อวลกลิ่นดอกท้อ ด้ายแดงสวรรค์

    ตอนที่ 29 เคียงข้าง

    หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาว ข้างลำตัวห้อยพู่หยกสีนวลล้ำค่าข้างเอว ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจนงดงามแปลกตา ชายกระโปรงพลิ้วไหวสู้กับแรงลม รองเท้าปักสีขาวย่ำไปมาบนพื้นหิมะจนเกิดรอยเท้าเล็กๆเป็นวงกว้าง ดวงตาดอกท้อโค้งเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น รอยยิ้มฉีกกว้างจนเห็นลักยิ้มข้างแก้มขวาได้อย่างชัดเจน มือเรียวขาวข้างหนึ่งกำลังโบกก้านดอกท้อไปมา

    ร่างในอาภรณ์ขาวเมื่อยืนอยู่บนลานหิมะกลับกลมกลืนเข้ากลายเป็นหนึ่งเดียว

    เฟยหลงซึ่งเดินออกมาจากห้องหยุดยืนจ้องมองภาพหญิงสาวโบกก้านดอกท้อให้เขาท่ามกลางภาพหิมะสีขาวโพลนในลานบ้าน ดวงตานิลเดิมทีมีเพียงความเย็นชา แต่ตอนนี้กลับไม่สามารถปกปิดความตกตะลึงได้อีกต่อไป

    เงาร่างท่ามกลางหิมะทำให้เขาจินตนาการถึงภาพวาดหญิงสาวมีเส้นผมสีขาวไม่รู้ว่าจะน่าตกตะลึงและงดงามเพียงใด เฟยหลงมองนางค่อยๆ เดินตรงเข้ามาหาเขาพร้อมกลิ่นลูกท้อผสมกับกลิ่นดอกท้อซึ่งกำลังถูกโบกอยู่เบื้องหน้าจนบางดอกแทบเฉียดผ่านจมูก

    “ข้าเรียกคุณชายอยู่หลายครั้ง คุณชายกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” ป๋ายฮวาถามและโบกก้านดอกท้อเบื้องหน้าเขาอีกครั้งเพื่อเรียกร้องความสนใจ

    เฟยหลงก้มหน้าลงมองพร้อมคว้าเอาก้านดอกท้อไว้ “ไม่มีอะไร ไปกันเถิด”

    “รอสักครู่เจ้าค่ะ” เสียงใสร้องห้ามก่อนจะยกชายกระโปรงขึ้นและวิ่งกลับไปยังโต๊ะกลางห้องโถงหยิบเอาหน้ากากสีเงินยื่นมาให้

    เฟยหลงก้มหน้ามองหน้ากากในมือหญิงสาวด้วยความรู้สึกแน่นหน้าอก คนประหลาดเช่นเขา แม้จะออกไปด้านนอกยังไม่สามารถออกไปได้ดั่งใจเหมือนคนอื่น นี่คงเป็นเหตุผลที่เขาไม่อยากย่างก้าวออกจากเรือน

    ป๋ายฮวากะพริบตามองชายหนุ่มรอคอยให้เขาหยิบหน้ากากเงินไปจากมือของนางสักที เกิดอันใดขึ้นหรือ ไม่พอใจหน้ากากเงินของนางอย่างนั้นหรือ นางสั่งทำหน้ากากใบนี้ให้เขาอยู่หลายเดือนเชียวนะ กว่าจะตามหาช่างกว่าจะตามหาแร่เหล็กมาหลอมเป็นหน้ากากนี้ได้ นางต้องใช้จ่ายไปจำนวนมากเลย และยังเป็นงานที่ใช้ความเอาใจใส่เป็นอย่างมาก มีหลายจุดที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน

    เขาคงไม่ใช่ไม่พอใจหน้ากากในมือของนางหรอกนะ

    ป๋ายฮวาเม้มปากน้อยใจ กำลังจะอ้าปากร้องถามเขา เสียงแหบพร่าก็เอ่ยออกมาก่อนว่า “เจ้ารังเกียจใบหน้าของข้าใช่หรือไม่” ท้ายประโยคแทบจะควบคุมความสั่นเครือไม่ได้

    เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองสามารถยอมรับรอยประหลาดสีม่วงบนใบหน้าได้ เขาทำเป็นไม่สนใจและไร้ความรู้สึก หลายปีก่อนเขายังเป็นเด็กแม้จะถูกบิดามารดารังเกียจ ถูกเหล่าน้องชายดูถูกและทำร้าย เขาก็แทบจะไม่ให้ความสนใจและไม่รู้สึกโกรธแค้นเลยแม้แต่น้อย ในใจรู้สึกด้านชา คร้านที่จะสนใจความคิดของคนอื่น

    แต่เมื่อก้มลงมองดวงตาดอกท้อซึ่งกำลังจ้องมองใบหน้าของเขา กลับทำให้หัวใจแกร่งรู้สึกหวาดกลัวและรู้สึกว่าตัวเองน่ารังเกียจจนอดน้อยใจต่อโชคชะตาไม่ได้ ตำแหน่งนางในหัวใจของเขาสำคัญกว่าทุกคน นับตั้งแต่นางยื่นหน้ากากเงินให้ เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองใส่ใจความคิดและให้ความสำคัญกับหญิงสาวเบื้องหน้ามากแค่ไหน

    เขามักรู้สึกประหม่าและรู้สึกไม่มั่นใจทุกครั้งเมื่อยืนอยู่ต่อหน้านาง

    มือหนากำมือแน่น ดวงตานิลก้มลงมองหญิงสาวด้วยความน้อยใจ จู่ๆ ก็รู้สึกอยากเอาแต่ใจขึ้นมาและอยากร้องไห้เช่นเดียวกันเพื่อรอให้นางปลอบ ริมฝีปากสีแดงเม้มเป็นเส้นตรงเมื่อรู้สึกถึงความคิดของตัวเอง แต่นอกจากจ้องดวงตาดอกท้อนั้นเขาก็ไม่มีความกล้าทำอะไรอีกเลย

    “คุณชายกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่หรือเจ้าคะ ข้าเพียงแค่เกรงว่าใบหน้ารูปงามของคุณชายจะดึงดูดฝูงผีเสื้อทั้งหลายจนข้ารำคาญเท่านั้นเอง แม้ข้าจะอยากมีนายหญิง แต่คุณชายอายุ 17 ปีเองนะเจ้าคะ” ป๋ายฮวาอธิบายกลั้วเสียงหัวเราะ

    หลังจากนางพูดจบประโยค ความน้อยใจเหล่านั้นของเฟยหลงก็ถูกเตะทิ้งอย่างรวดเร็ว “อายุ 17 ปีก็มีคู่หมั้นและกำหนดงานสมรสได้แล้ว” เขาแก้คำพูดทันที เขาไม่รู้ว่านางกล่าวผิดที่ใดเพียงแต่คำพูดของนางกลับทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่หลายส่วนจนต้องรีบแก้ความเข้าใจผิดของนาง

    “ถ้าอย่างนั้น ก็สวมหน้ากากนี้เถิดเจ้าค่ะ” ป๋ายฮวาบอกก่อนจะยัดหน้ากากเงินใส่มือเขา

    เฟยหลงก้มมองหน้ากากในมือตัวเองถามเสียงแหบพร่าว่า “เจ้ารังเกียจใบหน้าของข้าใช่หรือไม่” น้ำเสียงอันแหบเครือเผยอารมณ์ขมขื่นอันเข้มข้น

    “ใบหน้าคุณชายรูปงามเช่นนี้จะรังเกียจได้อย่างไร จริงๆ นะเจ้าคะ” เมื่อเห็นเฟยหลงขมวดคิ้วคล้ายไม่เชื่อคำพูดของนาง ป๋ายฮวาจึงรีบพยักหน้ารัวเพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง

    ชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำ ถูกตัดเย็บอย่างประณีต ชุดนี้นางจ้างร้านตัดเย็บให้เขาด้วยความตั้งใจ เสื้อคลุมสีดำถูกปักด้วยดิ้นสีทองทำให้ไม่ได้ดูดำมืดจนเกินไป ร่างกายสูงใหญ่เพราะฝึกวรยุทธ์มานานหลายปี ดวงหน้าคมเข้มสมกับเป็นว่าที่แม่ทัพ คิ้วกระบี่ดกดำ นัยน์ตาสีนิลสนิทบ่งบอกความเย็นชา ดวงตามังกรเพียงแค่ปรายตามองก็สามารถทำให้รู้สึกถึงความกดดันได้ไม่ยาก จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักหนาได้รูป โครงหน้าเห็นสันกรามได้อย่างชัดเจน แม้จะคล้ายมหาเทพเพียง 4 ส่วนเท่านั้นแต่ก็รูปงามไม่น้อย

