เย่เฉินรู้สึกกลัวอยู่ในใจทันใดนั้นเขาก็ถอยหลังไปตามจังหวะฝีเท้าของวิชาความเร็วลมกรด
เพียงแต่ความเร็วของเขานั้นยังช้าเกินไปเงาร่างของจิ้งจอกสีเลือดได้ผ่านไปตามแนวทแยง จากนั้นเลือดก็ไหลออกมาจากแขนของเขาเมื่อมองดูให้ดี จึงเห็นว่าบาดแผลนั้นเกิดจากการข่วนของกรงเล็บอันแหลมคม
“ช่างเป็นความเร็วที่น่ากลัวจริงๆ”เย่เฉินถอยหลังไป พลางหยิบกระบี่เมฆแดงออกมาฟาดออกไปเพียงครั้งเดียวก็ปรากฏแสงสายรุ้งกระบี่ออกไปหนึ่งสาย
แต่กระบี่ของเขากลับฟาดฟันกระทบกับอากาศที่ว่างเปล่าไม่ถูกแม้แต่เส้นขนของจิ้งจอกสายลม
ยังไม่ทันจะหันกลับก็มีเงาร่างของจิ้งจอกสีแดงอีกหนึ่งสายปรากฏขึ้น และทำให้เกิดบาดแผลขึ้นอีกหนึ่งแผลบนร่างกายของเขา
“แม้ว่าจะไม่มีการยับยั้งของกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราแต่ข้าก็ไม่อาจจะตามความรวดเร็วของจิ้งจอกสายลมได้เลย” เย่เฉินกัดฟันและพยายามใช้กำลังอย่างเต็มที่เพื่อกวัดแกว่งกระบี่ออกไปเขาควบรวมพลังให้กลายเป็นกลกระบี่เทียนกัง
โฮก!
จิ้งจอกสายลมตัวหนึ่งได้กระโจนเข้ามาเงาร่างของจิ้งจอกขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นทะลุแนวป้องกันของกลกระบี่เทียนกังเย่เฉินถูกแรงสะท้อนจนถอยไปด้านหลังและจิ้งจอกสายลมตัวนั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างมาก มันไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยแม้แต่น้อย
พัฟ!
พัฟ!
พัฟ!
ในระหว่างที่กำลังถอยหลังไปเงาร่างของจิ้งจอกสีเลือดก็สอดประสานกัน ทุกครั้งที่ปรากฏตัวขึ้นมาก็จะทำให้บนร่างกายของเย่เฉินเกิดบาดแผลมีเลือดไหลเพิ่มขึ้น
อสุนีบาต!
เย่เฉินตะโกนเสียงดังฝ่ามืออสุนีบาตปะทะเข้ากับเงาร่างของจิ้งจอกสีเลือดที่พุ่งเข้ามาทางด้านหน้า
ตูม!
เงาร่างจิ้งจอกสีเลือดนั้นเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็วมากจนทำให้ฝ่ามือของเย่เฉินไม่สามารถจะเข้าโจมตีได้ได้แต่ปะทะกับหินก้อนใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของจิ้งจอกสายลมจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
เขย่าบรรพต!
ดัชนีเอกสุริยัน!
มังกรผยอง!
ต่อมาเย่เฉินจึงใช้วิชาลึกลับอย่างต่อเนื่องแต่วิชาลับที่ทรงพลังของเขากลับไม่มีผลอะไรเลยแม้แต่น้อย
จิ้งจอกสายลมเป็นสัตว์อสูรที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วตั้งแต่ต่อสู้กันมา เย่เฉินเป็นฝ่ายได้รับบาดเจ็บตลอดอีกทั้งสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหมดหนทาง คือเขาไม่เคยเห็นใบหน้าเต็มๆของจิ้งจอกสายลมเลยสักครั้งเดียว
ครึ่งชั่วยามต่อมาเสื้อคลุมที่เขาสวมใส่อยู่ก็เปลี่ยนเป็นสีเลือดบนร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยเล็บที่ดูน่ากลัวไม่ใช่เพราะการฝึกตนของเขามีความแข็งแกร่งไม่เพียงพอแต่เป็นเพราะจิ้งจอกสายลมมีความรวดเร็วที่น่าแปลกมากถึงกับทำให้เขาไม่สามารถจะแสดงพลังความแข็งแกร่งของตนเองออกมาได้
เย่เฉินจึงไม่มีทางเลือกอีกแล้วแม้แต่วิชาลึกลับของท่าร่างอันน่าภาคภูมิที่สุดของเขาก็ไม่สามารถจะติดตามความรวดเร็วของจิ้งจอกสายลมได้ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความพ่ายแพ้อย่างไม่เคยมีมาก่อน
“อาจารย์ท่านไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยหรือ? หรือจะช่วยชี้แนะอะไรข้าสักหน่อยก็ได้นะ!”เย่เฉินที่กำลังถูกจิ้งจอกสายลมโอบล้อมอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองทางฉู่ซวนเอ๋อร์ที่กำลังนอนพักผ่อนอย่างสบายอยู่ในอากาศ
“ทำสมาธิให้มั่นคงรวบรวมพลังให้ได้” ฉู่ซวนเอ๋อร์ได้เพียงพูดคำสี่คำนี้ออกมา จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก
“นี่พูดจบแล้วหรือ?”
“นี่เพิ่งวันแรกเองเจ้าจะร้อนใจไปทำไมกัน” ประโยคที่ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดออกมาแทบจะทำให้เย่เฉินต้องกระอักเลือด
“หากไม่ให้เจ้าได้ลิ้มรสความลำบากเสียบ้างเจ้าจะมีบทเรียนที่คอยเตือนใจได้อย่างไรกัน” ฉู่ซวนเอ๋อร์ยังคงหลับตาและกล่าวขึ้นอย่างสบายๆ “ยืนหยัดได้ถึงเมื่อไรก็เมื่อนั้น เจ้ายังหนุ่ม! ยอมลำบากให้มากเสียหน่อยจึงจะดี”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็แทบอยากจะก่นด่าออกมา
พัฟ!
พัฟ!
จิ้งจอกสายลมยังคงโจมตีอย่างต่อเนื่องและทุกครั้งที่ผ่านเข้ามาล้วนทำให้เกิดบาดแผลขึ้นบนร่างกายของเย่เฉินทุกครั้ง
ไม่รู้ว่าเย่เฉินล้มลงไปนอนอยู่ในกองเลือดตั้งแต่เมื่อใดพลังปราณทั่วทั้งร่างของเขาก็ถูกใช้งานไปจนหมด จากนั้นเขาจึงเป็นลมหมดสติไป
ในตอนนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์จึงลุกขึ้นยืน และพาตัวเย่เฉินออกไปจากที่นี่
ยามวิกาลในถ้ำแห่งหนึ่งมีกองไฟสว่างไสว เย่เฉินผู้ถูกโจมตีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็ลุกขึ้นยืนพร้อมถูนวดขมับของตนเอง
เอ๊ะ?
เย่เฉินสงสัยในใจเมื่อมองไปรอบด้าน จึงพบว่าเขามีความคุ้นเคยกับถ้ำแห่งนี้มากเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความแปลกใจถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่เขากับฉู่หลิงเอ๋อร์ทำเรื่องแบบนั้นกันมิใช่หรือ!
อ๊า...โอ้อ๊า...โอ้...!
เย่เฉินมีภาพลวงตาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้เสียงของฉู่หลิงเอ๋อร์ในคืนนั้นดังก้องอยู่ในหูของเขาโดยเฉพาะเมื่อนึกถึงร่างกายอันไร้ที่ติของนางขึ้นมา มันทำให้ทั่วทั้งร่างกายของเขารู้สึกผ่อนคลาย
“ฟื้นแล้วหรือ?” ด้านข้างกองไฟ ฉู่ซวนเอ๋อร์ที่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่นั้นได้ลืมตาขึ้นและพูดขัดจังหวะเย่เฉินที่กำลังตกอยู่ในภวังค์
“ตื่นแล้ว”เย่เฉินลูบปลายจมูกของตนเอง แอบบ่นว่าโลกใบนี้ช่างแปลกเสียจริง เมื่อสองเดือนก่อนเขากับฉู่หลิงเอ๋อร์ได้ร่วมหอกันในที่แห่งนี้สองเดือนต่อมาเขากลับมานั่งอยู่ข้างกองไฟกับฉู่ซวนเอ๋อร์
“ไม่รู้ว่าหากข้าเล่าเรื่องคืนนั้นให้นางฟังนางจะบีบคอข้าให้ตายหรือเปล่า” เย่เฉินพึมพำในใจ
“เจ้าไม่คิดจะเล่าให้ข้าฟังหน่อยหรือว่ารู้สึกอย่างไรกับการต่อสู้กับจิ้งจอกสายลม?” ฉู่ซวนเอ๋อร์ชำเลืองไปมองเย่เฉิน
“เจ็บ”เย่เฉินพูดออกไปเพียงคำเดียวพูดจบเขาก็ยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่บวมช้ำเล็กน้อยของตนเอง
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าคิดว่าความเร็วของเจ้ากับจิ้งจอกสายลมแตกต่างกันขนาดไหน”
