ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    บทที่ 35  สนทนากับนายท่านเสิ่น 

            บทที่35 

            สนทนากับนายท่านเสิ่น 

            ณร้านน้ำชาใจกลางเมืองจินหยวน

            ตามคำสัญญาที่นัดหมายกันเอาไว้ร้านน้ำชาใจกลางเมืองภายในสถานที่แห่งนี้เป็นร้านน้ำชาใจกลางเมืองจีนหยวน

            เป็นร้านน้ำชาที่มีผู้คนมากมายเดินทางเข้าออกตลอดทั้งวัน

            โดยรูปลักษณะของร้านน้ำชาสถานที่แห่งนี้มันเป็นร้านน้ำชาสองชั้นต้อนรับแขกมากมายและก็หลากหลายชนชั้น 

            สำหรับภายในสถานที่แห่งนี้แล้วการจะพบเจอได้กับคนใหญ่โตหรือพวกขุนนางระดับสูงมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

            ขนาดเสนาบดีแห่งเมืองหลวงยังเคยเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เมื่อเดินทางผ่านเมืองนี้ก็ยังมาแวะดื่มน้ำชาที่นี่ 

            ภายในโรงน้ำชาแห่งนี้เป็นที่เรื่องลือกันว่ามีชาที่อร่อยเป็นอย่างมากผู้คนมากมายก็เดินทางมาจากต่างแดนเพื่อลิ้มลอง

            จนกลายเป็นว่าโรงน้ำชาแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่เลื่องชื่อแห่งเมืองจินหยวน 

             ตระกูลเสิ่นนัดจางหยวนมาสนทนาภายในสถานที่แห่งนี้ตามคำเรียกร้องของเขา

            จางหยวนเดินทางมาถึงเท้าทั้งสองข้างหยุดลงบริเวณด้านหน้าโรงน้ำชาก่อนเป็นอันดับแรก

            เขายังไม่ก้าวเท้าเข้าไปบริเวณด้านในดวงตาจ้องมองโรงน้ำชาที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้า

            ภายในสถานที่แห่งนี้มีความใหญ่โตเป็นอย่างมากแถมยังมีผู้คนมากมายเดินทางเข้าออกอยู่ตลอดเวลา

            ทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขถ้าเป็นสถานที่แห่งนี้พวกมันคงจะไม่สามารถลงมืออย่างอุกอาจได้

            สิ่งที่เขากำลังกังวลก็มีเพียงแค่เรื่องนี้เป็นเพราะว่าเสียงเตือนของผู้คนรอบกายมากมายที่บอกว่าตระกูลนี้มีเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายไร้ซึ่งคุณธรรม

            เพราะแบบนั้นจำเป็นจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น

            หลังจากที่ยืนเตรียมใจอยู่สักพักก้าวเท้าเดินเข้าไปภายในโรงน้ำชาชั้นแรกพบเห็นที่นั่งภายในโรงน้ำชาแห่งนี้เต็มทุกที่นั่ง

            จางหยวนแสดงใบหน้าประหลาดใจดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นทันทีแล้วก็พึมพำกับตัวเอง “ นี่มันอันใดกันไม่คิดเลยว่าสถานที่แห่งนี้จะมีผู้คนเดินทางเข้าออกแล้วก็มาดื่มน้ำชามากขนาดนี้”

            “ แสดงว่าที่ผู้คนกล่าวว่าชาของสถานที่แห่งนี้มีรสชาติล้ำเลิศคงจะเป็นเรื่องจริง”

            จางหยวนต้องมองใหม่แม้ว่าเศรษฐีภายในเมืองแห่งนี้คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีมหาอำนาจภายในเมืองจินหยวนจะมีเพียงแค่สามตระกูล

            แต่ว่าเจ้าของโรงน้ำชาแห่งนี้เองก็ปฏิเสธไม่ได้และก็มองข้ามไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

            เขาน่าจะเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีเลยทีเดียวเพราะสังเกตุเห็นได้จากโรงน้ำชาที่มีผู้คนเดินทางเข้าออกมากมาย

            หลังจากที่เดินทางเข้ามาบริเวณด้านในจางหยวนยังไม่ทันได้ขยับไปที่ใด มันก็มีเสี่ยวเอ้อน้อยผู้หนึ่งเดินเข้ามา 

            มันเดินตรงเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วเสี่ยวเอ้อผู้นี้เเต่งกายดูดีใบหน้าสะอาดสะอ้านก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ คารวะคุณชายไม่ทราบว่าคุณชายใช่คุณชายจางหรือไม่ ”

            จางหยวนรู้สึกประหลาดใจจึงเอ่ยถามกลับไป “ เจ้ารู้จักข้าได้อย่างไร?”

