วารีสองพิภพ

    33. แตกหัก

    ความเดิมตอนที่แล้ว

          เมื่อการต่อสู้ระหว่างจอมยุทธชุดขาวและกลุ่มมือสังหารได้จบลงจอมยุทธไป๋ได้รับบาดเจ็บจากการถูกลอบโจมตีของใครคนหนึ่งเป็นผลให้นางหมดสติไปหลังจากนั้น ครั้นลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าเฉินเสวี่ยหยางเป็นคนช่วยนางไว้นางจึงหลบเลี่ยงความวุ่นวายที่อาจโยงไปถึงตัวเขาด้วยการหลบหนีลงไปในแม่น้ำ แม้ว่าเฉินเสวี่ยหยางจะกังวลและเป็นห่วงนางแต่ทว่าเขาก็เข้าใจเหตุผลของนางเช่นกัน หลังจากที่มั่นใจว่านางนั้นปลอดภัยเขาจึงได้ปล่อยให้นางจากไปทั้งอย่างนั้น ด้านเมืองฝูตง เจ้าเมืองน้อยซุนผู้ที่จะได้ครองตำแหน่งท่านเจ้าเมืองในอีกไม่ช้าด้วยเหตุนี้ยิ่งทำให้เขาตระหนักได้ว่าหากเขายังคงไร้ซึ่งทายาท บัลลังก์ฝูตงคงเป็นเพียงตำแหน่งที่คลอนแคลนเขาจำต้องมีองค์ชายน้อยซุนให้เร็วที่สุด ทำให้บ่อยครั้งที่เขาต้องหลับนอนกับสตรีที่มิใช่ชายาของตนโดยที่ชายาซุนอย่างหลัวชิวหยี่ก็เข้าใจเหตุผลเป็นอย่างดี

            รุ่งเช้าภายในค่ายสรรพาวุธเฉินเสวี่ยหยางได้พาหลินเพ่ยหนิงไปขี่ม้าเพื่อรับบรรยากาศที่สดชื่น ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสเยี่ยมเยียนชีวิตเหล่าทหารซึ่งเป็นเวลาที่ผู้นำหม่าและผู้นำซ่งเดินทางมาพบปะสหายเก่าอย่างหลี่ซู่เหลยถึงเรือนพักโดยมิได้นัดหมายหลังจากที่พวกเขาอิ่มหนำกับอาหารมื้อเช้าก็พากันย่อยอาหารด้วยการเล่นหมากล้อม การเชื้อเชิญของผู้นำหม่าช่างเข้าทางของเฉินเสวี่ยหยางเพราะทั้งหม่าจิ่นเทาและซ่งเผิงจิ่นต่างท้าประลองกับเขาทว่าทั้งสองกลับต้องพ่ายแพ้และยังถูกล้วงความคิดจิตใจโดยไม่รู้ตัวเวลานี้จึงมีเพียงหลี่ซู่เหลยที่ยังไม่ได้ท้าประลองกับเจ้าเมืองน้อยเฉินเหล่าหลีจึงคิดอยากร่วมสนุกโดยส่งองค์หญิงเป็นตัวแทนในการท้าประลอง พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วยามในการตัดสินว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะแต่เวลาผ่านไปจนย่ำค่ำก็ยังหาผู้ชนะไม่ได้

