ตอนที่37 ไม่ทันตั้งตัว
ลู่จิวใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านชนบทมาตั้งแต่เกิดทั้งยังเคยใช้ชีวิตลำบากข้นแค้นมาก่อน นางย่อมมีทักษะหาอาหารดีกว่าหยางน่า
หญิงสาวเดินมุ่งหน้าเข้าไปในป่าอย่าไม่หวั่นเกรงและมองหาแหล่งน้ำในป่าอันเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิตขอเพียงหาแหล่งน้ำเจอพวกนางก็จะเจออาหาร
ในเวลาเดียวกันความรู้เรื่องการเอาตัวรอดของลู่จิวเองก็ได้ถ่ายทอดมาสู่หยางน่าด้วยเช่นกันความเชื่อมั่นโดยไม่ทราบที่มาได้บังเกิดขึ้นในใจของหยางน่า ก่อนที่นางจะเอ่ยชื่นชมอีกฝ่ายอย่างไม่ปิดบัง‘ถ้าไม่มีเจ้าข้าก็คงจะต้องหิวตายแน่ข้าเอาแต่คิดจะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แม้แต่ความรู้ง่ายๆ อย่างการหาแหล่งน้ำข้ายังคิดไม่ได้เลย โชคดีจริงๆ ที่มีเจ้า ไม่อย่างนั้นทุกอย่างคงจะแย่กว่านี้’
ถ้อยคำที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมานั้นทำให้ลู่จิวรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวนางเองก็เพิ่งเคยสัมผัสความรู้สึกที่มีผู้อื่นมาพึ่งพานางเช่นนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกันจู่ๆ ลู่จิวก็ลืมเลือนความรู้สึกที่ไม่ดีในอดีตไป แล้วจดจ่ออยู่แค่เป้าหมายตรงหน้าแทน
แสงพระอาทิตย์สีส้มแดงในยามเย็นส่องลอดลงมาผ่านใบไม้สีอ่อนเข้มที่เรียงรายสลับกันพลิ้วไหวไปตามแรงลมเกิดเป็นภาพที่งดงามในยามพระอาทิตย์อัสดงต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านใบไม้ที่เขียวชอุ่มแผ่ปกคลุมอยู่รอบกายไม่ได้ทำให้สตรีทั้งสองรู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใดตรงกันข้ามกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะพวกนางต่างรู้ดีว่าไม่ได้เผชิญอุปสรรคเหล่านี้เพียงลำพังตราบใดที่พวกนางยังคงอยู่ด้วยกันก็ไม่จำเป็นจะต้องกลัวสิ่งใดอีกแล้ว
แม้หยางน่าอยากจะช่วยอีกฝ่ายมากเพียงไรแต่ทว่านางไม่มีความรู้พื้นฐานในการมองหาแหล่งน้ำหรืออาหารเลยสักนิดดังนั้นจึงทำได้แค่เพียงเฝ้าดูอยู่ในปราการโปร่งใสเท่านั้น
ไม่นานนักลู่จิวก็เห็นอะไรบางอย่างเบื้องหน้าคือก้อนหินที่มีเศษตะไคร่น้ำเกาะจับตัวกันอยู่พื้นดินบริเวณโดยรอบชื้นแฉะและไม่แข็งกระด้างเหมือนที่ผ่านมา ลู่จิวไม่รอช้ามุ่งตามตะไคร่น้ำเหล่านั้นไปทันที
ภาพที่ปรากฏสู่สายตาลำดับถัดมาคือลำธารน้ำไหลที่ใสกระจ่างรอบข้างเต็มไปด้วยเศษหินมีรูปร่างแปลกตาเรียงรายกระจายไปทั่วบริเวณรวมถึงมีตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ตามโขดหิน
ลู่จิวถอดรองเท้าและพับชายกระโปรงขึ้นอย่างทะมัดทะแมงแล้วก้าวเท้าลงไปบนพื้นที่มีก้อนหินและเม็ดทรายที่เปียกชื้นอย่างระมัดระวังเนื่องจากบริเวณน้ำตื้นนี้อาจมีเศษเปลือกหอยที่ตายแล้วอยู่หากไม่ระวังไปเหยียบโดนเข้าอาจจะบาดเจ็บเอาได้ง่ายๆ
