เด็กวัด สร้างตำนานลุยโลกแฟนตาซี

    บทที่ 14 เที่ยวน้ำตก กับ แผนเบื้องหลังเทศกาล

    บทที่ 14
    ผมกับฟีน่าค่อยๆเดินทางกลับบ้านตามทางเดินภายในเมือง ผู้คนเริ่มบางตา บางคนยังนั่งชมวิวอยู่ที่ชายหาด ผมเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งนั่งมองทะเลโดยที่ทั้งสองต่างกอดให้ความอบอุ่นแก่กันและกัน มันช่างเป็นภาพที่สวยงาม
    “ฟีน่าจะอยู่ที่เมืองนี้กี่วันหรอ ผมยังไม่รู้เลย” ผมถามฟีน่าระหว่างเดินกลับบ้านด้วยกัน
    “น่าจะอีก 2 วันเพราะเราต้องกลับพร้อมกับพวกพ่อค้า น่ะ” ฟีน่าหันมาบอกผม
    “ถ้างั้นพรุ่งนี้ฟีน่าอยากไปเที่ยวน้ำตกมั้ย เดี๋ยวเราพาไป” ผมถามฟีน่าดู
    “ได้สิคลาวด์เราก็อยากเห็นน้ำตก เราออกจากเมืองหลวงมาเพื่อท่องเที่ยวอยู่แล้ว” เมื่อฟีน่าบอกแบบนั้นผมก็เป็นอันตกลง เราทั้งคู่เดินกันไม่นานก็ถึงบ้าน
    “กลับมาแล้วครับ” ผมเอ่ยบอกหลังจากเดินเข้าไปในบ้าน
    “กลับมาแล้วหรอจ๊ะคลาวด์” ท่านแม่เดินออกมาพร้อมกับคนอื่นๆจากห้องนั่งเล่น
    “เป็นอย่างไรบ้างเด็กๆไปไหนกันมา กลับซะมืดเชียว” ท่านแม่ถามผมและฟีน่า
    “ก็ไปที่ตลาดกับไปลอยโคมกันน่ะครับท่านแม่ แล้วพวกท่านแม่ล่ะครับ” ผมตอบท่านแม่ไปตามตรง
    “แม่ก็ไปเดินดูที่ตลาดเหมือนกันจ๊ะส่วนตอนค่ำแม่ไปลอยโคมกับเอริกและไอแซคที่ชายหาด เทศกาลลอยโคมของลูกแม่ว่ามันดีมากๆเลยนะจ๊ะ ยามที่มันลอยขึ้นฟ้า แม่ว่ามันสวยมากๆเลย แม่อยากให้ปีหน้ามีอีกจังเลย” ท่านแม่บอกกับผม
    “ใช่ค่ะท่านป้า ฟีน่าก็ชอบเหมือนกันมันสวยมากๆ ปีหน้าหนูก็อยากมาลอยอีกจังเลย” ฟีน่าท่าทางจะชอบเหมือนกัน
    “อยากมาลอยกับคลาวด์ลูกชายแม่รึป่าวเอ่ย” ท่านแม่แซวพวกผม
    “เอ่อ...คือหนูอยากมาลอยกับทุกๆคนค่ะ” ฟีน่าก้มหน้าตอบด้วยท่าทางอายๆส่วนผมก็ตีหน้านิ่งๆ ไว้ได้ไม่โดนท่านแม่แซว
    “ท่านแม่ ท่านพ่อ ลุงไอแซค ผมกับฟีน่าขอตัวไปนอนก่อนนะครับ” ผมเอ่ยลาพวกท่าน
    “ไปเถอะจ๊ะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ราตรีสวัสดิ์จ๊ะคลาวด์ หนูฟีน่า” ท่านแม่เอ่ยราตรีสวัสดิ์พวกผม
    “ราตรีสวัสดิ์ครับ/ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” ผมกับฟีน่าเอ่ยราตรีสวัสดิ์และขึ้นห้องเพื่อไปพักผ่อนกันทันทีหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน พวกเราเดินมาจนถึงหน้าห้องพักผมพึ่งรู้นะเนี่ยว่าฟีน่าพักห้องติดกับผม ก่อนที่ผมจะเข้าห้องไปผมหันไปหาฟีน่า