            ด้านหลี่ซู่เหลยที่มององค์หญิงและอมยิ้มด้วยความปลื้มปริ่มเขารู้ว่าหลินเพ่ยหนิงมีความสามารถหลายด้านซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเดินหมากสิบกว่าปีที่แล้ว ขณะที่เขาเล่นหมากกระดานอยู่กับหลินหงชุนผู้เป็นบิดาของนางแต่ทว่ากำลังเข้าตาจน องค์หญิงบังเอิญผ่านมาเห็นเข้าและได้หยิบหมากขึ้นมาวางทำให้สถานการณ์พลิกผันหลังจากนั้นไม่นาน เหล่าหลีกลับเป็นฝ่ายชนะ แต่บรรยากาศตอนนั้นแตกต่างจากในตอนนี้ องค์หญิงฉลาดและมีไหวพริบส่วนเจ้าเมืองน้อยเฉินก็หลักแหลมและสุขุมนุ่มลึก แม้จะผ่านไปหลายชั่วยามแต่เฉินเสวี่ยหยางไม่ได้มีท่าทีอ่อนเพลียเลยสักนิดตรงข้าม นี่ช่างเป็นการเดินหมากที่สนุกที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตาแล้วตาเล่าที่พวกเขาเสมอกันจนเมื่อมองเวลาอีกครั้ง พระอาทิตย์ก็เลือนหายไปจากขอบฟ้า ลั่วชีชีผู้ไม่เข้าใจเรื่องการเดินหมากอยู่ในสภาพนั่งสัปหงกส่วนเฟยฉียืนหาวพลางปัดยุงให้กับลั่วชีชี ด้านเฟยหมิงและหูจิงยืนกอดอก เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอดขนมและผลไม้ที่หลี่ฮูหยินนำมาวางไว้ก็ไม่มีผู้ใดแตะต้อง จนท้ายที่สุด หลี่ฮูหยินจำต้องเอ่ยคั่นกลางเพื่อยุติการเล่นโดยผลก็คือเสมอกัน

    ฮูหยินหลี่ : “ องค์หญิง เจ้าเมืองน้อย พอเถิด ขืนเล่นต่อถึงวันพรุ่งก็อาจหาผู้ชนะไม่ได้คงไม่ต้องหลับต้องนอนกันพอดี ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เอาเป็นว่าตานี้ข้าแพ้ ”

    หลินเพ่ยหนิง : “ ได้อย่างไร? ” (ภาษามือ)

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าจะชนะสตรีของข้าไปด้วยเหตุใดกัน อีกอย่างเจ้าไม่สงสารผู้นำทั้งสองหน่อยหรือ หากเล่นต่อ ตาคงคล้ำกว่านี้แน่ ”

    หลินเพ่ยหนิงยิ้ม

    ซ่งเผิงจิ่น : “ นั่นสิ ข้าก็ลืมเวลาไปเลย เย็นย่ำเพียงนี้แล้วหรือนี่”

    หม่าจิ่นเทา : “ ไม่เคยเห็นการเล่นหมากที่สนุกเช่นนี้มาก่อนไว้คราวหน้า ต้องรบกวนเจ้าเมืองน้อยชี้แนะบ้างแล้ว ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ผู้น้อยมิกล้า ท่านหม่าชมเกินไปแล้ว ”

    ฮูหยินหลี่ : “ ค่ำแล้ว หนทางอันตรายพวกท่านอย่าเดินทางกันเลย พักผ่อนเสียที่นี่เถิด ข้าได้เตรียมอาหารค่ำกับที่พักไว้ให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว”

    หม่าจิ่นเทา : “ ขอบคุณหลี่ฮูหยิน เช่นนั้นท่านหลี่ข้าไม่เกรงใจล่ะนะ ”

    หลี่ซู่เหลย : “ เกรงจงเกรงใจอะไรกัน เราท่านหาใช่คนอื่นคนไกลนาน ๆ ได้พบกันสักครั้งก็อยู่พูดคุยกันให้นานหน่อย พรุ่งนี้มะรืนค่อยกลับก็ได้ ”

    ขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น ข้ารับใช้ของจวนซ่งได้เข้ามาแจ้งเรื่องบางอย่างกับซ่งเผิงจิ่นด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบฟังไม่ได้ความ

    ซ่งเผิงจิ่น : “ เห็นทีงานนี้คงต้องขอผ่าน พอดีมีเรื่องในจวนให้ต้องรีบไปจัดการคงอยู่ต่อไม่ได้ ”

    หลี่ซู่เหลย : “ อ้อ! ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวข้าเดินไปส่ง ”

    ฮูหยินหลี่ : “ ท่านพี่ ท่านอยู่ที่นี่กับท่านหม่าเถิดเดี๋ยวข้าไปส่งท่านผู้นำซ่งให้เอง ”

    หลี่ซู่เหลย : “ อื้ม งั้นก็ฝากด้วยนะ ท่านซ่ง เดินทางปลอดภัยไว้พบกันใหม่ ”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ ไว้พบกันใหม่ ”

    เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากที่ทุกคนได้ทานอาหารและแยกย้ายกันกลับที่พักเฉินเสวี่ยหยางพร้อมด้วยองครักษ์ก็กำลังกลับเข้าที่พักเช่นกัน แต่ระหว่างนั้น เขาได้สังเกตเห็นหลี่ซู่เหลยออกมาจากห้องของหลินเพ่ยหนิงด้วยท่าทางลับๆ ล่อ ๆ เขาจึงหลบอยู่ด้านข้างเพื่อให้พ้นสายตาของเหล่าหลี

    เฟยฉี : “ หลี่ซู่เหลยคิดจะทำอะไร? ”

    เฉินเสวี่ยหยางไม่ตอบ ทว่าเขากลับรู้เหตุผลการมาของหลี่ซู่เหลยเขาเดาว่าหลี่ซู่เหลยน่าจะนำของบางสิ่งมามอบให้กับหลินเพ่ยหนิงโดยที่นางไม่รู้ตัว เมื่อคิดเช่นนั้นภาพแบบร่างที่เขาเห็นเมื่อกลางวันได้ผุดขึ้นมาในหัวและแล้วพวกเขาก็กลับมาถึงห้องพัก

    เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ ที่ด้านนอกเซี่ยเซิ่งหมิ่นคอยตามดูเราตั้งแต่ที่เรามาถึงที่นี่แล้วขอรับ ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ที่ควรมา อย่างไรก็ต้องมา ”

    เฟยหมิง : “ คนคนนั้นคงไม่กล้ามาอย่างโจ่งแจ้งแน่ ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ขึ้นหลังเสือแล้วจะลงคงยาก นอกจากจะโดนเสือขย้ำ เขายังมีจุดอ่อนที่ทำให้ไม่กล้าเสี่ยง”

    เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อยรู้แล้วหรือขอรับว่าจุดอ่อนของแม่ทัพเหลียงคืออะไร?”

    เฉินเสวี่ยหยางไม่ตอบคำถามอีกเช่นกัน เขาดูนิ่งทว่าแววตาแฝงรอยยิ้มเป็นนัย บุคลิกเช่นนี้กลับทำให้เฟยหมิงและเฟยฉีต่างเข้าใจความหมายเป็นอย่างดี

          เช้าวันถัดมาณ หมู่บ้านหัว หวงจิ้งเอินออกตามหาอู๋ฉงฉงด้วยความร้อนใจนางตื่นตั้งแต่ไก่โห่แล้วหายออกไปจากบ้าน อีกทั้งเจ้าของบ้านอย่างเสี่ยวม่านก็มักจะทิ้งบ้านไว้จนเป็นเรื่องปกติเขาจึงไม่มีใครให้เอ่ยถาม นอกจากออกตามหานางด้วยตนเอง

    หวงจิ้งเอิน : “ เห็นฉงฉงไหม? เอ่อ.. ผู้หญิงตัวเล็ก ๆหน้าตาจิ้มลิ้มที่อยู่กับข้าน่ะ ”

    เขาเฝ้าเดินถามชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้น ทว่าทุกคนล้วนแต่ส่ายหน้าตอบ

    หวงจิ้งเอิน : " หายไปไหนของเจ้านะฉงฉง "

    กระทั่งมีเด็กน้อยคนหนึ่งชี้นิ้วไปทางสวนผลไม้ที่พวกเขาเคยไปด้วยกันหวงจิ้งเอินจึงได้มุ่งหน้าไปที่นั่นและเห็นนางยืนมองอะไรบางอย่างด้วยความสนอกสนใจชนิดที่ว่าจ้องเลยก็ว่าได้

    หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉง ข้าตามหาเสียทั่ว มาทำอะไรอยู่ที่นี่อ่ะ? ”

    อู๋ฉงฉง : “ อ้อ! เสี่ยวหวง เจ้าตื่นแล้วหรอ? ”

    เขาเห็นนางยืนถือลูกท้อ ทั้งยังพลิกมันไปมาเหมือนกับหาอะไรสักอย่างหวงจิ้งเอินจึงได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย

    หวงจิ้งเอิน : “ เจ้ามองหาอะไร?เห็นจ้องตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว ”

    อู๋ฉงฉง : “ มันแปลกน่ะสิ ”

    หวงจิ้งเอิน : “ แปลกยังไง? ลูกท้อลูกไหน ๆ ก็เหมือนกันหมดนี่ ”

    อู๋ฉงฉง : “ ก็เพราะมันเป็นลูกท้อไง ”

    หวงจิ้งเอิน : “ อื้ม! แล้ว? ”

    อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง ข้าเห็นว่าปกติเจ้าเป็นคนฉลาด แต่เรื่องพวกนี้เหตุใดถึงไม่สงสัย?ในป่าแบบนี้มันควรจะมีพวกต้นซานจา ไม่ก็พุทราป่าอะไรแบบนี้สิ แต่ว่าลูกท้อนี่พวกเขาไปได้เมล็ดพันธุ์มาจากที่ไหนยังจะสาลี่กับส้มที่อยู่ทางด้านโน้น ผลสวยลูกใหญ่ขนาดนี้ต้องราคาสูงแน่ ที่นี่อยู่กลางป่าเขาชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเขาไปหามาจากไหนกัน? ”

    หวงจิ้งเอิน : “ เอ.. นั่นสิ ไม่คิดว่าพักนี้ฉงฉงจะเริ่มฉลาดช่างสังเกตถึงเพียงนี้ ”

    อู๋ฉงฉง : “ แล้วไม่จริงหรือไง?หลังภูเขาลูกโน้นที่ข้าแอบเห็นชาวบ้านเดินหายเข้าไปบ่อย ๆ พอข้าคิดจะตามเข้าไปพวกเขากลับขวางไม่ให้ข้าเข้า บอกว่าที่นี่เป็นเขตหวงห้ามสำหรับคนนอกในนั้นมีอะไร เจ้าไม่สงสัยหน่อยเหรอ? ”

    หวงจิ้งเอิน : “ เฮ่ย.. เดิมทีคนที่นี่ก็ชอบทำอะไรแปลก ๆ จนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วแต่ถ้าพวกเขาเป็นกลุ่มโจรที่อพยพมาจริง ๆ อาจจะถือติดมือมาด้วยก็ได้หรือไม่ก็ปล้นชิงใครมา ”

    อู๋ฉงฉง : “ อืม.. เหรอ? ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ว่าแต่เจ้าอย่ามัวสงสัยอยู่เลยข้าทำข้าวต้มปลาของโปรดเจ้าไว้ ”

    อู๋ฉงฉง : “ ฮะ! มีข้าวต้มปลาหรอ ดีจริง ข้ากำลังหิวอยู่พอดีเลย แต่ว่า.. ”

    น่าแปลกที่เด็กสาวช่างกินเมื่อได้ยินว่ามีของโปรดกลับดีใจเพียงชั่วครู่ แล้วก็หุบยิ้มอย่างห่อเหี่ยว

    หวงจิ้งเอิน : “ เป็นอะไร? เวลาแบบนี้ ปกติคุณหนูอู๋ต้องรีบแจ้นกลับบ้านแล้วนี่”

    อู๋ฉงฉง : “ ข้าวต้มปลา ก็ของโปรดของท่านพ่อ ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านกำลังทำอะไรอยู่ท่านต้องเป็นห่วงข้ามากแน่ ๆ ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ใครใช้ให้เจ้าหนีตามข้ามา ”

    อู๋ฉงฉง : “ พูดอะไรบ้า ๆ ใครหนีตามเจ้า ”

    หวงจิ้งเอิน : “ คิก ๆ.. ข้าล้อเล่น นี่.. ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า เสี่ยวเฉินเองก็ส่งข่าวไปเยียนเป่ยป่านนี้ท่านแม่ทัพคงทราบข่าวแล้วล่ะ ”

    อู๋ฉงฉง : “ จริงเหรอ! ”

    หวงจิ้งเอิน : “ แต่ว่าข้าวต้ม ไม่รีบไปกินจะเย็นชืดหมดนะ ”

    อู๋ฉงฉง : “ ไปสิไป ”

    ..หมับ!.. เมื่อโล่งใจ มืออันเรียวบางก็คว้ามือของบุรุษที่อยู่ตรงหน้าเพียงแค่ได้ยินว่ามีของกินอู๋ฉงฉงจับมือหวงจิ้งเอินแล้วพาเขาวิ่งกลับบ้านอย่างทันควัน แน่นอนว่าผลท้อลูกนั้นนางก็ถือติดมือไปด้วย

    หวงจิ้งเอิน : “ นี่.. ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ แผลเจ้ายังไม่หายนะ”

    ปากก็ห้ามนางแต่สีหน้ากลับอมยิ้มเนื่องจากนางสัมผัสเขาอย่างสนิทใจแตกต่างจากเมื่อก่อนที่นางเอาแต่วิ่งตามเฉินเสวี่ยหยางราวกับน้องสาวติดพี่ชายไม่มีผิดความรู้สึกในใจของพวกเขาไม่ใช่เพิ่งเริ่มก่อตัว ทว่ามันก่อตัวขึ้นทีละนิดมาเป็นเวลานานแล้วแม้แต่เฉินเสวี่ยหยางก็สังเกตเห็น ฉะนั้น ทุกครั้งที่อู๋ฉงฉงปรากฏตัว เขาจะมอบหน้าที่ให้หวงจิ้งเอินคอยรับมือกับนางเสมอหวงจิ้งเอินจึงรู้ความรู้สึกของตัวเอง หากแต่เป็นอู๋ฉงฉงที่ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าใครกันแน่ที่อยู่ในหัวใจของนางดังนั้นทุกวันเวลาที่หมู่บ้านหัวแห่งนี้กำลังจะทำให้หลายสิ่งหลายอย่างชัดเจนขึ้นภายในหัวใจของบุตรสาวจวนแม่ทัพผู้นี้

     

    จวนสกุลอู๋ เยียนเป่ย

            ภายในห้องทำงานของจวนแม่ทัพอู๋ .. “ ฉงเอ๋อ ป่านนี้น่าจะถึงหนานจิ้งนานแล้วไฉนไม่ติดต่อมาเลย? ”.. อู๋สี่นั่งครุ่นคิดด้วยความกังวลเพราะเป็นห่วงบุตรสาว ในมือของเขามีจดหมายฉบับหนึ่งที่อู๋ฉงฉงเขียนไว้ก่อนที่นางจะแอบติดตามรถม้าของหวงจิ้งเอินเพื่อขึ้นเรือไปยังหนานจิ้งทว่าไม่นานก็มีนกอินทรีภูเขาตัวหนึ่งบินมาเกาะที่หน้าต่าง แท้จริงแล้ว ตอนที่หวงจิ้งเอินส่งจดหมายฉบับแรกไปให้เฉินเสวี่ยหยางเขาก็ได้ส่งอีกฉบับหนึ่งมาถึงแม่ทัพอู๋ด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้บอกแก่นาง ใจความในนั้นระบุว่า .. “ เรียนท่านแม่ทัพขออภัยที่ส่งข่าวช้า บัดนี้ฉงฉงร่วมทางมากับข้า วอนท่านแม่ทัพอย่าได้เป็นกังวล ข้าจะช่วยดูแลนางให้เป็นอย่างดี..หวง ”.. หลังจากที่อ่านจดหมาย อู๋สี่เห็นหลายสิ่งหลายอย่างนอกจากการส่งข่าวใจความในนั้นไม่ต่างจากคำสารภาพความใจในของชายคนหนึ่งที่มีต่อบุตรีของเขาสีหน้าของอู๋สี่เริ่มผ่อนคลายลง ในขณะที่พับจดหมายฉบับนั้นเก็บใส่กล่องซึ่งวางอยู่ในลิ้นชัก

     