หญิงสาวก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมาและโยนไปด้านข้างอย่างต่อเนื่องท่าทางของนางดูราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง ทำให้หยางน่าอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ‘ลู่จิวเจ้ากำลังมองหาอะไรรึ’
“ข้ากำลังมองหาพวกปลิงหรือไม่ก็พวกปู หอย กบ อึ่งอ่างอะไรทำนองนั้น”ลู่จิวตอบกลับไปอย่างสบายๆ สมัยตอนเด็กๆ นางกินของพวกนี้มาจนชินเลยไม่รู้สึกว่ามันเป็นของแปลกแต่อย่างใด
‘ปะ...ปลิง! พวกมันกินได้ด้วยรึ ข้าเคยอ่านเจอในตำรามาก่อน พวกมันหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวทั้งยังดูดเลือดมนุษย์อีกด้วย!’ หยางน่าอดร้องออกมาด้วยความแตกตื่นไม่ได้เมื่อรู้ว่าลู่จิวคิดจะกินมัน
“ไม่ผิด” ลู่จิวตอบกลับอย่างราบเรียบและไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลยสักนิด
‘แล้วเจ้ายังจะกินมันอยู่อีกอย่างนั้นรึ!’หยางน่าร้องตะโกนตกใจราวกับว่าเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิต
“ใช่ หากข้าเจอมันข้าก็จะกิน” ตรงกันข้ามกับลู่จิวยังคงตอบกลับอย่างหนักแน่นและมองหาอาหารใต้ก้อนหินเหล่านั้นอย่างตั้งใจ
ถึงแม้หยางน่าจะไม่ยินยอมแต่นางก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้กินมันด้วยตัวเองอยู่แล้วแค่กลั้นหายใจลิ้มรสสัมผัสนั้นให้มันผ่านๆ ไปก็พอแล้ว
ไม่นานนักลู่จิวก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ “เอ๊ะ! ข้าเจออาหารแล้ว!”
ฉับพลันนั้นหัวใจของหยางน่าก็พลันหล่นวูบนางอดภาวนาในใจไม่ได้ ‘ไม่เอาปลิง ไม่เอากบ ไม่เอาอึ่งอ่าง...’
แม้จะรู้สึกหวาดกลัวแต่ทว่าเสียงร้องที่ดีใจของลู่จิวก็ทำให้หยางน่าอดรู้สึกอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ นางเคลื่อนตัวเข้ามาเกาะปราการโปร่งใสนั่นและมองดูฝ่ามือที่กำลังคุ้ยเขี่ยก้อนสีดำบางอย่างออกมาจากใต้หิน‘มันคืออะไรรึ’
“หอยขม” ลู่จิวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดีใจอย่างปิดไม่มิด“พระชายาคงจะไม่เคยกินน้ำแกงหอยขมมาก่อนเลยสินะวันนี้ข้าจะทำน้ำแกงหอยขมใส่ตะไคร่น้ำให้เจ้ากิน” ลู่จิวเอ่ยไปพลางขยับข้อมือเล็กคุ้ยหาหอยขมที่แอบซ่อนอยู่ใต้เศษหินดินโคลนริมลำธารออกมาได้จำนวนหนึ่ง
‘ลู่จิว พวกเรากินอย่างอื่นไม่ได้เหรอ ข้าว่าพวกมันดูไม่น่าอร่อยเลยนะ’หยางน่าพูดเสียงอ่อนหากเป็นไปได้นางคงจะลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้นให้ลู่จิวดูแล้วว่านางไม่อยากกินสิ่งมีชีวิตหน้าตาขี้เหร่เหล่านี้มากเพียงไร