    “ราตรีสวัสดิ์นะฟีน่า นอนไวๆล่ะ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางไกลหน่อยกว่าจะถึงน้ำตก” ผมบอกกับฟีน่าเพราะกว่าจะถึงน้ำตกเป็นทางขึ้นเขาคงใช้แรงเยอะน่าดู
    “ค่ะราตรีสวัสดิ์เช่นกันค่ะ” จากนั้นเราทั้งคู่ก็แยกย้ายเข้าห้องพักตัวเอง
    เช้าวันต่อมา
    ผมตื่นเช้าเหมือนเดิมเป็นกิจวัตรประจำวัน ผมลุกขึ้นมานั่งสมาธิบนเตียง ก่อนที่จะลงไปซ้อมรำดาบอาทมาฎ และมวยไชยาที่สวนหลังบ้าน ผมรำไปได้สักพัก ผมเริ่มได้กลิ่นอาหารมาจากภายในบ้าน น่าจะใกล้ได้เวลาอาหารเช้าแล้วจึงกลับเข้าบ้านเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อผมเดินเข้ามาภายในบ้าน ผมเจอกับฟีน่ากำลังเดินลงมาจากบันไดพอดี
    “อ้าวอรุณสวัสดิ์ฟีน่าตื่นแล้วหรอ เมื่อคืนนอนหลับสบายดีมั้ย” ผมทักทายฟีน่า
    “อรุณสวัสดิ์ค่ะคลาวด์ เมื่อคืนเราหลับสบายดี สงสัยจะเพลียจากการเดินทาง และก็ตอนเที่ยวงานเทศกาลด้วยน่ะ เพราะตอนเดินทางเรานอนแต่ในรถม้าน่ะ” ฟีน่าบอกกับผม
    “หลับสบายดีก็ดีแล้วล่ะ ไปที่ห้องอาหารสิ คุณอามีน่า คงใกล้จะเตรียมอาหารเสร็จแล้ว ท่านแม่คงอยู่ที่นั่นแล้วล่ะ ผมขอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเดี๋ยวตามลงไป” ผมบอกฟีน่าและก็เดินขึ้นห้องไป
    หลังจากผมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จผมลงมาที่ห้องอาหารทันทีทุกคนรออยู่ที่ห้องหมดแล้ว
    “มาทานข้าวกันเถอะคลาวด์” ท่านพ่อชวนผมนั่งลงที่โต๊ะ
    “ครับท่านพ่อ” ผมนั่งลง จากนั้นคุณอามีน่าก็เดินถืออาหารออกมาจากห้องครัวทันที
    “ว้าว/โอ้ กลิ่นหอมจริงๆ” ฟีน่ากับลุงไอแซคอุทานออกมา
    “ทานกันเถอะจ๊ะ” ท่านแม่บอกทุกคน จากนั้นพวกเราทุกคนก็เริ่มทานอาหารด้วยความเอร็ดอร่อยทันที โดยเฉพาะลุงไอแซค เค้ากินไม่หยุดมาเกือบชั่วโมงแล้วคุณอามีน่า ต้องไปเอาอาหารมาเติมหลายรอบแล้ว ส่วนคนอื่นๆหยุดกินกันตั้งแต่ 30 นาทีแรกเพราะอิ่มหมดแล้ว เหอะๆถ้าผมเปิดร้านอาหารแบบกินไม่อั้น ผมจะห้ามคุณไอแซคเข้าร้านเด็ดขาด
    “อ้า อิ่มจริงๆ เอริกอาหารเมืองเจ้านี่มันสุดยอดเลย เมื่อวานตอนเดินเที่ยวในเทศกาล ก็ทำให้ข้าแปลกใจแล้วนะ แต่อาหารบ้านเจ้ามันสุดยอดเลย ไอ้เครื่องปรุงที่เจ้าผลิตขึ้นมาสุดยอดจริงๆ เจ้าสนใจจะขายมันออกไปมั้ย ข้าหวังว่าตอนข้ากลับไปสอนที่โรงเรียนจะมีอาหารดีๆแบบนี้ทานบ้าง” ไอแซคหันมาบอกเอริกหลังจากทานอิ่ม
