลายกลุ่มหนิงเฟยหลง !!

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน