ไม่กี่นาทีต่อมาณ โรงพยาบาลเป่ยจิง
“พี่ชายมู่ผมคิดไม่ถึงจริงๆเลยว่าพี่จะกลับมาแล้วแล้วนี่พี่ไปทําอะไรมาเนี่ยถึงได้ดูเปลี่ยนไปมากขนาดนี้?’’หลังจากที่เห็นชายหนุ่มเดินทางมาถึง หวังคังก็ดูประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาแทบจําอีกฝ่ายไม่ได้ด้วยซํ้าแล้วนี่มันเป็นไปได้อย่างไรที่อีกฝ่ายเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ในเวลาเพียงแค่หนึ่งอาทิตย์?
น่าเหลือเชื่อเป็นบ้า!
“ป้าฉู่อาการเป็นอย่างไรบ้าง?’’ถูกถาม มู่หลินไม่ตอบ เขาเพียงยิ้มบางแล้วถามถึงอาการของป้าฉู่
หวังคังก็ไม่รอช้าที่จะนํามู่หลินไปยังห้องคนไข้ร่วมในระหว่างทางเขาจึงพลอยอธิบายอาการของป้าฉู่ไปด้วย
“ป้าฉู่…’’เห็นป้าฉู่มีสภาพดูไม่ดีจนต้องนอนบนเตียง มู่หลินก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาเขาในตอนนี้โกรธเป็นอย่างมาก แต่ว่าเมื่ออยู่ที่นี่แล้วเขาก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายกังวล จึงทําหน้ายิ้มเข้าไว้เสมอ
“หลินน้อย…’’ด้านฉู่อันที่เห็นชายหนุ่มมาถึงแม้จะอึ้งไปบ้าง แต่เธอก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างไรก็ตามในวินาทีต่อมาเธอก็เลือกที่จะส่ายหัว “คังน้อยคงบอกเธอไปแล้วแต่ปล่อยป้าไปเถอะเพราะถึงยังไงป้าก็เป็นมะเร็งอยู่ดี ดังนั้นจะดีกว่าที่ป้าไม่ต้องเดือดร้อนพวกเธอ…’’
“ป้าฉู่พูดอะไรอย่างนั้น?พวกผมน่ะไม่เดือดร้อนเลยสักนิด!’’ อย่างไรก็ตามก่อนที่เธอจะพูดจบเสียงของหวังคังก็ดังขึ้นด้วยความโมโหเขาโมโหเป็นอย่างมากที่ป้าฉู่ถอดใจยอมแพ้ง่ายๆเช่นนี้
“ใช่แล้วพวกเรานั้นถูกป้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก เกรงว่าหากไม่ได้ป้า ก็คงจะไม่มีพวกเราจนถึงทุกวันนี้อีกอย่างป้าไม่ต้องเป็นห่วงเลยเพราะการเดินทางไปยังมาเก๊าครั้งนี้มันได้ทําให้ผมได้เงินมานิดหน่อยดังนั้นผมจะให้ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมการรักษาอย่างดีให้เอง!’’ กลับกันมู่หลินเลือกที่จะยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เขาซาบซึ้งในตัวของป้าฉู่เป็นอย่างมาก เพราะหากไม่มีเธอเขาคงไม่อยู่มาจนถึงทุกวันนี้และสามารถขึ้นเป็นจุดสูงสุดของแดนเต๋าได้หรอกดังนั้นเธอสําหรับเขาจึงเปรียบเสมือนแม่คนหนึ่ง
แม่ที่ให้กําเนิด!
เพราะอย่างนั้นเขาจะตอบแทนบุญคุณทั้งหมดด้วยทุกสิ่งที่มี!
“หลินน้อย…’’ได้ยิน แม้ฉู่อันจะไม่เชื่อแต่เธอก็รู้ดีว่าพวกเขาคงจะไม่ฟังเหตุผลเธอดังนั้นเธอจึงนํ้าตาไหลอีกครั้ง
เห็นอย่างนั้นมู่หลินก็อดไม่ได้ที่จะหันไปทางหวังคัง“ไปติดต่อขอย้ายห้องไปยังห้องพิเศษเดี๋ยวนี้!’’
“เข้าใจแล้ว!’’ถึงหวังคังจะอึ้งในท่าทีที่แตกต่างจากเดิมของมู่หลินเขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะรีบทําตามคําสั่ง
ไม่ช้าหวังคังก็กลับมา แต่เขากลับมาด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น ดังนั้นมู่หลินจึงขมวดคิ้ว“เกิดอะไรขึ้น?’’
ทว่าก่อนที่หวังคังจะได้เอ่ยตอบเสียงเยาะเย้ยของผู้ป่วยคนอื่นๆก็ดังขึ้น
“จะเกิดอะไรขึ้นซะอีกล่ะนอกจากเรื่องฐานะ?พวกแกมันก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งดังนั้นตอนนี้ที่ห้องพิเศษมีคนไข้เต็มมันจะไปเหลือห้องให้กับคนที่มีฐานะธรรมดาอย่างพวกแกได้อย่างไร!’’