    “ข้าจะขายแน่นอนอยู่แล้วมันจะเป็นผลผลิตส่งออกของเมือง ข้าจะได้เก็บภาษีจากสินค้าส่งออกได้สักที สายๆวันนี้พวกพ่อค้าจะมาหาข้าที่บ้าน เมื่อวานบังเอิญเจอกันที่ตลาดในเมือง ข้าเลยนัดไว้วันนี้” เอริกบอกกับไอแซค ผมเห็นว่าได้เวลาแล้วที่จะออกเดินทางไปที่น้ำตกกับฟีน่า
    “ท่านพ่อ ผมกับฟีน่าขอตัวก่อนนะครับ ฟีน่าเราไปกันเถอะเตรียมตัวแล้วใช่มั้ย” ผมหันไปถามฟีน่า
    “ค่ะ เราเดินทางกันได้เลย” ฟีหน้าพยักหน้าตอบ
    “เด็กๆจะไปไหนกันจ๊ะ” ท่านแม่ถามพวกผม
    “ผมสัญญากับฟีน่าว่าจะพาเธอไปเที่ยวที่น้ำตก ที่ป่าทางเหนือของเมืองน่ะครับ” ผมบอกกับท่านแม่
    “น้ำตกบาร็อคสินะคลาวด์ สมัยเด็กๆพ่อก็ชอบไปเล่นที่นั่นบ่อยๆ เดินทางระวังตัวด้วยล่ะ ดูแลหนูฟีน่าให้ดีๆ” ท่านพ่อบอกกับผม
    “ครับผมให้สัญญา ว่าจะดูแลให้ดีที่สุด” ผมรับปากกับท่านพ่อ
    “งั้นพวกเราไปกันเถอะ ถ้าออกสายเดี๋ยวจะร้อนเกินไป” ผมลุกขึ้นชวนฟีน่าออกเดินทางทันที
    “เดี๋ยวก่อนค่ะนายน้อย เอาอาหารไปทานมื้อเที่ยงด้วยสิคะ” คุณอามีน่าเรียกผมและเอาอาหารมาให้หลังจากได้ยินว่าพวกผมจะไปน้ำตก อืมคุณอามีน่าช่างเป็นมืออาชีพจริงๆ ผมลืมนึกถึงอาหารไปเลย
    “ไปก่อนนะครับ/ไปก่อนนะคะ” จากนั้นผมและอามีน่าก็เดินทางออกจากบ้านมุ่งขึ้นเหนือ สู่น้ำตกบาร็อคทันที
    ผมกับอามีน่าเดินทางออกจากเมืองโดยไม่ได้ใช้ม้า ถ้าถามผมทำไมไม่ใช้ม้าน่ะหรอก็ มันเป็นทางขึ้นเขายังไงเล่า ม้าเดินทางเข้าไม่ถึงเพราะไม่ใช่ถนนสายหลักต้องเดินเท้าเท่านั้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าจะถึงน้ำตกก็สายๆเกือบเที่ยงพอดี
    ตลอดทางผมถามฟีน่า ตลอดว่าเหนื่อยมั้ย ไหวมั้ยเพราะฟีน่าดูเหมือนจะเหนื่อยมากเหงื่อออกเยอะแยะ
    “ไม่เป็นไรค่ะคลาวด์เรายังไหว” ผมพยักหนาอย่างเป็นห่วงแต่ดูเหมือนเธอจะสนุกนะ สงสัยตอนอยู่ที่เมืองหลวงเธอจะไม่เคยออกไปไหนเลยสินะ ให้ตายสิเด็กคนนี้โตมายังไงกัน
    “อืม....อีกไม่ไกลอดทนหน่อยนะ ใกล้ถึงแล้ว” ผมบอกกับฟีน่าและเดินทางออกทันทีแต่จู่ๆฟีน่าก็ร้องออกมา
    “โอ๊ย !!” ฟีน่าร้องและนั่งลงไปเอามือกุมบริเวณข้อเท้าผมรีบเดินมาดูเธอทันที
    “ไหนฟีน่าผมขอดูหน่อย” ผมค่อยๆจับข้อเท้าเธอ ดูเหมือนข้อเท้าจะพลิกนะ
    “ฟีน่าขึ้นหลังผม” ผมหันหลังนั่งลงเพื่อให้เธอขี่หลังทันที
    “เราไม่เป็นไรเรายังไหว” ฟีน่าบอกปฎิเสธ
    “อย่าฝืนสิ ถ้ามันบาดเจ็บมากกว่าเดิมจะทำยังไง ขึ้นมา” ผมหันไปดุฟีน่า เธอดูลังเล แต่ก็ไม่อยากให้ข้อเท้าบาดเจ็บมากกว่านี้เพราะกลัวจะเป็นภาระ
    “ถ้างั้นรบกวนด้วยนะคะ” ฟีน่าค่อยๆขึ้นขี่หลังผมด้วยใบหน้าแดงๆด้วยความเขินอาย