            เสี่ยวเอ้อผู้นั้นยิ้ม “ คือว่านายท่านเสิ่นเพราะว่าถ้าท่านมาให้เชิญท่านขึ้นไปด้านบน ”

            “ แล้วเจ้ามั่นใจได้ยังไงว่าข้าคือคนที่เจ้ากำลังตามหา ”

            “ ไม่ผิดอย่างแน่นอนขอรับเพราะว่านายท่านเสิ่นบอกลักษณะของท่านภายนอกเอาไว้” มันตอบกลับอย่างรักษาน้ำใจ

            อันที่จริงแล้วถ้าพูดขึ้นมาว่ามันดูจากรูปพรรณสัณฐานภายนอกที่ขาของเขาพิการหนึ่งข้างก็คงไม่ผิด

            ถ้าด้วยมองรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นบุรุษที่มีขาหนึ่งข้างพิการคงจะสามารถสังเกตได้อย่างง่ายดายเพราะภายในเมืองแห่งนี้คงจะมีเพียงไม่กี่คน

            แต่จางหยวนก็ไม่ถือสาเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาแล้วก็พูดตอบกลับคนผู้นั้นไป “ นำทางไป ”

            ภายในใจก็เตรียมใจมาในระดับนึงแล้วว่าถ้าเดินทางไปถึงคงจะพบเจอเกี่ยวกับเรื่องกดดันมากมาย

            เสี่ยวเอ้อหนุ่มผู้นั้นนำทางจางหยวนขึ้นไปบริเวณชั้นสอง

            หลังจากที่เดินขึ้นมาบริเวณชั้นสองของโรงน้ำชาสิ่งที่สามารถสังเกตเห็นได้ก็คือภายในโรงน้ำชาชั้นสองที่นั่งบริเวณรอบๆดูเป็นส่วนตัวมากขึ้น

            ภายในสถานที่แห่งนี้ไม่วุ่นวายเหมือนด้านล่างโต๊ะนั่งแต่ละโต๊ะเองก็มีขนาดความกว้างที่กว้างมากขึ้น มองเห็นเช่นนี้ก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นตำแหน่งที่นั่งที่เอาไว้ต้อนรับพวกเศรษฐีหรือพวกขุนนาง

            ทัศนียภาพมองเห็นจากด้านบนก็งดงามมากกว่าบริเวณด้านล่างมองออกไปทางด้านนอกพบเห็นลำธารขนาดใหญ่ที่ตัดผ่านเมืองและถนนที่มีผู้คนเดินมากมาย

            สายลมเย็นๆก็พัดผ่านตลอดเวลาต้องกล่าวว่าคนที่เลือกจัดสรรที่ตั้งสถานที่แห่งนี้เป็นคนที่เยี่ยมยอดและน่าจะเป็นคนที่รู้หลักการเลยทีเดียว

            เสี่ยวเอ้อผู้นี้นำพาเดินทางไปจนถึงบริเวณส่วนในสุดของสถานที่แห่งนี้

            เมื่อนำพาเดินทางไปบริเวณสวนในสุดเป็นที่นั่งอันเป็นส่วนตัวแสงแดดยามบ่ายส่องกระทบลงมาพบเห็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังยืนอยู่บริเวณนั้น

            ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้คุ้มกันมากมายที่ยืนอยู่บริเวณรอบๆเขาพบเจอพ่อบ้านเสิ่นและก็บุรุษวัยกลางคนที่เคยพบเจอก่อนหน้านี้ที่เข้ามาสนทนายืนอยู่ด้วย 

            พวกมันทั้งสองคนยืนอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของชายที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ 

            จางหยวนในตอนที่กำลังจะเดินเข้าไปถึงสงบใจของตนเองแล้วก็มองดูไปที่ชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้และกำลังถอดสายตามองยาวออกไปด้านนอก

            คนผู้นั้นเป็นชายวัยกลางคนร่างกายไม่อ้วนไม่ผอมสมส่วนกำลังดีสวมใส่ด้วยชุดที่ถูกตัดเย็บเป็นพิเศษเป็นเสื้อแพรไหมสีดำสนิทมันมีบุคลิกท่าทางที่ดูสุขุมเย็นชา บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมแฝงความเย่อหยิ่งเล็กน้อย 

