จารึกที่ 26 : หัตถ์เทวะซ่อม์ : ความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวเกือบไม่รอด
ท่ามกลางความมืดมิดแห่งรัตติกาล สายลมกรรโชกแรงหวีดหวิวปะทะใบเรือผ้าไหมั์จนเกิดเสียงสะบัดพลิ้วดั่งธงรบ บนดาดฟ้าเรือเหาะ "ัเหิน" ที่ล่องลอยอยู่เหนือทะเลเมฆบรรยากาศหนาวเหน็บะเืจนลมหายใจกลายเป็ไอขาว
อาเจียยืนตัวสั่นงันงกอยู่หน้าประตูบานใหญ่ที่ทำจากเหล็กทมิฬ สลักลวดลายพยัคฆ์คำราม เื้ัประตูบานนี้คือ "ห้องดวงจิตั" หรือหอควบคุมค่ายกลกลางที่กำลังส่งเสียงครางครืนคราญราวกับสัตว์ร้ายที่าเ็สาหัส ควันสีดำจางๆ พวยพุ่งออกมาตามรอยต่อของประตู ส่งกลิ่นไหม้ของหินิญญาคละคลุ้งไปทั่ว
"เอ่อ... นายช่างน้อย" นายเรือร่างท้วมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล ดวงตาหรี่ลงอย่างจับผิด "เ้าแน่ใจนะว่าซ่อมได้? นี่คือ เตาหลอมดวงจิต (灵炉 - หลิงหลู) รุ่นาของสำนักเชียวนะ หากมันะเิขึ้นมาพวกเราได้ไปเข้าเฝ้ายมบาลกันทั้งลำแน่"
"สะ... สบายมากขอรับ!" อาเจียตอบเสียงสูง พยายามบังคับขาที่ไม่รักดีให้หยุดสั่น "ข้าแค่กำลัง... ตรวจสอบ ชีพจรพลัง(灵脉 - หลิงม่าย) เพื่อหาจุดบกพร่องที่แม่นยำที่สุดอยู่"
ในความเป็จริง อาเจียกำลังกรีดร้องในใจจนคอแทบแตก 'ท่านอาจารย์มู่! ช่วยด้วย! ไอ้ก้อนเหล็กนี่มันคืออะไร? มันมีเส้นสายระโยงระยางเต็มไปหมด ข้าดูไม่ออกเลยว่าเส้นไหนเป็เส้นไหน!'
[ใจเย็นๆ เ้าศิษย์โง่] เสียง มู่เฉิน ดังขึ้นอย่างราบเรียบแต่ทรงพลังในห้วงจิต [จงตั้งสติ แล้วเพ่งมองไปที่แกนกลาง... โครงสร้างของเรือเหาะลำนี้เปรียบเสมือนสัตว์อสูรั์ที่ขับเคลื่อนด้วย 'ค่ายกลวายุ' (推动阵 - ทุยต้งเจิ้น) แบบพื้นฐาน อาศัยหินิญญาเป็เชื้อเพลิงส่งผ่าน 'เส้นชีพจรปราณ' (ท่อส่งพลัง) ไปหมุนปีกเวหา... ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เตาหลอม แต่อยู่ที่เส้นชีพจรปราณตรงนั้นต่างหากที่แตกร้าว ทำให้ลมปราณรั่วไหล]
เ มื่อได้รับคำชี้แนะดุจแสงสว่างกลางใจ อาเจียก็แสร้งทำเป็พยักหน้าขรึมๆ เขาเดินเข้าไปใกล้เส้นชีพจรโลหะขนาดมหึมาที่มีรอยร้าวฉกรรจ์ ไอพลังปราณสีฟ้าบริสุทธิ์พุ่งออกมาจากรอยแตกนั้นดั่งเืที่พุ่งกระฉูดจากาแ
"ท่านนายเรือ..." อาเจียชี้ไปที่จุดนั้นด้วยท่าทางของผู้เชี่ยวชาญราวกับปรมาจารย์ผู้ผ่านโลกมาโชกโชน "เห็นรอยร้าวนั่นไหม? นี่คือสาเหตุที่ทำให้ เตาหลอมดวงจิต กินหินิญญาเกินความจำเป็... การไหลเวียนของปราณติดขัด ทำให้ ค่ายกลวายุ ทำงานได้ไม่ถึงเจ็ดส่วน!"
"โอ้! แม่นยำนัก!" นายเรือตบเข่าฉาด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง "ช่างคนก่อนๆ บอกว่าต้องเปลี่ยนเตาใหม่สถานเดียว แต่เ้ากลับมองเห็นต้นตอจริงๆ! แล้ว... จะซ่อมอย่างไร? ต้องใช้แร่เหล็กไหลมาอุดหรือไม่?"
