ไม่มีใครกล้าหายใจออกมา
สายตาของพวกเขาพลันหันกลับไปจ้องมองที่หลินเฮ่ายวน
เขานิ่งไปอยู่หลายวินาทีก่อนที่เขาจะถอยหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า“ไป๋ชวนไม่คิดเลยว่าผ่านมาแล้วตั้งหลายปี แต่นิสัยเจ้าก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย...”
แววตาของหลินเฮ่ายวนนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและเห็นใจแต่สิ่งเดียวที่ไม่มีเลยในแววตาของเขาก็คือ ความกลัว
เขาหายใจลึกๆ เข้าไปหนึ่งที่ จากนั้นส่ายหัวเบาๆ พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“พวกเจ้าถอยไปปล่อยให้พวกเขาเข้ามา”
ท่านจักรพรรดิ!!
ไม่ได้นะ!!
เหล่าขุนนางพลันส่งเสียงตกใจขึ้นจนดังสะท้านไปทั่วพระตำหนักแต่ก็ถูกหลินไป๋ชวนคำรามข่มขู่ไปทีหนึ่งจนเงียบกริบ
ตรงหน้าประตูของห้องโถงใหญ่นั้น
ต้วนเทียนหยาที่ได้รับคำสั่งมาก็เก็บดาบสะบั้นฟ้าลงไปจากนั้นก็พาเหล่าทหารองครักษ์กลับเข้ามายืนอยู่ข้างกายของหลินเฮ่ายวน
ในที่สุดกลุ่มชายชุดดำสุดน่ากลัวนั่นก็เข้ามาถึงด้านในห้องโถงของพระตำหนังยงเหอแล้ว
พวกเขาเข้ามาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่เหม็นคลุ้งบางคนยังมีคราบเลือดสดๆ ของเหล่าองครักษ์เปรอะเปื้อนอยู่ตามเสื้อผ้าอยู่เลยด้วยซ้ำ
จิตใจของผู้คนตอนนี้เต็มไปด้วยทั้งความโกรธเกรี้ยวและความหวาดกลัว
มือสังหารที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนพวกนี้ ไร้ซึ่งความเมตาปรานีไม่สนกฎหมายและกฎสวรรค์ นอกจากจะเปิดฉากฆ่าล้างบางในสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในอาณาจักรชูอวิ๋นแล้วพวกมันยังคิดที่จะลงมือทำร้ายองค์จักรพรรดิผู้องอาจและทรงภูมิของพวกเขาอีก
เหล่าขุนนางและคนใช้พากันลุกขึ้นยืนด้วยกันกับเหล่าทหารองครักษ์ของพวกต้วนเทียนหยา ภายในช่วงเวลาสั้นๆเหล่าขุนนางของอาณาจักรชูอวิ๋นทั้งหมดก็มายืนขวางเป็นกำแพงมนุษย์ให้กับหลินเฮ่ายวนแล้ว
และแน่นอนว่า พวกตระกูลเวินและหลินหยางด้วย
หลังจากที่หลินไป๋ชวนปรากฏตัวขึ้นแล้วแววตาของหลินหยางพลันเปลี่ยนเป็นอำมหิตเย็นชา
ตอนนี้เขากำลังยืนมองไปที่พวกคนชุดดำด้วยสีหน้าเย็นชาท่ามกลางกลุ่มคนพร้อมกับวิเคราะห์สถานการณ์ตอนนี้ไปด้วย
ส่วนชายชราน่าสะพรึงกลัวที่เมื่อครู่เพิ่งซัดคนนับพันจนปลิวกระเด็นออกไปได้ในหนึ่งกระบวนท่านั้นตอนนี้ได้เดินออกมายืนอยู่ข้างๆ กับหลินไป๋ชวนแล้ว
สองจอมอสูรได้ออกมายืนอยู่แนวหน้าแล้ว
หลินหยางสามารถรับรู้ได้ว่าชายชราผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าหลินไป๋ชวนอยู่ส่วนหนึ่งเป็นยอดฝีมือที่มีระดับพลังอยู่ที่ระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางแล้ว
นอกจากนี้ พลังฟ้าดินในตัวของอีกฝ่ายนั้นเป็นสีดำทมิฬซึ่งนั่นไม่ใช่พลังฟ้าดินแบบพิเศษแต่พลังฟ้าดินที่เกิดจากการฝึกวิชานอกรีตบางอย่างจนพลังฟ้าดินเปลี่ยนไปจากแบบปกติ
พลังฟ้าดินแบบนี้ หลินหยางเคยเห็นมันอยู่ในตัวของทั้งหลินไป๋ชวนและเฉินเฉาเกอ
นอกจากนี้ฝ่ายตรงข้ามยังมียอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นอีกสองคนอยู่ด้วยซึ่งทั้งสองคนนั้นมีความสามารถที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลี่จิ้งเลย
เมื่อรวมกับยอดฝีมือระดับสูงสุดของเซียนเทียนขั้นท้ายกว่าห้าสิบคนแล้วนับว่าหลินไป๋ชวนเตรียมตัวมาได้ค่อนข้างจะพร้อมเลยทีเดียว สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ว่าจะดูอย่างไรฝ่ายเขาก็ไม่มีทางที่จะแพ้ได้เลยแม้แต่น้อย
หลินไป๋ชวนแสยะยิ้มด้วยสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งแต่ก็แฝงไว้ด้วยความโอหังอย่างหาใดเปรียบ
เขาผายมือไปทางชายชราผู้นั้นแล้วกล่าวขึ้นมาว่า “ข้าขอแนะนำพวกเจ้าได้รู้จัก ท่านผู้นี้ก็คือท่านประมุขตระกูลซ่างกวันแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อ ท่านซ่างกวันหง!”