    ตึกๆ !! ตึกๆ !! เสียงหัวใจฟีน่าเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น นี่เราเป็นอะไรกันรู้สึกเหมือนมันน่าอายมากๆเลย หัวใจเราก็เต้นแรงด้วย แถมหน้าเราต้อนนี้ร้อนมากๆเลย ตกลงนี่เราป่วยจริงๆใช่มั้ย
    หลังจากฟีน่าขึ้นหลังผมมาแล้วผมเดินทางต่อทันที แต่ผมรู้สึกอะไรนุ่มๆที่หลัง อะไรนุ่มๆอย่าบอกนะว่าหน้าอก โอ้ใหญ่เหมือนกันดูจากภายนอกไม่รู้เลยนะเนี่ย ผมค่อยๆหน้าแดง ใจเย็นไว้ตัวข้า นั่นเด็ก 13 นะ ถึงโลกนี้เราจะอายุเท่ากันแต่ถ้านับจริงๆเรา 31 แล้วนะเว้ย ผมได้แต่สูดหายใจเข้าลึก พลางสวดมนต์เพื่อสงบจิตใจ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ
    ผมเดินขึ้นเขาไปสวดมนต์ไปตลอดทางเพื่อไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน
    ทางด้านเอริก
    พวกพ่อค้าเดินทางมาถึงกันแล้วหน้าบ้านกันแล้ว
    “สวัสดีครับผมมาหาท่านเอริกตามที่นัดไว้ครับ” พ่อค้าบอกกับคุณมัลโก้ที่ยืนรออยู่
    “นายท่านแจ้งเอาไว้แล้วครับผมจึงออกมารอต้อนรับ เชิญห้องรับแขกครับ ตามผมมา” มัลโก้นำทางไปทันที
    “เชิญนั่งก่อนครับ ผมจะไปเรียนนายท่าน” มัลโก้ออกไปเรียกเอริกที่ห้องทำงานทันที หลังจากมัลโก้ออกไปอามีน่าก็เดินถือชาเข้ามาเสิร์ฟทันที
    “เชิญค่ะ” อามีน่าวางถ้วยชาและรินลงไปทันที
    “ขอบคุณครับ” พวกพ่อค้ากล่าวขอบคุณ
    ก๊อก !! ก๊อก !! ก๊อก !! มัลโก้เปิดเข้าไปทันที
    “นายท่านครับ พวกพ่อค้ามากันแล้วครับ” มัลโก้บอกกับเอริกที่เขียนเอกสารอยู่
    “งั้นเราลงไปกันเถอะ เขียนเสร็จพอดี” เอริกลุกขึ้นและหยิบเอกสารติดมือไปด้วย
    “อ้อมัลโก้ เดี๋ยวไปบอกอามีน่าให้ทำอาหารทานเล่น และก็พวกขนมมาเสิร์ฟด้วยล่ะ
    “ครับนายท่าน” มัลโก้โค้งรับและเดินลงไปทันที
    ห้องรับแขก
    “ขอโทษที่ให้รอนะ” เอริกทักทันทีที่เข้ามาในห้องพวกพ่อค้ารีบลุกขึ้นมาทันที
    “รออะไรกันครับท่านเอริก ผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมอลัน ส่วนข้างๆนี่เลขาผมไคลน์ ครับท่านเอริก” พวกพ่อค้าแนะนำตัว
    “ยินดีที่รู้จักครับ เรานั่งคุยกันเถอะ” เอริกเชิญทุกคนนั่ง
    “ผมขอเข้าเรื่องเลยนะครับ เครื่องปรุงที่ใช้ทำอาหารในเทศกาลเมื่อวาน ผมต้องการซื้อทั้งหมดครับ” อลันเอ่ยเข้าเรื่องทันที
    “ทางเมืองเราคงขายให้ทั้งหมดไม่ได้ ผมจะขายให้กลุ่มพ่อค้าเพียงกลุ่มละ 500 กิโลกรัมเท่านั้น” เอริกปฎิเสธไป