"ไม่จำเป็..." อาเจียแสยะยิ้มมุมปาก ความมั่นใจเริ่มกลับคืนมาเมื่อเห็นช่องทางรอด (และช่องทางรวย) "เหล็กไหลมันแพงเกินไป... ข้ามีวิธีที่ 'ประหยัด' และ 'ล้ำลึก' กว่านั้น... ขอพู่กันกับหมึกสำหรับเขียนอักขระให้ข้า!"
เมื่ออุปกรณ์มาถึง อาเจียสูดหายใจลึก รวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่ปลาย พู่กันนิรันดร์ ขนพู่กันสีขาวเริ่มเปล่งแสงนวลตาราวกับตอบรับเจตจำนงของผู้เป็นาย
[จงจำไว้...] มู่เฉินกำกับสอนเสียงเข้ม [เ้ามิต้องใช้โลหะมาอุดรอยร้าว... แต่จงใช้ 'ความว่างเปล่า' ถักทอกระแสพลังขึ้นใหม่! วาดอักขระเชื่อมต่อครรลองครอบลงไป!]
"รับทราบ!"
ทว่าแทนที่จะหยุดเพียงเท่านั้น ข้อมือของเขากลับสะบัดพลิกแพลง ตวัดปลายพู่กันวาดเส้นสายโค้งมนกันเป็วงกลมที่สมบูรณ์แบบ... มันคือ 'วงมรรคาแห่งความว่างเปล่า' อันเป็รูปลักษณ์ที่แท้จริงของ 'อักขระสูญตา (O)' ที่ไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ครอบทับลงไปบนรอยร้าวนั้นอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
วูบ!
ณ ใจกลางวงมรรคานั้น อักขระ 'หลิง (ศูนย์)' ปรากฏขึ้นในสภาวะเลือนราง... ครานี้มันมิได้ทำหน้าที่กลืนกินเหมือนทุกครั้ง แต่กลับ 'บิดเบือนระยะทาง' โดยสร้าง 'สะพานไร้รูป' ที่มองไม่เห็นขึ้นมาเชื่อมประสานรอยแยกให้ผสานกันด้วยอำนาจแห่งกฎเกณฑ์!
อักขระหลิงหมุนวน เชื่อมปลายชีพจรที่แตกหักเข้าหากันด้วย มรรคาแห่งความว่างเปล่า พลังปราณที่เคยรั่วไหลถูกดูดกลับเข้าไปในวงโคจรและส่งผ่านไปยังอีกฝั่งได้อย่างลื่นไหลโดยไม่มีการสูญเสียแม้แต่น้อย!
"วิชาลับ... สะพานข้ามภพ!"
อาเจียะโชื่อท่าที่เพิ่งคิดสดๆ ร้อนๆ ออกมาเพื่อข่มขวัญ (ทั้งที่ในใจเขามองว่ามันก็แค่ 'ท่อตรงทรงอานุภาพ' ธรรมดาๆ เท่านั้น)
ทันใดนั้น เสียงครืดคราดของค่ายกลก็เงียบกริบลง เปลี่ยนเป็เสียงการไหลเวียนของลมปราณที่นุ่มนวลและสม่ำเสมอดั่งเสียงหายใจของัจำศีล แสงไฟตามผนังเรือสว่างจ้าขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับแรงสั่นะเืที่หายไปจนหมดสิ้น
บรึ้ม!
ตัวเรือเหาะกระตุกวูบหนึ่ง ก่อนจะพุ่งทะยานแหวกม่านเมฆไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า! แรงลมที่ปะทะหน้าทำเอานายเรือถึงกับเซถลาไปเกาะราวระเบียงด้วยความตื่นตะลึง
"สะ... สุดยอด!" นายเรือะโแข่งกับเสียงลม ดวงตาเป็ประกายวาววับ "เรือนิ่งขึ้นมาก! แถมความเร็วก็เพิ่มขึ้น! เ้าทำได้อย่างไร?"
"มันคือศิลปะ..." อาเจียเก็บพู่กันเข้าอกเสื้อ แล้วยืดอกทำท่าทางภูมิใจ "ข้าไม่ได้แค่ซ่อม... แต่ข้าได้ทำการ ปรับแต่งค่ายกล (调阵 - เถียวเจิ้น) ให้สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ พลังงานจึงไหลเวียนดุจสายน้ำไร้สิ่งกีดขวาง!"