ซ่างกวันหง ราชอาณาจักรโล่ยื่อ
สองคำนี้สร้างความหวั่นวิตกให้กับคนของอาณาจักรชูอวิ๋นเป็นอย่างมาก
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมศัตรูถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้ที่แท้อีกฝ่ายเป็นถึงอสูรเปลวเพลิงอำมหิตผู้เลื่องชื่อแห่งทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปชี่อู่นี่เอง
แค่ซ่างกวันหงคนเดียวก็มีพลังมากพอที่จะสยบทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นแล้วแต่คราวนี้อีกฝ่ายยังพาพรรคพวกมาเยอะขนาดนี้อีก
แววตาของฝ่ายชูอวิ๋นหลายคนตอนนี้เริ่มจะดูสิ้นหวังแล้ว
หลินไป๋ชวนยังคงพูดต่อโคยที่จ้องมองไปทางหลินเฮ่ายวนว่า
“อย่างที่ข้าเพิ่งบอกไปก่อนหน้านี้...อาณาจักรชูอวิ๋นกำลังเผชิญกับภัยร้ายครั้งใหญ่แล้ว ท่านพี่...คนของอาณาจักรชูอวิ๋นเราไปฆ่าบุตรชายของท่านซ่างกวันหงแต่นอกจากท่านจะไม่ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการแล้ว ท่านยังมาจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างเอิกเกริกให้กับฆาตกรฆ่าคนนั่นอีกหึหึหึ... ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านซ่างกวันหงถึงได้โมโหขนาดนี้เขาต้องการใช้เลือดมาล้างบางพระราชวังแห่งนี้แล้ว!”
“ท่านเทพยุทธ์!” แม่ทัพผู้พิทักษ์อาณาจักรหลี่จิ้งก้าวออกมาด้านหน้า“เรื่องของซ่างกวันเฟย พวกเราตรวจสอบกันแล้วเป็นมันต่างหากที่มาก่อกวนเศรษฐกิจของอาณาจักรชูอวิ๋นเรา...”