            ถัดมาที่หนานจิ้งหลินเพ่ยหนิงขลุกอยู่ในกระโจมใหญ่กับหลี่ซู่เหลย นางนั่งกางแผนที่ ในขณะที่เหล่าหลีนั่งวาดแผนผังค่ายกลที่ใช้ในการทำศึกด้านนอกกระโจม เฉินเสวี่ยหยางนั่งเล่นหมากกระดานอยู่เพียงลำพังและมีสององครักษ์ยืนคุ้มกันอยู่ไม่ห่างจนเวลาผ่านไปยามโหย่ว องค์หญิงก็ยังไม่ออกมา ลั่วชีชีจึงได้นำสำรับอาหารไปส่งให้นางถึงในกระโจมครั้นกลับออกมาอีกครั้งก็พบว่าเจ้าเมืองน้อยเฉินและสององครักษ์ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้วจะมีก็แต่เพียงหูจิงที่กำลังรดน้ำต้นไม้ที่องค์หญิงสั่งให้นำมาปลูก

    ลั่วชีชี : “ น้าหู พวกเขาหายไปไหนแล้ว? ”

    หูจิง : “ ออกไปแล้ว ”

    ลั่วชีชี : “ ไปแล้ว ไปไหน? ”

    หูจิง : “ เห็นบอกว่ามีเรื่องด่วน ต้องออกไปข้างนอกสักพัก”

    ลั่วชีชี : “ ถ้าองค์หญิงถามเล่า ข้าต้องตอบว่าอย่างไร? ”

    หูจิง : “ ไม่ต้องกังวลหรอก พวกเขาบอกว่าไม่เกินหนึ่งชั่วยามก็จะกลับ”

    ลั่วชีชี : “ ออ.. ”

    ..กึกกัก ๆ ๆ..รถม้าสกุลเฉินเคลื่อนตัวออกมาจากค่ายทหาร การมาในครั้งนี้ดูไม่เป็นทางการเท่าใดนักเพราะมีเพียงเฟยหมิงและเฟยฉีที่ขี่ม้าคุ้มกันซ้ายขวา แน่นอนว่าภายในรถม้าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉินเสวี่ยหยางในมือของเขาถือสารลับที่ใครคนหนึ่งแอบให้ทหารนำไปส่งให้ถึงมือหลังจากที่รถม้าเคลื่อนตัวออกมาได้ไม่นานก็มีชายคนหนึ่งออกมาขวางทางรถม้า เขาโพกผ้าปิดหน้าและนั่งอยู่บนหลังอาชาสีน้ำตาลทำให้รถม้าของเฉินเสวี่ยหยางต้องหยุดลง เฟยหมิงและเฟยฉีเลื่อนมือมาจับด้ามกระบี่อย่างไม่วางใจแล้วคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าก็ได้เอ่ยขึ้นมา

    “ ตามข้ามา ”

    เฉินเสวี่ยหยางนั่งฟังอยู่ด้านในด้วยท่าทางเรียบเฉยเหมือนว่านี่เป็นสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้แต่แรกชายผู้นั้นขี่ม้านำรถม้าสกุลเฉินไปในเส้นทางเปลี่ยว ไร้ซึ่งผู้คนและบ้านเรือนสองข้างทางมีเพียงแสงสลัวเพราะท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีกับต้นไม้ที่รกทึบ ทว่าระหว่างทางกลับมีซุ้มศาลาที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ๆ และแล้ว ฝีเท้าม้าก็ได้หยุดลงพร้อมกับล้อทั้งสี่ของรถม้าสกุลเฉิน เฉินเสวี่ยหยางก้าวออกมาจากรถม้าและเห็นชายผู้นั่งจิบชาอยู่ในซุ้มเขาถือถ้วยชาด้วยมือซ้าย คนผู้นี้ก็คือเหลียงจิ่งเสียน และชายผู้นั่งบนหลังม้าก็คือเซี่ยเซิ่งหมิ่น

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่คิดว่าแม่ทัพเหลียงชื่นชอบบรรยากาศเช่นนี้ ”

    เหลียงจิ่งเสียน : “ ขออภัยเจ้าเมืองน้อยเฉิน ครั้งนี้ข้าต้อนรับไม่ดีหวังว่าครั้งหน้าคงมีโอกาสได้แก้ตัว ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ท่านมาช้ากว่าที่คิดนะ ”

    เหลียงจิ่งเสียน : “ หึ! แต่ข้าก็มาแล้ว ข้าอยากดูสิว่าท่านมีอะไรจะมอบให้ข้า? ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ผิดแล้ว ข้ามิได้มีสิ่งใดอยากจะมอบให้ท่าน เป็นท่านที่ต้องการบางสิ่งจากข้า”