“ความเร็วของพวกเราไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย”เย่เฉินพูดเบาๆ
“อันที่จริงเจ้าสามารถทำให้ความเร็วของพวกมันช้าลงได้”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยิ้มอย่างสบายๆ
เมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาของเย่เฉินก็เปล่งประกาย เขารู้ว่าฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังให้คำแนะนำเขาอยู่เขาจึงลูบมือพร้อมโน้มตัวไปข้างหน้า หัวเราะเบาๆ และถามกลับไป “อาจารย์จะทำอย่างไรให้ความเร็วของพวกมันลดลง”
“ง่ายนิดเดียวเจ้าก็ทำความเร็วให้มากกว่าพวกมันสิ แค่นี้ความเร็วของพวกมันก็ช้าลงแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ถ้าอย่างนั้นปัญหาอยู่ที่ว่าข้าใช้ความเร็วสูงสุดที่มีแล้ว” เย่เฉินพูดอย่างรีบร้อน
“ดูเหมือนว่าเจ้ายังเจอความทุกข์ใจน้อยไปหน่อย” ฉู่ซวนเอ๋อร์ยิ้มและลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อของเย่เฉิน และพาเย่เฉินออกจากถ้ำ“การฝึกกายปีศาจ ดำเนินต่อไป”
โฮก!
โฮก!
ในไม่ช้าค่ำคืนที่เงียบสงบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลางดึกฉู่ซวนเอ๋อร์ได้โยนตัวเย่เฉินเข้าไปในสถานที่ของสัตว์อสูรอย่างจิ้งจอกสายลมทันทีที่เย่เฉินฟื้นตัว เขาก็ต้องตกอยู่ในฝันร้ายอีกครั้ง
จนกระทั่งใกล้เวลารุ่งสางฉู่ซวนเอ๋อร์ก็หิ้วเย่เฉินที่โชกไปด้วยเลือดกลับเข้าไปในถ้ำ
ผ่านไปวันแล้ววันเล่าในตอนนี้ พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วเก้าวัน
ตลอดเก้าวันที่ผ่านมาเย่เฉินไม่ได้นอนให้เต็มตื่นเลยสักครั้งฉู่ซวนเอ๋อร์ไม่ได้ให้โอกาสเขาได้หายใจเลยแม้แต่น้อยเมื่อร่างกายของเขาฟื้นฟูเป็นปกติ เขาก็จะถูกโยนกลับเข้าไปในสถานที่ที่มีสัตว์อสูรอย่างจิ้งจอกสายลมอาศัยอยู่ทันทีและกลับออกมาพร้อมกับบาดแผลที่เต็มไปทั่วทั้งตัวทุกครั้ง
โดยปกติแล้วความทุกข์ใจของเย่เฉินตลอดเก้าวันที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่าเห็นได้ชัดเจนว่าความเร็วของท่าร่างของเขา ภายใต้ความทุกข์ทรมานจากจิ้งจอกสายลมแม้ว่าจะยังไม่สามารถเทียบเท่ากับความเร็วของจิ้งจอกสายลม แต่ก็ได้พัฒนาไปไม่น้อย
และก็เป็นวันดีอีกวันที่อาทิตย์สาดส่องเย่เฉินถูกโยนเข้าไปในสถานที่ของสัตว์อสูรจิ้งจอกสายลมอีกครั้ง
โฮก!
ทันทีที่เย่เฉินแตะถึงพื้นดินจิ้งจอกสีเลือดก็พุ่งออกมาจากแนวทแยง
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินก็รีบหลบหลีกตามจังหวะฝีเท้าของวิชาความเร็วลมกรดจิ้งจอกสีเลือดนั้นก็ผ่านร่างของเย่เฉินไป
โฮก!
เย่เฉินยังไม่ทันจะทรงตัวขึ้นได้จิ้งจอกสายลมตัวที่สองก็พุ่งเข้ามา จากนั้นก็ตามมาด้วยตัวที่สาม ตัวที่สี่...