หลี่จิ้งที่กำลังจะกล่าวคัดค้านนั้นก็ถูกหลี่ไป๋ชวนและซ่างกวันหงจ้องเขม็งกลับมาใส่เขาทีหนึ่ง พลังฟ้าดินอันรุนแรงสายหนึ่งพลันพุ่งเข้าใส่หลี่จิ้งอย่างแรง
ตูมม
หลี่จิ้งผู้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของอาณาจักรชูอวิ๋นนี้
กลับถูกพลังฟ้าดินของซ่างกวันหงแค่สายหนึ่งกดดันเอาไว้ถึงแม้ว่าเขาจะเร่งพลังฟ้าดินทั้งหมดในตัวขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังถูกซัดจนกระเด็นถอยกลับไปสิบกว่าก้าวจนเกือบจะคุกเข่าลงกับพื้นแล้ว
“เจ้าไม่มีสิทธิ์พูด!” ซ่างกวันหงเปิดปากพูดแล้ว
เสียงพูดอันแหบแห้งของเขานั้นราวกับลำคอเคยถูกไฟเผามาแล้วก็ไม่ปาน ทุกคำที่พูดออกมานั้นล้วนวนเวียนอยู่ในหัวของผู้คนอย่างน่ากลัว
ซ่างกวันหงมองไปทางหลินเฮ่ายวนพร้อมกับกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ชีวิตของลูกชายข้าสำคัญกว่าพวกชูอวิ๋นชั้นต่ำหลายพันหลายหมื่นเท่าชีวิตของเขาที่เสียไป ข้าจะให้อาณาจักรชูอวิ๋นของพวกเจ้าทั้งหมดเป็นผู้ชดใช้”
เป็นคำพูดที่หยิ่งทระนงและโอหังสุดขีด
ชีวิตของซ่างกวันเฟยแค่คนเดียวแต่กลับจะให้อาณาจักรชูอวิ๋นทั้งหมดต้องชดใช้
นี่แหละคือนิสัยและวิธีการอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อนของอสูรอัคคี ถึงแม้ว่าการจะให้อาณาจักรชูอวิ๋นทั้งหมดต้องชดใช้นั้นจะฟังดูเกินจริงไปหน่อยแต่หากเขาคิดจะฆ่าคนทั้งหมดในพระราชวังนี้แล้วละก็ มันก็อาจจะทำได้จริงก็ได้
ซ่างกวันหงหันสายตาจบจ้องไปทั่วบริเวณโดยเฉพาะพวกตระกูลเวินที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษความรู้สึกเกลียดชังและบ้าคลั่งของมันนั้นให้ความรู้สึกราวกับดวงวิญญาณกำลังถูกไฟอสูรเผาผลาญอยู่ก็ไม่ปาน
หลินไป๋ชวนที่กำลังแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายอยู่นั้นพลันกล่าวออกมาว่า “ท่านพี่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านซ่างกวันเองกพูดออกมาชันเจนมากแล้วนะ... ท่าน และไอ้พวกตระกูลเวินนั่นจะต้องชดใช้ในความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเอง!!”
พอพูดมาแบบนี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า
หลินไป๋ชวนก็คือผู้ที่ซ่างกวันหงส่งมาเพื่อทวงความยุติธรรมให้นั่นเอง
พวกเขานอกจากจะทำให้ตระกูลเวินทั้งหมดต้องชดใช้ด้วยชีวิตแล้วพวกเขายังคิดจะใช้ข้ออ้างนี้ในการแย่งชิงบัลลังก์จากหลินเฮ่ายวนด้วย
สีหน้าของหลินเฮ่ายวนตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาแล้วเขาจ้องกลับไปหาหลินไป๋ชวนตรงๆ พร้อมกับกล่าวว่า “ต่อให้เจ้าจะสังหารข้าทิ้งลงตอนนี้ แต่ตามกฎของอาณาจักรชูอวิ๋นเราแล้วผู้ที่จะมาสืบทอดราชบัลลังก์ได้ก็ต้องเป็นเจ้าชายเท่านั้น แต่ว่านะน้องชายลูกชายของข้าไม่ยอมให้เจ้าได้สมหวังหรอกนะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า... อย่างนั้นหรือ?” หลินไป๋ชวนหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจากนั้นก็เรียกชื่อของคนผู้หนึ่งขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด “หลินหยางเจ้าคิดว่าเสด็จพ่อของเจ้ายังคู่ควรกับบัลลังก์นั่นอยู่หรือเปล่า?”
อะไรนะ?
เจ้าชายลำดับที่เก้า หลินหยาง!!
ทุกคนในห้องโถงพลันรู้สึกตกใจกันทันที
พวกเขายืนมององค์ชายเก้าที่เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของหลินเฮ่ายวนคนนั้นที่กำลังค่อยๆก้าวเท้าออกมาด้านหน้าอย่างงุนงง
สีหน้าของ “หลินหยาง” นั้นกำลังยิ้มเยาะออกมาอย่างเย็นชา เขาเดินไปทางฝั่งตรงข้ามภายใต้สายตาที่ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นของคนทั้งหมดในห้องโถงนี้เดินไปยืนอยู่ข้างหลินไป๋ชวน
ในที่สุดหลินหยาง ไม่สิในที่สุดเฉินเฉาเกอก็ได้มายืนอยู่บนเวทีของตัวเองแล้ว
เขาหันกลับมาคารวะหลินเฮ่ายวนด้วยท่าทางไร้อารมณ์ พร้อมพูดคำพูดที่ทำเอาผู้คนแทบจะคลั่งตายได้ออกมาว่า
“ลูกคิดว่าการที่ท่านพ่อกระทำความผิดที่ร้ายแรงขนาดนี้ลงไปนั้นทำให้ท่านพ่อไม่คู่ควรกับตำแหน่งผู้นำแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นอีกต่อไปถึงตอนนี้ลูกจะไร้ความสามารถ แต่ลูกก็ยินยอมที่จะขึ้นมารับช่วงต่อจากท่านพ่อจากนั้นก็กำจัดพวกโฉดชั่วไปจากอาณาจักรเราเพื่อบรรเทาความโกรธเกรี้ยวของท่านซ่างกวันลง... และแน่นอนว่า ไอ้พวกตระกูลเวินเลวทรามสมควรตายและไอ้หลินอี้นั่นจะต้องถูกบดขยี้ให้สลายกลายเป็นเศษเนื้อไปซะ!!”
