ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 90 ข้ามีปัญหา

            ไม่มีใครกล้าหายใจออกมา

            สายตาของพวกเขาพลันหันกลับไปจ้องมองที่หลินเฮ่ายวน

            เขานิ่งไปอยู่หลายวินาทีก่อนที่เขาจะถอยหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า“ไป๋ชวนไม่คิดเลยว่าผ่านมาแล้วตั้งหลายปี แต่นิสัยเจ้าก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย...”

            แววตาของหลินเฮ่ายวนนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและเห็นใจแต่สิ่งเดียวที่ไม่มีเลยในแววตาของเขาก็คือ ความกลัว

            เขาหายใจลึกๆ เข้าไปหนึ่งที่ จากนั้นส่ายหัวเบาๆ พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“พวกเจ้าถอยไปปล่อยให้พวกเขาเข้ามา”

            ท่านจักรพรรดิ!!

            ไม่ได้นะ!!

            เหล่าขุนนางพลันส่งเสียงตกใจขึ้นจนดังสะท้านไปทั่วพระตำหนักแต่ก็ถูกหลินไป๋ชวนคำรามข่มขู่ไปทีหนึ่งจนเงียบกริบ

            ตรงหน้าประตูของห้องโถงใหญ่นั้น

            ต้วนเทียนหยาที่ได้รับคำสั่งมาก็เก็บดาบสะบั้นฟ้าลงไปจากนั้นก็พาเหล่าทหารองครักษ์กลับเข้ามายืนอยู่ข้างกายของหลินเฮ่ายวน

            ในที่สุดกลุ่มชายชุดดำสุดน่ากลัวนั่นก็เข้ามาถึงด้านในห้องโถงของพระตำหนังยงเหอแล้ว

            พวกเขาเข้ามาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่เหม็นคลุ้งบางคนยังมีคราบเลือดสดๆ ของเหล่าองครักษ์เปรอะเปื้อนอยู่ตามเสื้อผ้าอยู่เลยด้วยซ้ำ

            จิตใจของผู้คนตอนนี้เต็มไปด้วยทั้งความโกรธเกรี้ยวและความหวาดกลัว

            มือสังหารที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนพวกนี้ ไร้ซึ่งความเมตาปรานีไม่สนกฎหมายและกฎสวรรค์ นอกจากจะเปิดฉากฆ่าล้างบางในสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในอาณาจักรชูอวิ๋นแล้วพวกมันยังคิดที่จะลงมือทำร้ายองค์จักรพรรดิผู้องอาจและทรงภูมิของพวกเขาอีก

            เหล่าขุนนางและคนใช้พากันลุกขึ้นยืนด้วยกันกับเหล่าทหารองครักษ์ของพวกต้วนเทียนหยา ภายในช่วงเวลาสั้นๆเหล่าขุนนางของอาณาจักรชูอวิ๋นทั้งหมดก็มายืนขวางเป็นกำแพงมนุษย์ให้กับหลินเฮ่ายวนแล้ว

            และแน่นอนว่า พวกตระกูลเวินและหลินหยางด้วย

            หลังจากที่หลินไป๋ชวนปรากฏตัวขึ้นแล้วแววตาของหลินหยางพลันเปลี่ยนเป็นอำมหิตเย็นชา

            ตอนนี้เขากำลังยืนมองไปที่พวกคนชุดดำด้วยสีหน้าเย็นชาท่ามกลางกลุ่มคนพร้อมกับวิเคราะห์สถานการณ์ตอนนี้ไปด้วย

            ส่วนชายชราน่าสะพรึงกลัวที่เมื่อครู่เพิ่งซัดคนนับพันจนปลิวกระเด็นออกไปได้ในหนึ่งกระบวนท่านั้นตอนนี้ได้เดินออกมายืนอยู่ข้างๆ กับหลินไป๋ชวนแล้ว

            สองจอมอสูรได้ออกมายืนอยู่แนวหน้าแล้ว

            หลินหยางสามารถรับรู้ได้ว่าชายชราผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าหลินไป๋ชวนอยู่ส่วนหนึ่งเป็นยอดฝีมือที่มีระดับพลังอยู่ที่ระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางแล้ว

            นอกจากนี้ พลังฟ้าดินในตัวของอีกฝ่ายนั้นเป็นสีดำทมิฬซึ่งนั่นไม่ใช่พลังฟ้าดินแบบพิเศษแต่พลังฟ้าดินที่เกิดจากการฝึกวิชานอกรีตบางอย่างจนพลังฟ้าดินเปลี่ยนไปจากแบบปกติ