    ถ้อยคำของคนที่รู้เท่าทันและถือไพ่เหนือกว่าได้เอ่ยออกมาตอกย้ำให้เหลียงจิ่งเสียนเข้าใจว่าเขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต่อรองแต่เป็นฝ่ายที่ต้องร้องขอสิ่งนั้นด้วยความเต็มใจเมื่อเซี่ยเซิ่งหมิ่นคิดจะปลีกตัวออกไปเพื่อให้ผู้เป็นนายได้พูดคุยกัน แต่ทว่า

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เจ้าก็ควรอยู่ที่นี่ เก็บดาบของเจ้าเสีย ข้ารู้ว่ามันไม่ใช่อาวุธที่เจ้าถนัด”

    เซี่ยเซิ่งหมิ่นมีแววตาลอกแลกทันทีที่ได้ยินคำพูดของเฉินเสวี่ยหยางดูท่าทางแล้ว สิ่งที่เขาพยายามปกปิดไว้จะไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแม้แต่เหลียงจิ่งเสียนเองก็เช่นกัน

    เซี่ยเซิ่งหมิ่น : “ เจ้าเมืองน้อยเฉิน นี่ท่านต้องการอะไรกันแน่? ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ น่าแปลก เป็นเจ้ามิใช่หรือที่ติดตามดูข้า ทั้งยังเชิญข้ามาที่นี่ข้าต่างหากที่ควรเป็นฝ่ายถามว่าเจ้าต้องการอะไร ”

    ..ฟืด.. เหลียงจิ่งเสียนถอนหายใจอย่างคนที่เสียรู้

    เหลียงจิ่งเสียน : “ ผู้ฉลาด ไม่ถามในสิ่งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เจ้าเมืองน้อยเฉินท่านอย่าเล่นลิ้นอยู่เลย ที่ผ่านมา ท่านเองมิใช่หรือที่ทำเอาใคร ๆ ต่างพากันนั่งไม่ติดท่านทำเช่นนี้มีเหตุผลอะไรกันแน่? ”

    แล้วเฟยหมิงก็นำกระดานหมากมาวางพร้อมตัวหมากขาวดำหนึ่งชุด

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เมื่อครู่ข้ายังเล่นไม่จบ ท่านแม่ทัพจะให้เกียรติเล่นกับข้าสักตาได้หรือไม่? แต่ก่อนที่จะเล่นข้ามีของสองสิ่งอยากจะมอบให้กับท่าน ทั้งสองคน ”

    คำพูดสุดท้ายถูกเน้นด้วยน้ำเสียง เฉินเสวี่ยหยางจงใจสื่อให้รู้ว่าสิ่งของทั้งสองสิ่งนั้นสำคัญสำหรับเขาทั้งสองเฟยฉีได้ถือกล่องไม้ใบเล็ก ๆ ใบหนึ่งมาส่งให้กับเฉินเสวี่ยหยาง ..กึก!.. เมื่อเขาเปิดมันและหยิบของข้างในออกมาวางทำให้เหลียงจิ่งเสียนและเซี่ยเซิ่งหมิ่นมีอาการไม่ต่างกัน พวกเขาหน้าซีดแม่ทัพเหลียงตกใจจนมือไม้สั่น ดวงตาเบิกกว้าง สองตามีน้ำตาคลอและจ้องมองไปยังของสิ่งนั้นไม่วางส่วนเซี่ยเซิ่งหมิ่นก็ถึงกับก้มหน้าหลบสายตาพลางกลืนน้ำลายอย่างกระอักกระอ่วนของสิ่งใดกันที่ทำให้คนทั้งสองมีอาการเช่นนี้ เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามพวกเขาก็ยังคงอยู่ ณ สถานที่เดิม แต่ทว่า ..ฉึก! โครม!..จู่ ๆ ก็มีร่างของใครคนหนึ่งลอยไปกระแทกเสาซุ้มจนหักเป็นสองท่อนซุ้มที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ ได้พังทลายลงในพริบตา เซี่ยเซิ่งหมิ่นอยู่ในสภาพสะบักสะบอมเลือดไหลซิบผ่านริมฝีปากลงมาถึงปลายคาง ทั้งยังมีเลือดที่ไหลจากหน้าอกลงมาถึงแขนก่อนละไหลผ่านปลายนิ้วมือลงสู่พื้นน้ำสีแดงเปรอะพื้นจนเซี่ยเซิ่งหมิ่นลุกไม่ขึ้น เขานอนหายใจรวยรินอยู่ใกล้ซากปรักหักพังของซุ้มไม้ริมทางเดิน