“เหลวไหล! หลินหยางเจ้ารู้ตัวรึเปล่าว่าเจ้ากำลังพูดอะไรออกมา!!”
อีกด้านหนึ่งนั้นเจ้าชายลำดับที่สองหลินเวยนั้นกำลังโมโหจนดวงตาแทบจะลุกเป็นไฟตะโกนออกไปอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าใครเป็นคนดูแลเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้แต่เจ้ากลับบังอาจคิดต่อต้านท่านพ่ออย่างนั้นหรือ!! คุณธรรมของเจ้าถูกโยนให้สุนัขกินไปแล้วหรืออย่างไร!”
ไร้ซึ่งเหตุผล!
ไร้ซึ่งคุณธรรม!
ไม่ใช่แค่หลินเวยเท่านั้นที่โมโหเหล่าขุนนางของชูอวิ๋นเองก็เช่นกัน
พวกเขาเห็นกับตาอยู่ทุกวันว่าเฉินเฉาเกอมันได้รับความรักจากหลินเฮ่ายวนมากขนาดไหน
ไอ้พวกลืมบุญคุณแบบนี้เทียบกับหลินไป๋ชวนแล้วมันช่างต่ำช้าและน่ารังเกียจยิ่งกว่าอีกคนแบบนี้ไม่สมควรเกิดเป็นมนุษย์เลย
แต่เฉินเฉาเกอมันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แถมยังดูท่าทางกำลังเสพสุขกับช่วงเวลานี้อยู่ด้วยซ้ำไป
จิตใจของมันแต่เดิมก็ดำมืดอยู่แล้วยิ่งมันได้รับความสิ้นหวังจากการที่ตระกูลเฉินสิ้นชื่อเข้าไปด้วยทำให้ตัวมันในตอนนี้มีแต่ความติดที่อยากจะรีบๆ กำจัดพวกมดปลวกตรงหน้านี้ทิ้งซะ โดยเฉพาะหลินอี้มันจะต้องถูกสับทิ้งเป็นหมื่นๆ ชิ้น!
เขาแย้มรอยยิ้มที่แฝงเต็มไปด้วยความคิดดูถูกเหยียดหยาม “หึหึ ไม่ต้องโมโหไปหรอกทุกท่าน ถ้าผู้ใดไม่ยอมละก็เดี๋ยวข้าจะส่งไปโลกหน้าพร้อมกับเสด็จพ่อของข้าเอง”
ไอ้เดรัจฉาน!
นี่แกคิดจะฆ่าพ่อของตัวเองอย่างนั้นรึ!!
ผู้คนโมโหจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว
แต่เฉินเฉาเกอ หลินไป๋ชวน และซ่างกวันเฟยนั้นแค่ถอนหายใจออกมาอย่างเย็นชาดังหึ ทีหนึ่งเท่านั้น จากนั้นหลินไป๋ชวนก็ประกาศคำขาดสุดท้ายออกมาว่า
“เอาละ พูดมากไปก็เสียเวลาเรื่องราวในครั้งนี้จำเป็นจะต้องใช้ซากศพที่สภาพสมบูรณ์และเลือดสดๆ ของพวกตระกูลเวินในการขอขมาท่านซ่างกวันส่วนหลินเฮ่ายวนและพวกขุนนางจะต้องถูกคุมขังเอาไว้ ผู้ใดฝ่าฝืน โทษตายสถานเดียว!! ลงมือซะ หวังหมิงชง!!”
“ขอรับ!!” หวังหมิงชงรีบพุ่งออกมาจากกลุ่มคนของอีกฝ่าย
การปรากฏตัวของไอ้คนทรยศนี่ไม่ได้ทำให้ผู้คนประหลาดใจอีกต่อไป
เห็นมันโบกมือทีหนึ่ง จากนั้นเหล่ายอดฝีมือระดับเซียนที่อยู่ด้านหลังเขาก็เริ่มเดินเข้าไปหาฝ่ายชูอวิ๋นทันที
“เส้นทางไปคุกสวรรค์ของพระตำหนักแห่งนี้น่ะข้าเชี่ยวชาญสุดๆ เลย องค์จักรพรรดิ เอ๊ยไม่สิ หลินเฮ่ายวนขอเชิญพวกท่านตามข้ามาเถอะ ส่วนเวินติ่งเทียน พวกเจ้าน่ะยืนรอความตายอยู่ตรงนั้นเสียดีๆพวกท่านคงไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ หึหึ!”