            พลังฟ้าดินแบบนี้ หลินหยางเคยเห็นมันอยู่ในตัวของทั้งหลินไป๋ชวนและเฉินเฉาเกอ

            นอกจากนี้ฝ่ายตรงข้ามยังมียอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นอีกสองคนอยู่ด้วยซึ่งทั้งสองคนนั้นมีความสามารถที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลี่จิ้งเลย

            เมื่อรวมกับยอดฝีมือระดับสูงสุดของเซียนเทียนขั้นท้ายกว่าห้าสิบคนแล้วนับว่าหลินไป๋ชวนเตรียมตัวมาได้ค่อนข้างจะพร้อมเลยทีเดียว สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ว่าจะดูอย่างไรฝ่ายเขาก็ไม่มีทางที่จะแพ้ได้เลยแม้แต่น้อย

            หลินไป๋ชวนแสยะยิ้มด้วยสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งแต่ก็แฝงไว้ด้วยความโอหังอย่างหาใดเปรียบ

            เขาผายมือไปทางชายชราผู้นั้นแล้วกล่าวขึ้นมาว่า “ข้าขอแนะนำพวกเจ้าได้รู้จัก ท่านผู้นี้ก็คือท่านประมุขตระกูลซ่างกวันแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อ ท่านซ่างกวันหง!”

            ซ่างกวันหง ราชอาณาจักรโล่ยื่อ

            สองคำนี้สร้างความหวั่นวิตกให้กับคนของอาณาจักรชูอวิ๋นเป็นอย่างมาก

            ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมศัตรูถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้ที่แท้อีกฝ่ายเป็นถึงอสูรเปลวเพลิงอำมหิตผู้เลื่องชื่อแห่งทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปชี่อู่นี่เอง

            แค่ซ่างกวันหงคนเดียวก็มีพลังมากพอที่จะสยบทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นแล้วแต่คราวนี้อีกฝ่ายยังพาพรรคพวกมาเยอะขนาดนี้อีก

            แววตาของฝ่ายชูอวิ๋นหลายคนตอนนี้เริ่มจะดูสิ้นหวังแล้ว

            หลินไป๋ชวนยังคงพูดต่อโคยที่จ้องมองไปทางหลินเฮ่ายวนว่า

            “อย่างที่ข้าเพิ่งบอกไปก่อนหน้านี้...อาณาจักรชูอวิ๋นกำลังเผชิญกับภัยร้ายครั้งใหญ่แล้ว ท่านพี่...คนของอาณาจักรชูอวิ๋นเราไปฆ่าบุตรชายของท่านซ่างกวันหงแต่นอกจากท่านจะไม่ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการแล้ว ท่านยังมาจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างเอิกเกริกให้กับฆาตกรฆ่าคนนั่นอีกหึหึหึ... ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านซ่างกวันหงถึงได้โมโหขนาดนี้เขาต้องการใช้เลือดมาล้างบางพระราชวังแห่งนี้แล้ว!”

            “ท่านเทพยุทธ์!” แม่ทัพผู้พิทักษ์อาณาจักรหลี่จิ้งก้าวออกมาด้านหน้า“เรื่องของซ่างกวันเฟย พวกเราตรวจสอบกันแล้วเป็นมันต่างหากที่มาก่อกวนเศรษฐกิจของอาณาจักรชูอวิ๋นเรา...”

            หลี่จิ้งที่กำลังจะกล่าวคัดค้านนั้นก็ถูกหลี่ไป๋ชวนและซ่างกวันหงจ้องเขม็งกลับมาใส่เขาทีหนึ่ง พลังฟ้าดินอันรุนแรงสายหนึ่งพลันพุ่งเข้าใส่หลี่จิ้งอย่างแรง

            ตูมม

            หลี่จิ้งผู้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของอาณาจักรชูอวิ๋นนี้

            กลับถูกพลังฟ้าดินของซ่างกวันหงแค่สายหนึ่งกดดันเอาไว้ถึงแม้ว่าเขาจะเร่งพลังฟ้าดินทั้งหมดในตัวขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังถูกซัดจนกระเด็นถอยกลับไปสิบกว่าก้าวจนเกือบจะคุกเข่าลงกับพื้นแล้ว

            “เจ้าไม่มีสิทธิ์พูด!” ซ่างกวันหงเปิดปากพูดแล้ว

            เสียงพูดอันแหบแห้งของเขานั้นราวกับลำคอเคยถูกไฟเผามาแล้วก็ไม่ปาน ทุกคำที่พูดออกมานั้นล้วนวนเวียนอยู่ในหัวของผู้คนอย่างน่ากลัว