    “ทำไมล่ะครับท่านเอริก ถ้าเป็นเรื่องราคาล่ะก็ผมมั่นใจว่าให้สูงแน่นอน” อลันบอกเอริก
    “ถ้าผมขายให้คุณเจ้าเดียว มันก็จะอยู่แค่ที่เมืองหลวงใช่มั้ยล่ะ แต่ผมก็อยากให้เครื่องปรุงของเมืองเรากระจายไปทั่วทั้ง 4 อาณาจักร” เอริกบอกเหตุผล
    “ถ้าอย่างงั้นขายให้ผมก็เหมือนกันนี่ครับ ผมสามารถกระจายสินค้าได้รวดเร็วกว่าด้วย” อลันยังไม่ยอมแพ้
    “ยังไงก็ไม่ได้ครับ” เอริกไม่ยอมบรรยากาศเริ่มตรึงเครียด
    “ขอโทษค่ะ เอาของว่างมาเสิร์ฟค่ะ” อามีน่าเข้ามาพอดี
    “เรามาทานอาหารว่างกันก่อน ค่อยคุยกันต่อเถอะ” เอริกบอก อืมจังหวะพอดีเลยสงสัยจะเคี้ยวยากน่าดู เอริกพลางนึกถึงตอนที่คุยกันเรื่องจะจัดเทศกาล
    1 เดือนก่อนกำหนดพ่อค้าจะเดินทางมาถึง
    “ท่านพ่อครับ ผมวางแผนจะจัดเทศกาลตอนพวกพ่อค้ามาที่เมืองเราครับ ผมอยากจะให้พ่อค้าได้ชิมอาหารที่ใช้เครื่องปรุงพวกนี้ ในการทำอาหาร” คลาวด์นั่งคุยกับเอริก
    “ไหนลูกลองบอกแผนการของลูกให้พ่อฟังซิ” เอริกบอกให้คลาวด์อธิบาย
    “เป็นอย่างนี้นะครับ เมืองเราตอนนี้ไม่มีผลผลิตส่งออกทำให้ไม่มีรายได้และไม่สามารถเก็บภาษีได้เลย ผมอยากจะกระจายเครื่องปรุงที่เมืองเราผลิตขึ้น ออกไปให้ทั่วทั้ง 4 อาณาจักรครับ เมื่อเราเก็บภาษีได้เราก็จะนำมาพัฒนาบ้านเมือง ถ้าเราขายเครื่องปรุงออกไปได้เราจะมีเงินมาจ่ายเงินค่าจ้างย้อนหลังตลอด 5 ปีมานี้ได้ และเรายังสามารถ จ้างคนเพิ่มได้ด้วย เราจะได้ผลิตเครื่องปรุงได้ตามจำนวนที่ตลาดต้องการได้” คลาวด์บอก
    “ 4 อาณาจักรเลยหรอคลาวด์ พ่อว่าแค่อาณาจักรเราก็เป็นไปได้ยากแล้วนะ ประชาชนในเมืองเราไม่มีมากขนาดนั้น เราจะไปหากำลังคนมาจากไหน” เอริกบอกเหตุผลที่เป็นปัญหาด้านกำลังคน
    “เชื่อผมเถอะครับท่านพ่อ พวกชาวเมืองที่ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นจะต้องกลับมาเมืองเราแน่ๆ ไม่มีใครไม่คิดถึงบ้านเกิดหรอกครับ ไม่ใช่แค่นั้น ผมมั่นใจที่ไหนมีงานที่นั่นต้องมีเงิน เมื่อมีเงินแล้วคนก็จะตามมาเองครับ ท่านพ่อ” คลาวด์บอกอย่างมั่นใจ
    “เอาล่ะ ถ้าอย่างงั้นเทศกาลที่ลูกว่า ลูกจะทำยังไง อธิบายให้พ่อฟังหน่อย”
    “ผมจะจัดเทศกาลกินฟรี ช่วงกลางวันครับ ส่วนกลางคืนผมจะให้มีอีกเทศกาลที่ริมทะเลของเมืองเรา ตรงส่วนนั้นผมจะเตรียมการกับคุณมัลโก้เองครับ” คลาวด์บอก
    “เทศกาลกินฟรีหรอลูก แต่เราไม่มีเงินซื้ออาหารขนาดนั้นนะ ถึงเราจะมีเครื่องปรุง แต่เราจะไปหาวัตถุดิบมาจากไหนล่ะ” เอริกถาม
