ครั้นประตูไม้เปิดออก ก็เห็นร่างของบุรุษชราผู้หนึ่งก้าวเข้ามา เขามีใบหน้าแย้มยิ้มอย่างเป็มิตร เพียงว่าวาจาทักทายเย็นเยียบเย่อหยิ่งดั่งว่าตนเองสูงเทียมฟ้าเท้าค้ำดิน บุรุษอาภรณ์ผ้าปอสีม่วงหยาบกระด้างผู้นี้มีกำลังภายในขอบเขตครึ่งก้าวปราณเซียน แม้จะไม่แข็งแกร่งในสายตาของเฟยหลางที่บิดาและปู่ของตนเป็ยอดฝีมือขอบเขตเซียนและพบเจอยอดฝีมือประทับเทพ ทว่าในสายตาของผู้อื่นกลับเคารพบุรุษชราอย่างมาก
สายตามองสัญลักษณ์บนอาภรณ์ ชายหนุ่มก็เวทนาขึ้นมาอย่างจับใจ วังวิหค์ชื่อเสียงเลื่องลือนามครั้งอดีตยามนี้แม้กระทั่งขอบเขตเซียนก็ไม่มีใครบรรลุได้นับว่าตกต่ำอย่างแท้จริง ได้แต่กล่าวคำอวยพรแด่ผู้วายชนม์อย่างเงียบงัน
“เ้าฟื้นแล้วจอมยุทธ์น้อย ข้าชื่อฟางเซิ่นเทียนเป็เ้าวังวิหค์ ข้าเป็ผู้ช่วยเ้าเอาไว้” เขากล่าวน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความยินดีและความภาคภูมิใจ ตั้งมั่นจะให้บุรุษหนุ่มเคารพ
“ท่านช่วยข้าเพียงยามหลับใหล ข้ากลับช่วยผนึกมารร้ายเป็การตอบแทนถือว่านับจากนี้เราไม่มีสิ่งใดติดค้างกัน” เฟยหลางกล่าวปฎิเสธก่อนอย่างเฉียบขาดเน้นคำว่าหลับใหล ไม่ได้ไว้หน้าผู้าุโแม้แต่น้อย คนเหล่านี้หวังเพียงผลประโยชน์ นิสัยเช่นจิ้งจอกวาจาดั่งอสรพิษ หากจะเชิญชวนให้ข้าเข้าร่วมสำนักก็คงผิดหวังแล้ว
ฟางเซิ่นเทียนเงยหน้ามองอย่างเงียบงัน ใบหน้าข่มความไม่ยินดีไว้ สายตาเพ่งพินิจสำรวจบุรุษหนุ่มั้แ่ศีรษะจรดเท้าไม่ให้หลุดรอดสักกระเบียดนิ้ว เฟยหลางเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ปกปิด สำรวจให้เต็มที่กำลังภายในของเขาเป็เพียงของเขตรวมดาราเท่านั้น เป็ธรรมดาที่ยอดยุทธ์จะยึดติดกับกำลังภายใน
“ข้าไม่รบกวนเ้าแล้ว หากไม่เป็อันใดมากก็จงพักผ่อนที่แห่งนี้เสียสักสัปดาห์แล้วจึงออกเดินทางต่อ” กล่าวจบก็หมุนกายกลับไปไม่หันมอง เดินออกไปใกลลิบก็ได้กล่าวอย่างแ่เบา “ลมปราณแรกเริ่มเลย หรือว่าแม้แต่ข้าก็ไม่อาจตรวจสอบได้ ทว่าคำกล่าวของทหารบนกำแพงที่ว่าเขาะโได้สูงกว่ากำแพงก็มิใช่เื่โกหก”
หลังจากที่ทุกคนจากไปแล้ว เขาก็ได้เข้าสู่สมาธิโดยสมบูรณ์ แล้วจึงดึงปราณบริสุทธ์จากมุกสุริยันอย่างไม่รีบเร่งนักไม่ให้เสียเปล่าแม้เพียงหยดเดียว
ภายในร่างกายของมนุษย์นั้นประกอบด้วย รากปราณ กระดูกปราณ จิตปราณ สามสิ่งนี้ทำให้ผู้คนนั้นสามารถบ่มเพาะพลังปราณได้ รากปราณคือสิ่งที่ติดตัวมาเเต่เกิดของชาวยุทธ์ เช่นรากปราณธาตุไฟ รากปราณธาตุน้ำ สิ่งนี้จะช่วยค้นหาความเข้ากันได้ของวิทยายุทธ์ของเเต่ละคน