เมื่อได้ยินอย่างนั้นลู่จิวก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างแผ่วเบา แล้วเอ่ยอย่างสบายๆ ว่า “เจ้ายังไม่เคยลองชิมเลยแล้วรู้ได้อย่างไรเหล่าว่ามันไม่อร่อย ข้ากินพวกมันมาตั้งแต่ยังเด็กเชื่อข้าเถอะว่าพวกมันอร่อยมาก”
“พระชายา หากเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ก็อย่าบ่นนะ แล้วกินๆ มันลงไปซะนี่แหละชีวิตของชาวบ้านที่แท้จริง อะไรที่สามารถกินได้พวกเราก็เรียกมันว่าอาหารหมดนั่นแหละ”
หยางน่าปุ้ยปากด้วยความไม่สบอารมณ์แต่ถึงกระนั้นก็ยอมอีกฝ่ายแต่โดยดี ใครใช้ให้วันนี้นางหางานทำไม่ได้เลยเล่า
ลู่จิวไม่ได้สนใจอีกฝ่ายและก้มหน้าหาหอยต่อไปทว่าครั้งนี้นางก็โชคดีเจอสิ่งมีชีวิตแสนอร่อยอีกหนึ่งตัวมือบางกดปูสีดำที่แอบอยู่ใต้ก้อนหินเอาไว้ได้ทันท่วงทีและจับกระดองด้านบนของมันเอาไว้ใส่ลงในกระโปรงที่ถูกมัดรวบด้วยมือเสมือนเป็นตะกร้าส่วนตัว
เมื่อตามหาปูและหอยมาจำนวนหนึ่งแล้วลู่จิวก็นำสัตว์เหล่านี้ไม่ล้างน้ำให้สะอาด ก่อนจะเด็ดใบไม้ใบใหญ่มา แล้วนำปูเหล่านี้ห่อใบไม้เอาไว้อย่างแน่นหนาก่อนจะจัดการใช้กิ่งไม้เสียบไว้เพื่อกันไม่ให้เจ้าปูหนี
หลังจากที่เตรียมวัตถุดิบแล้วเรียบร้อยลู่จิวก็เดินหากิ่งไม้แห้งเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงก่อกองไฟง่ายๆฝ่ามือเล็กใช้หินสองก้อนกะเทาะกันเพื่อสร้างสะเก็ดไฟจวบจนเมื่อมีเปลวไฟลุกขึ้นมาแล้ว นางจึงได้ลำเลียงหินเอาไว้รอบๆ แล้วจึงนำหอยและปูจำนวนหนึ่งที่ถูกห่อไว้ข้างในใบไม้อย่างแน่นหนาใส่ลงไปในกองไฟ
ไม่เพียงเท่านั้นลู่จิวยังนำใบไม้อีกจำนวนหนึ่งมารองไว้อย่างแน่นหนาแล้วนำกิ่งไม้เกี่ยวรั้งให้กลายเป็นภาชนะใส่น้ำขนาดเล็กจำนวนสองชิ้นก่อนตวงน้ำสะอาดขึ้นมาแล้ววางลงบนก้อนหินร้อนเหนือไฟนางลงไปหาหอยมาอีกจำนวนหนึ่งและจัดการชะล้างคราบโคลนให้สะอาดแล้วจึงใส่ลงในภาชนะใบไม้ตามด้วยนำตะไคร้ที่ขูดมาจากโขดหินเติมลงไปพร้อมกับผักป่ารสหวานจำนวนหนึ่งแล้วจึงนำไปวางไว้บนแท่นหิน
ในระหว่างที่รอให้อาหารทั้งหมดสุกนั้นลู่จิวจึงได้ถอดเสื้อผ้าออกและลงไปชำระล้างร่างกายในลำธารตามความเคยชิน
พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วหากว่ามืดเกินไปกว่านี้อาจจะเป็นอันตรายได้ นางจึงต้องรีบชำระล้างตัวเองให้สะอาดโดยเร็วที่สุด
หยางน่าไม่เคยลงอาบน้ำในลำธารเช่นนี้มาก่อนนางมองดูภาพใต้น้ำที่ขุ่นมัวยากจะหยั่งรู้ได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตใดหลบซ่อนอยู่บ้างด้วยความหวาดผวาพลางจินตนาการไปถึงสัตว์ร้ายต่างๆ มากมายทำเอาลู่จิวถึงกับหลุดหัวเราะออกมาและพูดปลอบโยนไปว่า “พระชายาเจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอก ข้าดูแล้วลำธารสายนี้ปลอดภัย ไม่มีสัตว์ร้ายแล้วก็ไม่มีใครด้วย”
‘เจ้าจะแน่ใจได้อย่างไร ในน้ำมีสัตว์ประหลาดอะไรบ้างก็ไม่รู้ข้างล่างนี้มีก้อนหินอยู่เต็มไปหมด ลู่จิวข้ากลัว พวกเรารีบขึ้นกันเถอะนะ’ หยางน่าเอ่ยไปพลาง พร้อมยกมือขึ้นปิดตาด้วยความหวาดหวั่น
“พระชายา เจ้ามองเห็นใต้น้ำได้ด้วยรึ” ลู่จิวถามด้วยความสงสัยพลางกวักมือชะล้างร่างกายต่อไปอย่างสบายใจ
‘อื้อ’ หยางน่าตอบรับอย่างซื่อตรง
เมื่อได้ยินอย่างนั้นลู่จิวก็พลันด้วยตาเปล่งประกายก่อนจะเอ่ยว่า “อย่างนั้นเจ้าช่วยข้าดูหน่อยสิว่าใต้น้ำมีปลาบ้างรึเปล่าหากว่ามีเย็นนี้พวกเราอาจจะได้กินปลาเผากัน”
‘จริงรึ’ พอได้ยินว่าอาจจะได้กินปลาเผาแทนสัตว์เหล่านั้นแล้วหยางน่าก็พยักหน้าเห็นด้วยติดๆ กันมีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่านางหวาดกลัวของประหลาดเหล่านั้นมากเพียงไร ‘ได้ๆ ข้าจะรีบช่วยเจ้าหาเดี๋ยวนี้แหละ’
พอพูดจบแล้วหยางน่าก็ตั้งใจเพ่งมองใต้น้ำ ก่อนจะเห็นสิ่งมีชีวิตบางอย่างพุ่งตัวผ่านกระแสน้ำเข้ามาหาร่างของหญิงสาวอย่างรวดเร็วจนหยางน่าต้องร้องตกใจออกมา‘มีปลาอะไรไม่รู้ตัวยาวๆว่ายพุ่งมาหาเจ้าแล้ว!’
“อะไรนะ มันอยู่ทางไหน” ลู่จิวสอดส่ายสายตามองดูเหนือผิวน้ำที่กระเพื่อมไหวแล้วเอ่ยถามไปพลางและขยับข้อมือเตรียมพร้อมที่จะจับปลาตัวนั้น
‘ตรงหน้าเจ้า! ตอนนี้เลย!’ หยางน่าเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของสิ่งมีชีวิตน่ากลัวตัวนั้น
หมับ!
ลู่จิวเชื่อใจอีกฝ่ายโดยไม่มีข้อสงสัยใดพอๆ กับที่หยางน่าเชื่อใจนาง แล้วจึงคว้าหมับลงไปที่ใต้น้ำทันที
ฝ่ามือบางกำสิ่งมีชีวิตที่ลื่นไหลตัวนั้นเอาไว้แน่นก่อนจะสัมผัสได้ว่ามันใช้ลำตัวรัดแขนของนางเอาไว้แน่นมากจึงได้ยกแขนขึ้นชูเหนือฟ้าเพื่อดูว่ามันคือสิ่งมีชีวิตตัวใดกันแน่
ฉับพลันนั้นลู่จิวก็ผงะไปทันทีเมื่อเห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่กำลังรัดแขนนางอย่างเอาเป็นเอาตายนี้ก็คืองูนั่นเอง!
“หยางน่า! นี่มันไม่ใช่ปลา แต่เป็นงูต่างหากเล่า!”ลู่จิวเอ่ยด้วยความหัวเสียเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงไม่ปล่อยงูตัวนั้นไปก่อนจะใช้ปลายนิ้วกดหัวมันเอาไว้อย่างแน่นหนาไม่เปิดโอกาสให้มันแว้งกัดได้โดยง่ายพร้อมใช้มืออีกข้างแกะหางที่รัดแขนของนางออก จากนั้นจึงค่อยพิจารณาดูอย่างใจเย็น
‘แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า ลู่จิวเจ้ารีบโยนมันทิ้งไปเถอะนะ ข้ากลัวประเดี๋ยวมันก็กัดพวกเราหรอก’ หยางน่าเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
“กลัวทำไม มันตัวเล็กกว่าพวกเราตั้งเยอะ จับงูได้ก็ดีข้าจะได้เอาไปทำเป็นอาหาร” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลู่จิวกินงูก่อนหน้านี้นางเคยกินของป่ามาแล้วนับไม่ถ้วนเพื่อประทังชีวิตนางจึงไม่ได้ตกใจกลัวแต่อย่างใด เมื่อครู่นี้พิจารณาดูแล้วมันเป็นงูที่ไม่มีพิษดังนั้นจึงนำไปทำอาหารไม่ยุ่งยากสักเท่าไหร่อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียเวลารีดพิษงูออก
ลู่จิวขึ้นจากน้ำและตรงดิ่งเข้าไปหยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาคิดที่จะจัดการงูตัวนี้ซะแต่แล้วเสียงในหัวก็ดังขึ้นมา ‘ลู่จิว เจ้าอย่าทำมันเลยนะ ข้าสงสารมัน’
“ไม่ได้หรอกหยางน่า ยามนี้พวกเราหมดสิ้นหนทางแล้วจำเป็นต้องพึ่งพาสัตว์เหล่านี้เพื่อให้อยู่รอด ข้าจำเป็นต้องทำจริงๆหากว่าเจ้ากลัวเช่นนั้นก็หลับตาเสีย ไม่ต้องมอง” ลู่จิวเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนนางเข้าใจหัวอกของหยางน่าดี ในตอนแรกเริ่มนางก็ทำไม่ลงเช่นกันแต่เพื่อให้มีชีวิตรอดแล้ว นางจึงต้องลงมือทำให้สิ่งที่ตัวเองไม่อยากจะทำ
หยางน่าทำตามที่อีกฝ่ายบอกอย่างไม่ลังเลนางเปิดเปลือกตาแน่นสนิทและพยายามปิดกั้นตัวเองไม่ให้รับรู้สิ่งใดทั้งนั้นไม่นานนักสติของนางก็ค่อยๆ เลือนรางลงไปโดยไม่รู้ตัว
ลู่จิวยังคงจัดการชะล้างทำความสะอาดงูและน้ำมาเสียบไม้ย่างแทนน้ำแกงหอยขมผักป่าและเหล่าหอยกับปูที่ถูกย่างในใบไม้แทน
หญิงสาวดึงกิ่งไม้ออกอย่างระมัดระวังจากนั้นก็ลงมือกินหอยและปูที่อยู่ในใบไม้ด้วยความสุขดวงตาคู่งามหลับตาพริ้มและซึมซับรสชาติที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานนับตั้งแต่ที่มีเฮ่าตู๋เข้ามาในชีวิต นางก็ไม่เคยได้กินของป่าพวกนี้อีกเลยเพราะเขาทำให้ฐานะทางบ้านของนางดีขึ้นทำให้นางได้อยู่ดีกินดีเหมือนครอบครัวธรรมดาทั่วไปไม่จำเป็นต้องกินของเหล่านี้เพื่อประทังชีวิตอีก
เมื่อคิดอย่างนี้แล้วนางก็รีบส่ายหัวเล็กน้อยและไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งอยู่กับชีวิตในอดีตนานเกินไปนักนางรู้ดีว่าความรู้สึกที่จมดิ่งอยู่ในความโศกเศร้าพวกนั้นมันกัดกินหัวใจมากเพียงไร
ลู่จิวจึงเลือกที่จะไม่คิดถึงมันอีกและดื่มด่ำกับของอร่อยตรงหน้าต่อไปแต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อลู่จิวพบกับความผิดปกติบางอย่าง...
ดูเหมือนว่าหยางน่าจะหายไปแล้วนางไม่ยอมเอ่ยปากอันใดอีกเลยนับตั้งแต่ที่ตนบอกให้นางหลับตา ฉับพลันนั้นหัวใจของลู่จิวก็พลันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
“หยางน่า เจ้ายังอยู่รึเปล่า”
‘…’
ไม่ว่าลู่จิวจะร้องเรียกหยางน่ามากเพียงไรแต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมาเลยสักนิด
นางคงจะไม่ได้หายไปเหมือนคนอื่นๆหรอกนะ
นี่ข้าถูกทิ้งอีกแล้วรึ?
ฉับพลันนั้นลู่จิวก็ไม่รู้สึกอยากอาหารอีกต่อไปนางวางไม้ที่เสียบงูลง ก่อนจะนั่งกอดเข่าอย่างเดียวดายความรู้สึกที่เลือนหายอย่างกะทันหันนี้ทำให้นางรู้สึกตั้งรับไม่ทันจริงๆก่อนจะซบใบหน้าลงกับเข่าแล้วร้องไห้อยู่นาน จนกระทั่งผล็อยหลับไปใต้ต้นไม้
.
.
.