"นับถือ! นับถือ!" นายเรือรีบเข้ามาจับมืออาเจียเขย่าอย่างแรงด้วยความปิติ "ข้าตัดสินใจแล้ว! นอกจากจะไม่คิดค่าตั๋ว... ข้าจะให้เ้ากินอยู่ฟรีตลอดการเดินทาง! และนี่..."
เขาล้วงหยิบ "ป้ายหยกม่วง" ออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้อาเจียด้วยความนอบน้อม "นี่คือป้าย 'อาคันตุกะกิตติมศักดิ์' ของหอการค้าเมฆาเหิน...ไม่ว่าเ้าจะไปที่ใดในยุทธภพ หากแสดงป้ายนี้ เ้าจะได้รับการต้อนรับเยี่ยงาา!"
อาเจียรับป้ายหยกมาถือ มือสั่นระริกไม่ใช่เพราะหนาว แต่เพราะความดีใจจนเนื้อเต้น
'กินฟรี... อยู่ฟรี... แถมมีป้ายเบ่ง... ์! นี่แหละคือรางวัลของการเป็คนดี (ที่หน้าเงิน)! '
"ขอบคุณนายเรือผู้ใจกว้าง!" อาเจียประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม (แบบเสแสร้ง) "เช่นนั้น... ข้าขอใช้สิทธิ์กิตติมศักดิ์ข้อแรกเลยได้หรือไม่?"
"เชิญว่ามาเลย! น้องชาย!"
"ข้าหิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้ว... ขอ เป็ดย่างน้ำผึ้ง สักสองตัว กับ ข้าวสวยโถใหญ่ ไปส่งที่ห้องพักด้วยได้หรือไม่ขอรับ?"
...
หนึ่งชั่วยามต่อมา ในห้องพักรับรองระดับสูงที่ปูด้วยพรมขนสัตว์นุ่มสบาย
อาเจียนั่งแทะน่องเป็ดอย่างมีความสุข โดยมีหลินชิงเสวี่ยนั่งจิบชาสมุนไพรอยู่ฝั่งตรงข้าม นางลอบมองดูเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะรอดตายจากการถูกโยนลงจากเรือด้วยสายตาที่อ่านยากและเต็มไปด้วยความสงสัย
"เ้ามีความลับเยอะจริงๆ นะอาเจีย" นางเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบ "ทั้งวิชาอักขระประหลาดนั่น... ทั้งความรู้เื่ค่ายกล... เ้าไปเรียนมาจากไหนกันแน่? เด็กกำพร้าในสลัมไม่น่าจะรู้วิธีซ่อมเรือเหาะของชนชั้นสูงได้"
อาเจียชะงัก เลียน้ำผึ้งที่มุมปากแล้วยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
"คนเราต้องรู้จักดิ้นรน แม่นางหลิน" เขาตอบเลี่ยงๆ พร้อมรอยยิ้มกวนประสาท "ความหิวคืออาจารย์ที่ดีที่สุด... พอมันสอนข้าจนจบหลักสูตร ข้าก็แค่หา 'อาจารย์พิเศษ' เพิ่มเติมนิดหน่อย"
[อาจารย์พิเศษงั้นรึ?] มู่เฉินแค่นเสียงในหัวด้วยความหมั่นไส้ [ถ้าข้าเป็แค่อาจารย์พิเศษ... เ้าก็คงเป็ 'ศิษย์เนรคุณอัจฉริยะ' สินะ... รีบกินซะ แล้วเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เราจะเข้าเขต 'หุบเขาเมฆาม่วง'... ที่นั่นมีวัตถุดิบชิ้นต่อไปที่เ้าต้องหามาให้ข้า]
"วัตถุดิบ?" อาเจียถามในใจ "อะไรอีกเล่า? ข้าเพิ่งจะได้พักนะ!"
[น้ำตาภูตเหมันต์ (寒灵泪 - หารหลิงเล่ย)] มู่เฉินเอ่ยชื่อของล้ำค่าออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง [มันคือส่วนผสมสำคัญในการสร้าง 'น้ำหมึก' ที่จะทำให้เ้าเขียนอักขระขั้นสูงกว่านี้ได้... และที่สำคัญ...]
[มันขายได้ราคาดีมาก]
คำว่า "ราคาดีมาก" ทำให้อาเจียทิ้งกระดูกเป็ดในมือทันที ดวงตาที่เคยง่วงงุนเปล่งประกายวาววับดุจโจรเห็นทองคำ
"ท่านอาจารย์..." อาเจียยิ้มกริ่ม แววตาเต็มไปด้วยความโลภและความหวัง "ท่านช่างรู้ใจศิษย์ยิ่งนัก! หุบเขาเมฆาม่วงงั้นรึ? ...จัดไป!"