“ถูกต้อง!เวลานี้น่ะห้องพิเศษเต็มหมดแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะมีเงินมากแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีฐานะหรือชื่อเสียงดีพอพวกเขาก็ไม่ต้อนรับหรอก!’’
“ฮ่าๆๆๆๆ!ไอ้ฉันก็คิดไว้อยู่แล้วเชียว แต่ใครจะไปคิดกันล่ะว่าพวกนี้ก็โดนปฏิเสธเหมือนกัน!’’
“...’’
จากเสียงที่ดังขึ้นนับไม่ถ้วนมู่หลินสามารถรู้ได้ทันทีเลยว่าคนพวกนี้ก็ไม่ได้ขาดแคลนเรื่องเงินแต่การที่พวกเขามาอยู่ที่นี่คงเป็นเพราะเรื่องฐานะจริงๆอย่างไรก็ตามเขากลับไม่สนใจและหน้านิ่งตอบกลับไปอย่างไม่แยแสว่า“นั่นไม่ใช่เรื่องสําหรับคนที่ไม่มีปัญญาเข้าถึงห้องพิเศษ!’’
ทันทีที่ชายหนุ่มพูดออกไปผู้ป่วยทั้งหมดที่ได้ยินก็ต่างโกรธเป็นฟืนเป็นไฟพวกเขาโกรธเป็นอย่างมากที่ถูกชายหนุ่มตอกหน้าเช่นนี้
ด้านหวังคังและฉู่อันก็ตกตะลึงไปเหมือนกันทั้งสอบแทบไม่อยากเชื่อเลยจริงๆว่าชายหนุ่มคนนี้จะเป็นคนเดียวกันกับที่ชอบประหม่าและไม่ค่อยกล้าสู้หน้าคน
นี่มันเป็นไปได้อย่างไร!
เขาเปลี่ยนไปขนาดนี้ในหนึ่งอาทิตย์ได้ยังไง?
“ฮัลโหลนั่นนายใช่ไหมเสี่ยวเย่?ฉันหวังว่าไอ้สิ่งที่นายพูดมาจะไม่ได้เป็นแค่ลมปากนะเพราะงั้นติดต่อทําเรื่องย้ายผู้ป่วยในโรงพยาบาลเป่ยจิงที่ชื่อฉู่อันให้หน่อยบอกเขาว่าย้ายไปห้องที่ดีที่สุด!’’ ด้านมู่หลินก็ไม่ได้สนใจท่าทีของทุกคน เขาเพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรหาเสี่ยวเย่ตามเบอร์ที่อยู่บนนามบัตรเพราะในความทรงจําของเขานามบัตรที่ได้รับจากอีกฝ่ายนั้นได้ระบุข้อมูลโดยรวมไว้ทุกอย่างว่าเป็นหนึ่งในลูกหลานของสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงดังนั้นเขาจึงหวังว่ามันจะใช้การได้บ้าง
“เอ่อ...ตกลง!’’ถึงจะงงๆอยู่บ้าง แต่เสี่ยวเย่ที่ถือสายรออยู่ก็ไม่ลังเลเลยที่จะตอบตกลงเขายินดีเสมอที่จะได้ช่วยคนที่มีความสามารถอย่างชายหนุ่ม
“ขอบคุณ!’’ได้ยิน รอยยิ้มอันพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของมู่หลินก่อนวางสายเดิมทีเขาไม่คิดว่าจะได้ใช้มันด้วยซํ้า แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่เป็นอย่างนั้นแล้วอีกอย่างแม้เขาจะสามารถรักษาป้าฉู่ด้วยตัวเองได้แต่หากทํามันที่นี่เขาก็กลัวว่าจะทําให้เธอไม่สบายใจดังนั้นพอไปถึงห้องผู้ป่วยพิเศษแล้ว เขาจะรักษามันแล้วตีเนียนไม่รู้เรื่อง
สําหรับมู่หลินแล้วป้าฉู่ที่เปรียบเสมือนแม่เขาไม่กล้าที่จะทําให้เธอสงสัยหรือกังวลมากดังนั้นเรื่องความสามารถต่างๆเขาจึงไม่อยากเผยมันออกมาในตอนนี้ทั้งหมดก็เพราะเขากลัวว่าเธอจะไม่สบายใจและกังวลกับความสามารถที่เขาไม่เคยมีมาก่อนอีกอย่างเขาก็จะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาโดยการตอบคําถามต่างๆได้
กลับกัน เหล่าผู้ป่วยที่ได้ยินก็หัวเราะเยาะสนั่นก่อนมองด้วยสายตาดูถูกไปยังชายหนุ่มมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดสิ่งที่ว่ามาขึ้นอีกอย่างถึงเป็นไปได้ก็คงต้องรออีกนานเลยดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกดูถูกชายหนุ่มเป็นอย่างมากที่กล้าวางท่าเป็นคนมีฐานะเช่นนี้
“พี่ชายมู่…’’หวังคังที่เห็นก็รู้สึกไม่สบายใจ ถึงเขาจะเชื่อใจมู่หลินแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทนการดูถูกและเยาะเย้ยพวกนี้ได้
“หลินน้อย…’’ฉู่อันก็เช่นกัน เธอรู้สึกตกใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่มเป็นอย่างมากมันราวกับว่าเขาไม่ใช่ลูกชายคนเดิมทีเธอเคยให้กําเนิดอย่างไรอย่างนั้น
ทว่าก่อนที่ทุกคนจะได้ทําอะไรทันใดนั้นเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้น
“คนไหนคือท่านหญิงฉู่อัน?’’วินาทีต่อมา ชายวัยกลางคนในชุดสีขาวที่ดูมีภูมิฐานก็ก้าวเดินเข้ามา ก่อนจะเผยให้เห็นถึงพยาบาลสาวที่ติดตามมาอย่างรีบร้อน
“นั่นมันผู้อํานวยการจ้าว!จ้าวกังไฉ!’’