            คนผู้นี้มองเห็นท่าทางภายนอกก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป

            มันคือเสิ่นเหยียน 

            จางหยวนพอจะลองสืบข้อมูลเกี่ยวกับผู้นำตระกูลเสิ่นคนปัจจุบันมาบ้างแล้ว

            จนตอนนี้ก็ได้ความว่าผู้นำตระกูลคนปัจจุบันของตระกูลเสิ่นมันมีนามว่าเสิ่นเหยียนโดยถ้านับจากรุ่นการสืบทอดมันถือว่าเป็นผู้นำตระกูลรุ่นที่ห้า 

            ถือว่าเป็นตระกูลที่ปักหลักอยู่ภายในเมืองจินหยวนแห่งนี้มาเป็นเวลานาน 

            ตระกูลใหญ่ที่เป็นตระกูลเศรษฐีภายในเมืองแห่งนี้ตระกูลเสิ่นขึ้นชื่อเรื่องความเก่าแก่ของตระกูลภายในเมืองเป็นรองเพียงแค่ตระกูลสวี 

            คนผู้นี้ประมาทไม่ได้

            จางหยวนแม้ว่าจะศึกษาข้อมูลมาประมาณนึงแต่รู้ดีว่าตนเองไม่ควรประมาทภายในราชวงศ์นี้แตกต่างจากยุคสมัยที่เขาจากมา

            ไม่รู้ว่าคนภายในสถานที่แห่งนี้จะเหี้ยมโหดได้เพียงใด 

            จางหยวนเข้าไปด้วยท่าทางสงบนิ่ง 

            เสี่ยวเอ้อผู้นั้นนำทางเดินทางมาจนถึงบริเวณนี้มันทำการกล่าวกับนายท่านเสิ่นอย่างรวดเร็ว “ นายท่านขอรับนำพาคนที่ท่านนัดเอาไว้มาแล้ว” 

            เสิ่นเหยียนค่อยๆหันใบหน้าของตนเองมาอย่างช้าช้าในตอนแรกเห็นใบหน้าของมันจากถ่านด้านข้างเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมยามหันมาสบกันตรงๆแววตาคู่นั้นมันยิ่งกว่านั้นเสียอีก

            จางหยวนหายใจเข้าลึกลึกก้าวเท้าไปด้านหน้านำหน้าเสี่ยวเอ้อผู้นั้นก่อนที่จะเริ่มกล่าวแนะนำตัว “ คาราวะนายท่านเสิ่น ผู้น้อยจางหยวน ” 

            ชายวัยกลางคนผู้นั้นใช้แววตาที่เย็นชาจ้องมองมา “ เช้างั้นรึคนที่ปลูกผักวิญญาณ? ”

            จางหยวนตอบกลับ “ ใช่ขอรับข้าน้อยเอง”

            หลังจากนั้นเสิ่นเหยียนมันก็ใช่ดวงตาของมันมองดูร่างกายของเขาราวกับว่าจะประเมินหาบางอย่าง 

            จางหยวนไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่เพราะว่าตนเองกำลังโดนจับจองแล้วก็โดนประเมินอยู่ฝ่ายเดียว 

            แต่ว่าไม่สามารถทำอะไรได้จำเป็นจะต้องสงบนิ่งเข้าไว้

            เสิ่นเหยียนหลังจากที่ประเมินและวิเคราะห์ประมาณหนึ่งมันก็ได้พูดขึ้น “ มานั่งสิ ”

            จางหยวนทำตามที่มันพูดเขาค่อยๆเดินไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของมันหลังจากนั้นก็หย่อนก้นนั่งลงตรงบริเวณตำแหน่งที่ว่างอยู่

            แรงกดดันบริเวณนี้มากมายมหาศาลดวงตาของพวกที่อยู่บริเวณรอบๆจ้องมองเขาเป็นตาเดียว 

            จางหยวนทิ้งก้นนั่งลงได้เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเสิ่นเหยียนทำการพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ ข้าจะไม่สนทนาอะไรมากสิ่งที่ข้าอยากจะพูดก็คือจงขายสูตรการปลูกผักวิญญาณให้กับข้าซะ ”

            จางหยวนได้ยินอีกฝ่ายชักชวนเข้าเรื่องสนทนาเช่นนั้นเขาขมวดคิ้วแสดงใบหน้าจริงจังต่อต้านทันที

            จบบท