            ซ่างกวันหงมองไปทางหลินเฮ่ายวนพร้อมกับกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ชีวิตของลูกชายข้าสำคัญกว่าพวกชูอวิ๋นชั้นต่ำหลายพันหลายหมื่นเท่าชีวิตของเขาที่เสียไป ข้าจะให้อาณาจักรชูอวิ๋นของพวกเจ้าทั้งหมดเป็นผู้ชดใช้”

            เป็นคำพูดที่หยิ่งทระนงและโอหังสุดขีด

            ชีวิตของซ่างกวันเฟยแค่คนเดียวแต่กลับจะให้อาณาจักรชูอวิ๋นทั้งหมดต้องชดใช้

            นี่แหละคือนิสัยและวิธีการอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อนของอสูรอัคคี ถึงแม้ว่าการจะให้อาณาจักรชูอวิ๋นทั้งหมดต้องชดใช้นั้นจะฟังดูเกินจริงไปหน่อยแต่หากเขาคิดจะฆ่าคนทั้งหมดในพระราชวังนี้แล้วละก็ มันก็อาจจะทำได้จริงก็ได้

            ซ่างกวันหงหันสายตาจบจ้องไปทั่วบริเวณโดยเฉพาะพวกตระกูลเวินที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษความรู้สึกเกลียดชังและบ้าคลั่งของมันนั้นให้ความรู้สึกราวกับดวงวิญญาณกำลังถูกไฟอสูรเผาผลาญอยู่ก็ไม่ปาน

            หลินไป๋ชวนที่กำลังแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายอยู่นั้นพลันกล่าวออกมาว่า “ท่านพี่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านซ่างกวันเองกพูดออกมาชันเจนมากแล้วนะ... ท่าน และไอ้พวกตระกูลเวินนั่นจะต้องชดใช้ในความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเอง!!”

            พอพูดมาแบบนี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า

            หลินไป๋ชวนก็คือผู้ที่ซ่างกวันหงส่งมาเพื่อทวงความยุติธรรมให้นั่นเอง

            พวกเขานอกจากจะทำให้ตระกูลเวินทั้งหมดต้องชดใช้ด้วยชีวิตแล้วพวกเขายังคิดจะใช้ข้ออ้างนี้ในการแย่งชิงบัลลังก์จากหลินเฮ่ายวนด้วย

            สีหน้าของหลินเฮ่ายวนตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาแล้วเขาจ้องกลับไปหาหลินไป๋ชวนตรงๆ พร้อมกับกล่าวว่า “ต่อให้เจ้าจะสังหารข้าทิ้งลงตอนนี้ แต่ตามกฎของอาณาจักรชูอวิ๋นเราแล้วผู้ที่จะมาสืบทอดราชบัลลังก์ได้ก็ต้องเป็นเจ้าชายเท่านั้น แต่ว่านะน้องชายลูกชายของข้าไม่ยอมให้เจ้าได้สมหวังหรอกนะ”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า... อย่างนั้นหรือ?” หลินไป๋ชวนหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจากนั้นก็เรียกชื่อของคนผู้หนึ่งขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด “หลินหยางเจ้าคิดว่าเสด็จพ่อของเจ้ายังคู่ควรกับบัลลังก์นั่นอยู่หรือเปล่า?”

            อะไรนะ?

            เจ้าชายลำดับที่เก้า หลินหยาง!!

            ทุกคนในห้องโถงพลันรู้สึกตกใจกันทันที

            พวกเขายืนมององค์ชายเก้าที่เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของหลินเฮ่ายวนคนนั้นที่กำลังค่อยๆก้าวเท้าออกมาด้านหน้าอย่างงุนงง

            สีหน้าของ “หลินหยาง” นั้นกำลังยิ้มเยาะออกมาอย่างเย็นชา เขาเดินไปทางฝั่งตรงข้ามภายใต้สายตาที่ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นของคนทั้งหมดในห้องโถงนี้เดินไปยืนอยู่ข้างหลินไป๋ชวน

            ในที่สุดหลินหยาง ไม่สิในที่สุดเฉินเฉาเกอก็ได้มายืนอยู่บนเวทีของตัวเองแล้ว

            เขาหันกลับมาคารวะหลินเฮ่ายวนด้วยท่าทางไร้อารมณ์ พร้อมพูดคำพูดที่ทำเอาผู้คนแทบจะคลั่งตายได้ออกมาว่า

            “ลูกคิดว่าการที่ท่านพ่อกระทำความผิดที่ร้ายแรงขนาดนี้ลงไปนั้นทำให้ท่านพ่อไม่คู่ควรกับตำแหน่งผู้นำแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นอีกต่อไปถึงตอนนี้ลูกจะไร้ความสามารถ แต่ลูกก็ยินยอมที่จะขึ้นมารับช่วงต่อจากท่านพ่อจากนั้นก็กำจัดพวกโฉดชั่วไปจากอาณาจักรเราเพื่อบรรเทาความโกรธเกรี้ยวของท่านซ่างกวันลง... และแน่นอนว่า ไอ้พวกตระกูลเวินเลวทรามสมควรตายและไอ้หลินอี้นั่นจะต้องถูกบดขยี้ให้สลายกลายเป็นเศษเนื้อไปซะ!!”