    เหลียงจิ่งเสียน : “ เซิ่งหมิ่น! เจ้าเมืองน้อยเฉิน ข้าจะฆ่าท่าน ”

    เหลียงจิ่งเสียนชักดาบออกมาและพุ่งเข้าหาเฉินเสวี่ยหยางอย่างบ้าคลั่งทว่าเขาไม่อาจผ่านสององครักษ์ไปได้ ยามนี้ เขากวัดแกว่งอาวุธคู่กายดั่งคนบ้าไร้สตินั่นจึงทำให้เฟยฉีเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดาย โดยแทบไม่ต้องเปลืองแรงเหนื่อย ..ผลั้กตุ้บ!..

    เฟยฉี : “ แม่ทัพเหลียง นี่เป็นโทษที่คนของท่าน บังอาจดูหมิ่นเจ้าเมืองน้อยของข้า”

    เฟยหมิง : “ ไม่ว่านายของข้าต้องการอะไร ก็ต้องคว้ามาให้ได้ผู้ที่คิดขวาง จุดจบก็จะเป็นเช่นนี้ ”

    เฟยฉีกล่าวพร้อมกับฝีเท้าก้าวเดินของเฟยหมิงซึ่งถือกระบี่เปื้อนเลือดอยู่ในมือเป็นที่แน่นอนแล้วว่าเฟยหมิงเป็นลงมือกับเซี่ยเซิ่งหมิ่น ส่วนเฟยฉีก็ล้มเหลียงจิ่งเสียนลงไปกองกับพื้นก่อนจะชี้คมกระบี่ไปจ่อที่คอของแม่ทัพเหลียง แล้วด้วยเหตุใดกันที่ทำให้พวกเขาเดินมาถึงขั้นนี้แรกเริ่มเดิมที เฉินเสวี่ยหยางต้องการรวบเหลียงจิ่งเสียนเป็นพวก แต่บัดนี้เรื่องกลับตาลปัตรทุกอย่างผิดไปจากที่เหลียงจิ่งเสียนคาดการณ์เอาไว้ หรือเป็นเพราะเฉินเสวี่ยหยางต้องการรวมอำนาจเหนือใต้จึงต้องปรามเสี้ยนหนามอย่างเหลียงจิ่งเสียนหรืออาจเป็นเพราะสิ่งของสองสิ่งนั้นที่ทำให้เซี่ยเซิ่งหมิ่นกระทำการผลีผลามจนบานปลายใหญ่โตแต่บัดนี้ ..อ่อก!.. เหลียงจิ่งเสียนได้แต่มองดูลูกน้องคนสนิทที่นอนกระอักเลือดและแน่นิ่งไปกับพื้นโดยที่เขาไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้เลย

    เหลียงจิ่งเสียน : “ เซิ่งหมิ่น.. ”

    แม่ทัพที่เคยห้าวหาญแผดร้องเสียงดังด้วยความเจ็บแค้นในขณะที่เจ้าเมืองน้อยเฉินเดินกลับไปขึ้นรถม้าด้วยสีหน้าสุขุม ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นนอกจากเขาทั้งสี่คนก็ไม่มีใครได้เห็นสิ่งของทั้งสองสิ่งนั่น และอะไรที่เป็นชนวนเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้แต่ที่แน่นอนก็คือการตายของเซี่ยเซิ่งหมิ่นทำให้เฉินเสวี่ยหยางและเหลียงจิ่งเสียนไม่อาจลงรอยกันได้อีกต่อไป

     

     

            ติดตามตอนต่อไป

    คล้ายกับเรื่องวารีสองพิภพ ที่คุณอ่าน