เย่เฉินเริ่มหมดแรงจนทำอะไรไม่ถูกแม้ว่าความเร็วของฝีเท้าของวิชาความเร็วลมกรดจะไร้เทียบเทียมแต่ความเร็วระดับนี้กลับยังไม่สามารถตามได้ทันจนมีเลือดไหลออกมายังไม่ทันถึงหนึ่งชั่วยาม ทั่วทั้งร่างของเขาก็เต็มไปด้วยเลือด
ถึงจุดนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนท้องฟ้าก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น และพูดขึ้นเบาๆ “มีสมาธิสงบนิ่ง”
บางทีอาจจะกล่าวได้ว่านี่เป็นประโยคแรกที่นางเอ่ยปากขึ้นตั้งแต่นางพาตัวเย่เฉินมาฝึกอยู่กับจิ้งจอกสายลม
มีสมาธิสงบนิ่ง
เย่เฉินถอยหนีอย่างตื่นตระหนกในใจก็ท่องคำสี่คำนั้นอย่างเงียบๆ แต่ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตามก็ไร้วี่แววที่จะตามความเร็วของจิ้งจอกสายลมได้ทัน คราบเลือดที่เต็มอยู่บนร่างกายเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมอาจารย์จึงให้เจ้าทนทุกข์กับการต่อสู้อยู่เก้าวันโดยไม่ให้คำแนะนำอะไรกับเจ้าเลย?” ฉู่ซวนเอ๋อร์ที่นั่งอยู่บนก้อนเมฆได้เอ่ยขึ้น
“ไม่ทราบ”เย่เฉินตอบออกไปในขณะหลบหลีกการจู่โจมของจิ้งจอกสายลม
“สิ่งที่เรียกว่าความเร็วไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับการฝึกตนของบุคคล” ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดขึ้นอีกครั้ง“จริงอยู่ว่าวิชาลับในกายของเจ้าจะมีความลึกลับแต่ก็เพราะความลึกลับชนิดนี้ที่ทำให้เจ้าทำตามกฎเกณฑ์ของพวกมันดังนั้นจึงไม่ใช่เจ้าที่ควบคุมมัน แต่กลับเป็นมันกำลังควบคุมเจ้า”
คำพูดของฉู่ซวนเอ๋อร์เลือนรางมากเย่เฉินที่กำลังต่อสู้อย่างหนักกลับตั้งใจฟังอย่างสงบ และคิดให้ละเอียดอยู่ในใจเขารู้ดีว่าการฝึกวิชากายปีศาจตลอดเก้าวันนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังชี้แนะให้คำแนะนำเขาอยู่จริงๆ
“ความเร็วคือวิถีวิถีของความเร็ว คือคนควบคุมวิถี มิใช่วิถีควบคุมคน” ในขณะที่เย่เฉินนิ่งเงียบฉู่ซวนเอ๋อร์ก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“คนควบคุมวิถีมิใช่วิถีควบคุมคน” เย่เฉินพึมพำ
“ความเร็วที่ไม่มีประมาณเป็นเหมือนดั่งเงาไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนดั่งจินตนาการ” ขณะที่นิ่งอยู่นั้นความหมายแท้จริงของความเร็วลมกรดก็ปรากฏขึ้นในความคิดของเขา
ความเร็วลมกรดเป็นวิชาลับชั้นสูงของบรรดาวิชาท่าร่างลึกลับจริงๆ
ความลึกลับที่แท้จริงของมันทำให้เขาไม่กล้าที่จะตั้งคำถามถึงความหมายที่แท้จริงของมัน แต่นี่คือความลึกลับที่สร้างภาพวงล้อมให้กับเขาทำให้เขาไม่กล้าที่จะออกจากกฎเกณฑ์แห่งพันธนาการนี้ไปได้จนปล่อยตัววนเวียนไปมาตั้งแต่ต้น
“อาจารย์ท่านเป็นคนสร้างวงล้อมนี้ใช่ไหม?”
“ความเร็วลมกรดไร้รูปไร้เงา ไร้ประมาณไร้ลวงตา”
“ตัวของข้าเองคือวิถีของความเร็ว”
ทันใดนั้นดวงตาของเย่เฉินก็เปล่งประกาย ประกายแสงของความรู้แจ้งก็ปรากฏขึ้นเขาจึงพึมพำขึ้นด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์ คำพูดของท่าน ข้าเข้าใจแล้ว”