            “เหลวไหล! หลินหยางเจ้ารู้ตัวรึเปล่าว่าเจ้ากำลังพูดอะไรออกมา!!”

            อีกด้านหนึ่งนั้นเจ้าชายลำดับที่สองหลินเวยนั้นกำลังโมโหจนดวงตาแทบจะลุกเป็นไฟตะโกนออกไปอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าใครเป็นคนดูแลเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้แต่เจ้ากลับบังอาจคิดต่อต้านท่านพ่ออย่างนั้นหรือ!! คุณธรรมของเจ้าถูกโยนให้สุนัขกินไปแล้วหรืออย่างไร!”

            ไร้ซึ่งเหตุผล!

            ไร้ซึ่งคุณธรรม!

            ไม่ใช่แค่หลินเวยเท่านั้นที่โมโหเหล่าขุนนางของชูอวิ๋นเองก็เช่นกัน

            พวกเขาเห็นกับตาอยู่ทุกวันว่าเฉินเฉาเกอมันได้รับความรักจากหลินเฮ่ายวนมากขนาดไหน

            ไอ้พวกลืมบุญคุณแบบนี้เทียบกับหลินไป๋ชวนแล้วมันช่างต่ำช้าและน่ารังเกียจยิ่งกว่าอีกคนแบบนี้ไม่สมควรเกิดเป็นมนุษย์เลย

            แต่เฉินเฉาเกอมันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แถมยังดูท่าทางกำลังเสพสุขกับช่วงเวลานี้อยู่ด้วยซ้ำไป

            จิตใจของมันแต่เดิมก็ดำมืดอยู่แล้วยิ่งมันได้รับความสิ้นหวังจากการที่ตระกูลเฉินสิ้นชื่อเข้าไปด้วยทำให้ตัวมันในตอนนี้มีแต่ความติดที่อยากจะรีบๆ กำจัดพวกมดปลวกตรงหน้านี้ทิ้งซะ โดยเฉพาะหลินอี้มันจะต้องถูกสับทิ้งเป็นหมื่นๆ ชิ้น!

            เขาแย้มรอยยิ้มที่แฝงเต็มไปด้วยความคิดดูถูกเหยียดหยาม “หึหึ ไม่ต้องโมโหไปหรอกทุกท่าน ถ้าผู้ใดไม่ยอมละก็เดี๋ยวข้าจะส่งไปโลกหน้าพร้อมกับเสด็จพ่อของข้าเอง”

            ไอ้เดรัจฉาน!

            นี่แกคิดจะฆ่าพ่อของตัวเองอย่างนั้นรึ!!

            ผู้คนโมโหจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว

            แต่เฉินเฉาเกอ หลินไป๋ชวน และซ่างกวันเฟยนั้นแค่ถอนหายใจออกมาอย่างเย็นชาดังหึ ทีหนึ่งเท่านั้น จากนั้นหลินไป๋ชวนก็ประกาศคำขาดสุดท้ายออกมาว่า

            “เอาละ พูดมากไปก็เสียเวลาเรื่องราวในครั้งนี้จำเป็นจะต้องใช้ซากศพที่สภาพสมบูรณ์และเลือดสดๆ ของพวกตระกูลเวินในการขอขมาท่านซ่างกวันส่วนหลินเฮ่ายวนและพวกขุนนางจะต้องถูกคุมขังเอาไว้ ผู้ใดฝ่าฝืน โทษตายสถานเดียว!! ลงมือซะ หวังหมิงชง!!”

            “ขอรับ!!” หวังหมิงชงรีบพุ่งออกมาจากกลุ่มคนของอีกฝ่าย

            การปรากฏตัวของไอ้คนทรยศนี่ไม่ได้ทำให้ผู้คนประหลาดใจอีกต่อไป

            เห็นมันโบกมือทีหนึ่ง จากนั้นเหล่ายอดฝีมือระดับเซียนที่อยู่ด้านหลังเขาก็เริ่มเดินเข้าไปหาฝ่ายชูอวิ๋นทันที

            “เส้นทางไปคุกสวรรค์ของพระตำหนักแห่งนี้น่ะข้าเชี่ยวชาญสุดๆ เลย องค์จักรพรรดิ เอ๊ยไม่สิ หลินเฮ่ายวนขอเชิญพวกท่านตามข้ามาเถอะ ส่วนเวินติ่งเทียน พวกเจ้าน่ะยืนรอความตายอยู่ตรงนั้นเสียดีๆพวกท่านคงไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ หึหึ!”