กระดูกปราณคือสิ่งที่จะช่วยวัดความเเข็งเเกร่งทางกาย หากผู้ใดมีกระดูกปราณระดับทองคำ ผู้นั้นถือว่าเป็ผู้ที่มีความเเข็งเเกร่งทางกายเป็เลิศ ทว่าความได้เปรียบนี้จะหายไปเมื่อทุกคนเข้าสู่ระดับปราณฟ้าที่ซึ่งก่อร่างสร้างกล้ามเนื้อด้วยลมปราณได้กระนั้นแล้ววิธีนี้ก็นับว่าไม่ถูกต้อง
จิตปราณสิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด มันนั้นคือสิ่งที่ช่วยให้ผู้คนสามารถััถึงสายธารปราณิญญาที่ล่องลอยอยู่รอบตัว ต่อให้มีกระดูกปราณล้ำเลิศ หากไม่มีจิตก็เป็เพียงชาวบ้านธรรมดา ทั้งยังเป็สิ่งที่ช่วยขัดเกลาปราณิญญาที่ปนเปื้อน ให้กลายเป็ปราณบริสุทธ์
การกลั่นปราณเปรียบได้ดั่งการบ่มสุราชั้นดีไม่ควรรีบร้อน แต่ตั้งมั่นจิตอย่างมั่นคงเวลาผ่านไปเนิ่นนาน การกระทำของเขาก็หยุดลง มีท่าทางผ่อนคลายดังเก่า หยิบเนื้อแห้งบนโต๊ะเข้าปาก
เวลาพลบค่ำอาทิตย์อัสดงทอแสงอ่อนจางมาจากขอบฟ้า บุรุษหนุ่มเดินออกมาจากเรือนพัก เชยชมความงามของวังยุทธ์จนพอใจแล้วจึงคิดจะจากไป
“เ้าเป็ผู้ใดกันแน่ จวนสกุลหลินสืบข่าวพลิกทวีปก็ไม่เคยได้สดับเื่ของเ้า ทั้งยังกล่าวอีกว่าสกุลนี้เคยเป็ราชันเหนือใต้หล้ามาก่อน แต่ล่มสลายไปได้หลายศตวรรษแล้ว ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ใดเหลืออยู่” สตรีสูงศักดิ์คนเดิมก้าวเข้ามา ฝีเท้าจางยิ่งกว่าเมฆา เห็นว่าวรยุทธ์คงไม่ธรรมดาเป็อัจฉริยะเช่นกัน ยามนี้ไม่มีแววเคารพอีกต่อไป ต้องรักษาภาพลักษณ์สูงสง่าเช่นนี้คงมีผู้ร่วมทางมาด้วย
“ไฉนแม่นางถึงได้อยากรู้เื่ราวของข้านักเล่า ในไม่ช้าข้าก็จะไปแล้ว คงไม่ใช่หลงรักข้าแล้วกระมัง” เฟยหลางกล่าว ในแววตามีเค้าความขันอยู่ไม่จางหาย
“ข้าคือศิษย์สายในนิกายนภาเหมันต์ พบผู้คนมามากมาย แต่ไม่เคยมีผู้ใดมีกลิ่นอายอันตรายเช่นสัตว์อสูรแบบเ้า” นางกล่าวอย่างระแวดระวังกลัวว่าหากตนพูดสิ่งใดผิดจะทำให้ศีรษะหลุดออกจากบ่า มือขวากำชับฝักกระบี่แน่น
ฝ่ายบุรุษเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ ใบหน้าผุดรอยยิ้ม “ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้แต่ข้ายังไม่อยากเปิดเผยตนยามนี้ ให้แม่นางรู้เพียงว่าข้าเป็จอมยุทธ์พเนจร ผู้แสวงหาดวงดาวทั้งเก้าก็ได้ ซึ่งไม่ได้สลักสำคัญอันใดให้ใส่ใจ ท่านก็ถอยก้าวนึงเถิด”
ฝ่ายสตรีได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นก็โล่งใจ “หากมิใช่ผู้ฝึกตนฝ่ายมารก็แล้วไป เื่นี้ข้าต้องขออภัยที่ล่วงเกิน” กล่าวจบก็บ่ายหน้าเดินจากไปพร้อมกับยอดยุทธ์ขอบเขตก็ไม่ใช่ต่ำหญิงอีกคนนึง ดูจากสถานะแล้วนางคงไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาในนิกายแล้ว
ยามนั้นก็ได้ยินเสียงการปะทะกันของโลหะดังใสกังวานมาแต่ใกล คาดคิดว่าจะมีเื่สนุกสนานเกิดขึ้นจึงได้สืบเท้าไปเบื้องหน้าตามเสียงการต่อสู้ไป จะช่วยหรือไม่ก็ตามแต่ใจ้า