“ว่าแต่เมื่อครู่ผู้อํานวยการพูดถึงใครนะ!แล้วเขาคนนั้นเป็นใครกันถึงได้ทําให้ผู้อํานวยการจ้าวลงมาด้วยตัวเองเช่นนี้ได้?’’
“ฉู่อัน!ชื่อนี้ทําไมรู้สึกคุ้นๆเหมือนเพิ่งได้ยินไปเลย?’’
“...’’
“ทางนั้นค่ะผู้อํานวยการจ้าว!’’ครู่ต่อมา พยาบาลสาวที่ติดตามมาด้วยก็ผายมือไปทางเตียงที่พวกมู่หลินยืนอยู่
“คุณคือท่านหญิงฉู่อันสินะ?ขออภัยที่มาช้า ผมคือผู้อํานวยการจ้าวแห่งโรงพยาบาลเป่ยจิงแห่งนี้ดังนั้นตอนนี้ผมจะนําคุณไปยังห้องที่ดีที่สุดของโรงพยาบาลของเราที่เพิ่งสร้างเสร็จให้เองทั้งนี้เราจะจัดการรักษาคุณอย่างดี!’’ เห็นอย่างนั้นผู้อํานวยการจ้าวก็เดินเข้าไปอย่างรีบร้อนแล้วยิ้มให้กับเธอก่อนหันไปทางพยาบาลสาวคนนั้นแล้วพูด“เอาล่ะเคลื่อนย้ายเธอได้แล้ว!’’
พริบตานั้นทุกๆอย่างราวกับถูกหยุดเอาไว้ ทั่วทั้งห้องปราศจากเสียงใดๆนอกจากความเงียบ
เงียบกริบ!
ผู้ป่วยทั้งหมดในเวลานี้ต่างมองาภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อไม่ช้า พวกเขาก็ต้องมองไปยังชายหนุ่มด้วยความหวาดกลัว
ชายหนุ่มคนนี้...เขาเป็นคนใหญ่คนโตไม่ผิดแน่!
ภายใต้ความหวาดกลัวของผู้ป่วยทั้งหมดผู้อํานวยการจ้าวไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้นเขาเพียงสั่งให้นางพยาบาลทั้งหลายทําการเคลื่อนย้ายฉู่อันไปยังห้องที่ดีที่สุด
เห็นอย่างนั้นหวังคังก็ตกตะลึงไปตอนนี้เขาจึงอดไม่ได้ที่จะมองไปยังมู่หลินด้วยความซับซ้อน
อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะได้ถามอะไรในเวลาต่อมาเขาก็พลันต้องตะลึงอีกครั้ง
“คุณคงเป็นคุณชายมู่ใช่ไหม?ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆที่ไม่รู้มาก่อนว่าคุณชายมู่เข้าใช้บริการที่นี่ดังนั้นหากผมไม่ได้คุณชายรองจากสี่ตระกูลใหญ่อย่างเสี่ยวเย่โทรมาบอกผมคงจะไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ!’’ หลังจากที่เคลื่อนย้ายฉู่อันเสร็จแล้วผู้อํานวยการจ้าวที่ยังไม่ได้ไปด้วยก็หันไปยังชายหนุ่มที่ดูตรงตามลักษณะที่ได้ยินมาที่สุดก่อนเอ่ยด้วยความรู้สึกผิดจากใจจริง
ตะลึง!ตะลึง! ตะลึง!
ผู้ป่วยทั้งหมดและหวังคังที่ได้ยินและได้เห็นต่างตะลึงงัน
คุณชายมู่!
แล้วยังมีสี่ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเสี่ยวอีก…
นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?