            แม้แต่สวะอย่างมันพอได้โอกาสเกาะหลังเสือแบบนี้ก็โอหังอวดดีสุดขีด

            ความเงียบพลันเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณมีเพียงเสียงย่ำเท้าของเหล่ามือดีตระกูลซ่างกวันกว่าห้าสิบคนและเสียงกัดฟันแน่นของเหล่าทหารองครักษ์เท่านั้น

            ไอ้บ้าเอ๊ย!!

            พลังของอีกฝ่ายมันมากเกินไป พวกมันแข็งแกร่งจนน่าสิ้นหวังเลย

            แต่จะยอมปล่อยให้องค์จักรพรรดิถูกพวกมันจับตัวไปแบบนี้ไม่ได้

            ต้องสู้ ต้องสู้เท่านั้น!!

            ฟึบ

            ต้วนเทียนหยาเรียกเอาดาบสะบั้นฟ้าของตัวเองออกมาแล้วสองมือของหลี่จิ้งก็ถือกระบองสะเทือนฟ้าของตัวเองไว้ในมือแล้วเช่นกันการต่อสู้อันดุเดือดกำลังจะปะทุขึ้นแล้ว

            แต่ในตอนนั้นเอง

            ก็มีเสียงพูดของคนๆ หนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบอันแสนกดดันนั่นลง

            “ขอโทษนะ ข้าว่า ข้าน่าจะมีปัญหา”

            เสียงของหลินหยางดังก้องไปทั่วห้องโถงสายตาของคนทั้งหมดพลันหันมาจับจ้องที่เขาคนเดียว

            “เจ้า? หลินอี้??”

            ไอ้สวะหวังหมิงชงจ้องมองหลินหยาง มันมองอยู่นาน สักพักมันก็แสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา

            “เจ้า... ยังกล้าพูดอยู่อีกรึ?”

            นั่นสิ

            ทำไมหลินอี้ยังกล้าพูดออกมาในสถานการณ์แบบนี้กันล่ะนี่?

            ถ้าเดาไม่ผิดละก็เขาน่าจะเป็นคนที่ตายอนาถที่สุดในที่แห่งนี้แล้ว ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นละก็เกรงว่าคงไปคุกเข่าอ้อนวอนไม่ให้ตัวเองต้องตายอย่างทรมานแล้ว จะมีใครกล้าเสนอหน้าออกไปให้อีกฝ่ายบั่นหัวเองแบบหลินอี้กัน

            หลินหยางมองไปทางหวังหมิงชง “แกเป็นคนถามพวกเราเองไม่ใช่หรือว่าใครมีปัญหา? ข้านี่อย่างไรมีปัญหา...”

            ป้าเจ้าสิ!

            ขนาดสถานการณ์กำลังกดดันขนาดนี้ แต่ผู้คนก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะแอบยิ้มขำตรงมุมปากให้กับคำพูดของหลินอี้

            ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงพูดที่โอหังยิ่งกว่าดังขึ้น

            หั่วเอ๋อร์ที่บินมายืนอยู่บนไหล่ของหลินหยางนั้นจ้องมองไปที่หวังหมิงชง จากนั้นก็ถลึงตาใส่อีกฝ่าย “หลินอี้น้อย ข้าออกไปสู้ได้ยัง? ได้รึยัง? กรงเล็บของท่านหั่วเอ๋อร์ผู้นี้มันกำลังกระหายเลือดจนทนแทบไม่ไหวแล้วนะ!”

            โอ้

            ยังมีอีกตัวที่กำลังรอวิวาทอยู่เสียด้วย

            หวังหมิงชงที่เห็นหั่วเอ๋อร์แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อตอนนั้นนึกถึงภาพที่หนึ่งคนหนึ่งนกแผลงฤทธิ์ ครั้งใหญ่นั่น ทำเอาเขาโมโหจนแทบทนไม่ไหว

            ซ่างกวันหง เฉินเฉาเกอ ล้วนโกรธเกลียดหลินอี้จนปรารถนาที่จะจับหลินอี้มาบดขยี้จนแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆคามือแล้ว พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้หลินอี้แสดงความอวดดีอะไรออกมาได้อีกแน่...

            “ฆ่า!!”