    “ท่านรูปงามมาก” ป๋ายฮวาย้ำคำพูดตัวเอง นางพยักหน้าหลายครั้งเพื่อชื่นชมโครงหน้าหล่อเหลาของเขา มิน่าเล่าถึงมีตำนานว่ามีหญิงงามหลายคนแม้จะหวาดกลัวต่ออำนาจของมหาเทพแต่ยังยอมเสี่ยงชีวิตขอโอกาสได้ขึ้นไปวังเมฆานิลสักครั้ง รูปงามถึงเพียงนี้ไม่รู้ว่าในอดีตใบหน้านี้ทำร้ายหญิงงามไปจำนวนเท่าใดแล้ว

    เฟยหลงจ้องมองดวงตาดอกท้อเพื่อหาร่องรอยคำพูดโกหก แต่นอกจากสายตาชื่นชมและรอยยิ้มอ่อนโยน เขาก็ไม่รู้สึกถึงความรังเกียจในแววตาของนางเลย

    “จริงหรือ” ชายหนุ่มถามอีกครั้งด้วยความไม่มั่นใจ แม้รู้ว่านางไม่หวาดกลัวรอยประหลาดสีม่วงเพราะอยู่ด้วยกันมานาน แต่หลังจากได้ยินนางบอกว่าไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อยด้วยหูของตัวเอง เขากลับรู้สึกตื้นตันและมีความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกที่มีใครสักคนยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นรู้สึกดีเช่นนี้นี่เอง

    ในแผ่นดินที่มีผู้คนนับล้าน นางกลับเป็นคนแรกที่ไม่รังเกียจรอยประหลาดบนใบหน้าของเขา นับตั้งแต่เกิดมามีเพียงนางคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาเท่านั้น ในโลกที่โดดเดี่ยวการมีนางยืนอยู่เคียงข้างเป็นความรู้สึกที่ดีไม่น้อย จนเขาค่อยๆ รู้สึกหวงแหนดวงตาดอกท้อคู่นี้ของนางเสียแล้ว หากวันหนึ่งนางใช้ดวงตาชื่นชมคู่นี้มองชายอื่น เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าวันนั้นตัวเองจะเสียใจและยอมทำสิ่งเลวร้ายใดบ้างเพื่อดึงสายตานางกลับคืนมา

    “เจ้าไม่รังเกียจรอยประหลาดบนหน้าข้า.....จริงหรือ” เฟยหลงถามอีกครั้งเพื่อย้ำคำพูดของนาง

    ป๋ายฮวาฉีกยิ้มกว้างจนมองเห็นลักยิ้มข้างแก้ม มือเรียวยกขึ้นลูบรอยสายฟ้าสีม่วงบนใบหน้าเฟยหลงอย่างลืมตัว “คุณชายก็ไม่รังเกียจผมสีขาวของข้าเช่นกัน ไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

    ทำไมนางเพิ่งรู้นะว่าใบหน้าของผู้ชายนุ่มลื่นเช่นนี้ ความรู้สึกลื่นและอบอุ่นบนฝ่ามือทำให้นางไม่อาจละมือออกจากดวงหน้าคมเข้มได้ สวรรค์จะเอ็นดูมหาเทพมากเกินไปแล้ว นางบำรุงตั้งมากมายแต่ใบหน้าที่ตากแดดท้าลมหิมะทุกวันกลับนุ่มลื่นถึงเพียงนี้

    มือเรียวสีขาวลูบตั้งแต่หน้าผากของเฟยหลง ค่อยๆ ไล่ลงมาข้างแก้มทั้งสองข้าง ก่อนจะวนรอบริมฝีปากหยักได้รูปและใต้คางเป็นครั้งสุดท้าย ตอของหนวดทำให้นางรู้สึกจักจี้บนฝ่ามือ

    ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณชายของนางมีไรหนวดนะ ตอของหนวดเคราคล้ายถูกโกนออกในทุกเช้าโดยที่นางไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยว่าชายหนุ่มวัย 17 ปีก็เริ่มมีหนวดแล้ว อาจจะเพราะร่างกายที่ได้รับการดูแลอย่างดีและออกกำลังกายเป็นประจำส่งผลให้เขาเริ่มมีหนวดเคราโดยที่นางไม่รู้ตัว หรืออาจจะเป็นเพราะคนในกองทัพที่สอนให้เขาดูแลหนวดของตัวเองเช่นไร เขาจึงไม่เคยนำเรื่องนี้มาปรึกษานาง ความรู้สึกที่จั๊กจี้ตรงฝ่ามือทำให้ป๋ายฮวาลูบเล่นอย่างเพลินมือ

    มือเรียวค่อยๆ กลับไปลูบแก้มทั้งสองข้างของเฟยหลงอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเขาไม่ห้ามปรามนางเลยแม้แต่คำเดียว นอกจากคิ้วกระบี่ที่กำลังขมวดผูกกันเป็นปมเท่านั้น ส่งผลให้นางลืมตัวลูบไปตามรอยสายฟ้าบนใบหน้าของเขาด้วยความสนุก

    ป๋ายฮวาขมวดคิ้วตั้งใจลูบรอยสายฟ้าเมื่อรู้สึกว่าลื่นมือคล้ายรอยสักมากกว่า เดิมทีนางคิดว่ารอยนี้จะนูนขึ้นมาคล้ายแผลเป็น เพราะหากเขารู้สึกโกรธจะสังเกตเห็นว่ารอยสายฟ้าสีม่วงเหล่านี้จะนูนขึ้นมาจนเห็นได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อได้ลูบจริงๆ กลับลื่นมือคล้ายกับว่ามันฝังลึกลงเส้นเลือดมากกว่า

    หญิงสาวยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อตั้งใจมองรอยสายฟ้าก่อนจะคลี่ยิ้มด้วยความดีใจ เดิมทีคิดว่าเป็นรอยแผลเป็นจนไม่มีทางรักษา แต่เมื่อตั้งใจมองใกล้ๆ กลับเป็นรอยเส้นเลือดบนใบหน้าของเขาซึ่งคล้ายรอยสายฟ้าเท่านั้นเอง นางเข้าใจผิดเรื่องนี้อยู่นานเลยแต่นางทราบดีว่ารอยนี้เกิดจากเคราะห์สวรรค์ ต้องค่อยๆ คิดค้นสูตรยาเพื่อรักษาเขาแล้ว

    ตอนแรกคิดว่าเป็นรอยแผลบนผิวหนังของเขา แต่เมื่อรู้ว่ารอยสายฟ้าเกิดขึ้นตามกระแสเลือดภายในร่างกาย ขอเพียงรักษาจากภายในบางทีอาจจะสามารถลดรอยสายฟ้าเหล่านี้ได้ มือบางลูบใบหน้าของเขาไปมาอย่างเพลินมือ

    เฟยหลงมองการกระทำของหญิงสาวเบื้องหน้านิ่ง คิ้วทั้งสองข้างคลายปมออก ดวงตานิลเย็นชาค่อยๆ เปล่งประกายความอ่อนโยนและรู้สึกอ่อนใจปล่อยให้หญิงสาวลูบใบหน้าของตัวเองเล่น ไม่รู้สึกว่ามันน่ารำคาญเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังก้มหน้าลงต่ำเพื่อให้นางลูบใบหน้าของเขาได้สะดวกยิ่งขึ้นอีกด้วย

    ใบหูค่อยๆ แดงระเรื่อเมื่อมือบางไล่ต่ำลงมายังลำคอของเขาและลูบไล้เบาๆ จนขนลุก ความรู้สึกชาวาบประหลาดค่อยๆ ไล่ไปตามร่างกายและแขนขาจนรู้สึกไร้เรี่ยวแรง กองไฟกองหนึ่งราวกับถูกก่อขึ้นอย่างรุนแรง เฟยหลงรีบคว้าจับมือเล็กนั้นก่อนที่นางจะเลื่อนลงต่ำมากกว่านี้

    “พอแล้ว....” เสียงแหบพร่าห้ามปรามเจ้าของมือซุกซน ลำคอรู้สึกแห้งผาก ในดวงตาราวกับมีเปลวเพลิงสุมอยู่กองหนึ่ง เขามองนางทั้งที่ตอนนี้หูและลำคอแดงก่ำจนสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน

    ป๋ายฮวาชะงักนิ่งก่อนจะรู้ตัวว่าเมื่อครู่ตัวเองลูบมือไปตามเส้นเลือดบนใบหน้าของเขาอย่างเพลิดเพลินเพียงใด พอมองเห็นหูแดงก่ำของเฟยหลง นางก็กระแอมเรียกสติของตัวเองและของเขาอย่างกระอักกระอ่วน

    “ข้าไม่รังเกียจคุณชายแน่นอนเจ้าค่ะ” ป๋ายฮวาย้ำและเสมองไปทางอื่นด้วยความเขินอาย ตอนนี้ไม่ใช่เพียงเฟยหลงมีใบหูแดงก่ำ ใบหน้าของนางก็ค่อยๆ แดงระเรื่อขึ้นจนรู้สึกผ่าวร้อนเช่นกัน

    เฟยหลงกระแอมไอให้คอโล่งอีกครั้งเพื่อไล่ความรู้สึกร้อนดั่งไฟเผาตามร่างกาย ลำคอแห้งผากกลืนน้ำลายลงคอเพื่อไม่ให้แหบพร่าเช่นเมื่อครู่ เขาสวมหน้ากากเงินอย่างรวดเร็วเพื่อปิดปังความประหม่าของตัวเอง

    “ไปกันเถิด” ร่างสูงก้าวเดินเลี่ยงหญิงสาวออกไปทำให้ป๋ายฮวาซึ่งกำลังเขินอายอยู่ต้องวิ่งตามเขาไปเช่นกันเพราะเกือบลืมไปแล้วว่าวันนี้ยังต้องไปเที่ยวอีก นางปัดเรื่องกระอักกระอ่วนเมื่อสักครู่ทิ้งไปอย่างรวดเร็วเพราะรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวเล่นตามเทศกาลของมนุษย์สักที

    ใช่ว่านางไม่เคยเข้าร่วมเทศกาล แต่นางมักจะได้เดินคนเดียวเสมอ หรือบางครั้งนางจะเดินผ่านเพื่อตามหาซื้อของให้เฟยหลงเท่านั้น บางครั้งนางยังถือโอกาสเข้าร่วมการประมูลตามโรงเตี๊ยมใหญ่ด้วยซ้ำ แต่เพราะนี่คือครั้งแรกที่เฟยหลงยินยอมออกไปเที่ยวเป็นเพื่อนนางจึงรู้สึกน่าตื่นเต้นไม่น้อย เหมือนรู้สึกว่านี่ถึงจะเป็นการท่องเที่ยวของนางครั้งแรกเสียมากกว่า

    เฟยหลงมองท่าทางกระโดดโลดเต้นของหญิงสาวเบื้องหน้าด้วยดวงตาอ่อนโยน ใบหน้าคลายความเย็นชาลงไปหลายส่วน ทอดสายตามองเส้นทางที่เงียบเหงาบนถนนทิ้งร้างมาหลายปี เดิมทีโลกของเขาก็ควรจะเป็นเช่นนี้ ทั้งมืดมิดและเงียบสงบ

    จนกระทั่ง.... มีนางเดินเข้ามาในชีวิต…

    เงาร่างของคนสองคนเดินเคียงคู่กันท่ามกลางความมืด ในมือของชายหนุ่มมีโคมไฟเล็กๆ ส่องนำทาง หนึ่งขาวหนึ่งดำเคียงคู่กันค่อยๆ เดินอย่าวเชื่องช้า บางครั้งหญิงสาวก็มักจะมีเรื่องพูดคุยอีกมากมาย เสียงพูดเจื้อยแจ้วกังวานใสปานกระดิ่งบนยอดเขา บทสนทนาตลอดเส้นทางมีแค่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าตอบรับและส่งเสียงตอบบ้างบางครั้งเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจจะปิดบังรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาได้เลย

    ดวงตาเย็นชาโค้งลงเล็กน้อย ด้านในไม่ได้เย็นยะเยือกเหมือนเคย มันเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและอบอุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

    ดูเหมือนว่าเส้นทางสายนี้จะไม่ได้เงียบเหงาอีกต่อไปแล้ว


    ...................????????????????..............


    อ่านฟรีถึงตอนที่ 35 นะคะ

    คล้ายกับเรื่องอวลกลิ่นดอกท้อ ด้ายแดงสวรรค์ ที่คุณอ่าน