แม้แต่สวะอย่างมันพอได้โอกาสเกาะหลังเสือแบบนี้ก็โอหังอวดดีสุดขีด
ความเงียบพลันเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณมีเพียงเสียงย่ำเท้าของเหล่ามือดีตระกูลซ่างกวันกว่าห้าสิบคนและเสียงกัดฟันแน่นของเหล่าทหารองครักษ์เท่านั้น
ไอ้บ้าเอ๊ย!!
พลังของอีกฝ่ายมันมากเกินไป พวกมันแข็งแกร่งจนน่าสิ้นหวังเลย
แต่จะยอมปล่อยให้องค์จักรพรรดิถูกพวกมันจับตัวไปแบบนี้ไม่ได้
ต้องสู้ ต้องสู้เท่านั้น!!
ฟึบ
ต้วนเทียนหยาเรียกเอาดาบสะบั้นฟ้าของตัวเองออกมาแล้วสองมือของหลี่จิ้งก็ถือกระบองสะเทือนฟ้าของตัวเองไว้ในมือแล้วเช่นกันการต่อสู้อันดุเดือดกำลังจะปะทุขึ้นแล้ว
แต่ในตอนนั้นเอง
ก็มีเสียงพูดของคนๆ หนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบอันแสนกดดันนั่นลง
“ขอโทษนะ ข้าว่า ข้าน่าจะมีปัญหา”
เสียงของหลินหยางดังก้องไปทั่วห้องโถงสายตาของคนทั้งหมดพลันหันมาจับจ้องที่เขาคนเดียว
“เจ้า? หลินอี้??”
ไอ้สวะหวังหมิงชงจ้องมองหลินหยาง มันมองอยู่นาน สักพักมันก็แสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา
“เจ้า... ยังกล้าพูดอยู่อีกรึ?”
นั่นสิ
ทำไมหลินอี้ยังกล้าพูดออกมาในสถานการณ์แบบนี้กันล่ะนี่?
ถ้าเดาไม่ผิดละก็เขาน่าจะเป็นคนที่ตายอนาถที่สุดในที่แห่งนี้แล้ว ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นละก็เกรงว่าคงไปคุกเข่าอ้อนวอนไม่ให้ตัวเองต้องตายอย่างทรมานแล้ว จะมีใครกล้าเสนอหน้าออกไปให้อีกฝ่ายบั่นหัวเองแบบหลินอี้กัน
หลินหยางมองไปทางหวังหมิงชง “แกเป็นคนถามพวกเราเองไม่ใช่หรือว่าใครมีปัญหา? ข้านี่อย่างไรมีปัญหา...”
ป้าเจ้าสิ!
ขนาดสถานการณ์กำลังกดดันขนาดนี้ แต่ผู้คนก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะแอบยิ้มขำตรงมุมปากให้กับคำพูดของหลินอี้
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงพูดที่โอหังยิ่งกว่าดังขึ้น
หั่วเอ๋อร์ที่บินมายืนอยู่บนไหล่ของหลินหยางนั้นจ้องมองไปที่หวังหมิงชง จากนั้นก็ถลึงตาใส่อีกฝ่าย “หลินอี้น้อย ข้าออกไปสู้ได้ยัง? ได้รึยัง? กรงเล็บของท่านหั่วเอ๋อร์ผู้นี้มันกำลังกระหายเลือดจนทนแทบไม่ไหวแล้วนะ!”
โอ้
ยังมีอีกตัวที่กำลังรอวิวาทอยู่เสียด้วย
หวังหมิงชงที่เห็นหั่วเอ๋อร์แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อตอนนั้นนึกถึงภาพที่หนึ่งคนหนึ่งนกแผลงฤทธิ์ ครั้งใหญ่นั่น ทำเอาเขาโมโหจนแทบทนไม่ไหว
ซ่างกวันหง เฉินเฉาเกอ ล้วนโกรธเกลียดหลินอี้จนปรารถนาที่จะจับหลินอี้มาบดขยี้จนแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆคามือแล้ว พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้หลินอี้แสดงความอวดดีอะไรออกมาได้อีกแน่...
“ฆ่า!!”