    “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับท่านพ่อ ผมไปขอร้องพวกชาวบ้านในเมืองมาแล้ว ให้ทุกคนช่วยกันเพื่อเมืองของเรา” คลาวด์บอก
    “นี่ลูกไปคุยมาแล้วงั้นหรอ” เอริกถามอย่างตกใจเพราะเหมือนคลาวด์จะเริ่มแผนไปก่อนแล้ว
    “ใช่ครับ พอพวกพ่อค้ามาถึง ผมมั่นใจว่าอาหารที่พวกเราช่วยกันปรุงจะต้องมีคนเข้ามาชิมแน่นอน ด้วยความอร่อยของมัน พวกนั้นจะต้องมองเห็นช่องทางในการค้าแน่นอน พวกนั้นน่ะ เห็นอะไรก็เป็นเงินไปหมด หลังจากนั้นถ้ารู้ว่าใช้เครื่องปรุงพวกนั้นในการปรุงอาหารจะต้องมาหาซื้อแน่นอน ถึงเวลานั้นผมจะให้ท่านพ่อเป็นคนคุยกับพวกพ่อค้าครับ” คลาวด์อธิบาย
    “เอาล่ะ สมมุติถ้าแผนของลูกได้ผล เราจะขายเครื่องปรุงพวกนี้ยังไง ราคาเท่าไร เพราะพ่อไม่เคยเห็นมีขายที่ไหนมาก่อน พ่อไม่รู้หรอกนะจะขายมันยังไง” เอริกถามถึงราคาเครื่องปรุง
    “ขายที่กิโลกรัมละ 1 เหรียญทองครับท่านพ่อ และก็ให้พ่อค้าแต่ละกลุ่มซื้อได้เพียงแค่กลุ่มละ 500 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนน้ำปลากับซีอิ้วผมขอให้ขายที่ 2 เหรียญทอง” คลาวด์บอก
    “1 เหรียญทอง แถมน้ำปลาแพงกว่าอีก ทำไมมันแพงขนาดนั้นล่ะลูก” เอริกตกใจในราคาที่คลาวด์บอก
    “ครับ 1 ทองมันไม่แพงหรอกครับท่านพ่อ ส่วนน้ำปลากับซีอิ้วเพราะมันใช้เวลาในการผลิตนานครับ แถมผมมั่นใจว่ามันผลิตได้เฉพาะเมืองเราเท่านั้นเพราะต้องใช้ปลาสดยังไงล่ะครับ” คลาวด์ยังยืนยันราคาเดิม
    “เอาล่ะ 1 เหรียญทองแต่พ่อสงสัยทำไมถึงต้องกำหนดให้ซื้อได้แค่ 500 กิโลกรัม” เอริกถามคลาวด์
    “ เพื่อสร้างสมดุลของดีมานด์และซัพพลาย ครับท่านพ่อถ้ามีมันเราจะสามารถกำหนดราคาเองได้ โดยไม่มีใครสามารถเอาไปขายให้มันแพงเกินควร ผมอยากให้ชาวบ้านทั่วไปสามารถเข้าถึงเครื่องปรุงพวกนี้ได้” คลาวด์อธิบาย
    “อะไรมานๆ พลายๆนะลูก พ่อไม่เข้าใจ” เอริกถามอย่าง งงๆ กับคำที่ไม่เคยได้ยิน
    “เอ่อ มันคือความต้องการซื้อครับ สมมุติถ้าเราขายให้โดยไม่จำกัดถ้าพวกกลุ่มที่มีเงินทุนจำนวนมาก ซื้อไปทั้งหมดถึงเวลานั้น กลุ่มนั้นจะสามารถตั้งราคาเท่าไรก็ได้ ทำให้เราไม่สามารถ ควบคุมราคาในการขายได้ ถ้าเป็นแบบนั้นชาวบ้านที่ยากจนจะไม่สามารถหาซื้อเครื่องปรุงได้แน่ๆ ผมมั่นใจ” คลาวด์อธิบาย
    “เอ่อ...น่าจะเป็นแบบที่ลูกว่ามั้ง” ดูเหมือนเอริกจะยัง งงๆ อยู่
    “เอาเป็นว่าท่านพ่อเอาตามที่ผมบอกนั่นล่ะครับ” คลาวด์บอก
    “พ่อเข้าใจแล้ว” เอริกพยักหน้าพลางได้แต่เชื่อใจลูกชาย
    จบ...