บทที่ 75
แกล้งมาเป็นแฟนฉัน
เมื่อหลานเสวี่ยเปิดประตูและเดินเข้ามา เธอเห็นอู๋ตี้ที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าที่เคล้าน้ำตา
เธอไม่รู้ว่าทำไม แต่การที่ได้เห็นชายหนุ่มนั่งน้ำตาตกเช่นนี้ ความมั่นคงและแน่วแน่ในจิตใจของเธอมันก็ถูกทำให้สั่นคลอนนิดหน่อยไปได้ครู่หนึ่งเลย ซึ่งนั่นเองที่ทำให้เธอหยุดชะงักไปนิดหน่อย
แต่ไม่นานนัก เธอก็ปกปิดความรู้สึกแปลกๆนั้นได้และเดินเข้าไปหาเขา
“ตื่นแล้วสินะ”
น้ำเสียงของหลานเสวี่ยยังคงเบาเช่นเดิม แต่ครั้งนี้บางสิ่งบางอย่างมันเปลี่ยนแปลงไป ตรงที่ว่า ภายใต้เสียงอันเบานั้น มันสอดแทรกความอ่อนนุ่มเอาไว้ด้วย
จริงๆแล้วถึงเธอจะยังไม่เข้าใจอะไร เพราะดวงตาของชายหนุ่มตรงหน้านี้กำลังเปี่ยมไปด้วยน้ำตา แต่เธอก็สัมผัสได้
แม้ว่าน้ำตานั่นจะไม่ได้ไหลมาเพื่อเธอ แต่มันก็ยังทำให้คนที่ได้เห็นนั้น รู้สึกถึงความเจ็บปวดหัวใจอยู่ลึกๆ
อู๋ตี้นั่งเงียบอยู่พักใหญ่ก่อนจะพูดขึ้น “ขอบคุณมากๆแล้วก็ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ปฏิบัติตัวต่อเธอให้ดีก่อนหน้านี้”
หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาจากอาการโคม่า อู๋ตี้ก็กลับมาใจเย็นดังเดิม ถึงแม้ว่าเขาจะยังรู้สึกเป็นห่วงและกังวลเรื่องของเอ้อซีซีอยู่ แต่อย่างน้อยๆความมีเหตุผลมันก็เพิ่มขึ้นมาในระดับที่ครอบงำอารมณ์ได้แล้ว
ในตอนนี้ พอย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องก่อนหน้า เขาทำตัวไม่ดีกับหลานเสวี่ยไปไม่น้อยเหมือนกัน เธอนั้นอุตส่าห์ยอมเข้าไปช่วยเขา แต่เขากลับตะโกนใส่เธอแบบขี้ขลาดในตอนท้าย
เพราะงั้น เมื่อเขาตื่นมาและเจอหลานเสวี่ย สิ่งแรกที่เขาคิดจะทำนั่นก็คือกล่าวขอบคุณและขอโทษเรื่องที่ผ่านมาเนี่ยแหละ
หลานเสวี่ยส่ายหน้าและพูดราวกับว่าเธอไม่ได้ใส่ใจอะไร จากนั้นเธอก็ลากเก้าอี้มาและนั่งลงไปข้างเตียง
ตอนนี้อู๋ตี้เริ่มที่จะมองไปรอบๆ เตียงสีขาว กำแพงสีขาว ประตูและหน้าต่างสีขาว ทุกๆอย่างขาวโพลนไปหมด แล้วนอกจากเตียงและเก้าอี้ ในห้องนี้ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย มันทำให้เขารู้สึกว่าห้องนี้มันกว้างแบบสุดลูกหูลูกตาสุดๆ
“ที่นี่...มันอะไรกันน่ะ?” อู๋ตี้มองไปรอบๆแล้วจึงถาม
“ไม่ต้องกังวล ที่นี่เป็นโรงพยาบาลส่วนตัว และห้องนี้ก็เป็นห้องพิเศษที่ฉันขอให้คนคนหนึ่งจัดไว้ให้เพื่อนายโดยเฉพาะ” หลานเสวี่ยตอบด้วยเสียงเบา
“อืม...” อู๋ตี้พยักหน้า และทันใดนั้นเขาก็นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาจึงรีบหันไปถามเธอด้วยความกระตือรือร้น “ฉันโคม่าไปนานขนาดไหนนะ?”
หลานเสวี่ยยกข้อมือขาวสว่างของเธอขึ้นมาที่ซึ่งมีนาฬิกาสีชมพูประดับอยู่ เธอมองไปยังหน้าปัดนาฬิกาแล้วตอบไป “ตอนนี้ 11:30 แล้ว นายหลับเป็นตายไปตั้งแต่ 15:30 ของเมื่อวาน เพราะงั้นก็ 20 ชั่วโมงเห็นจะได้”
“หา?”
อู๋ตี้กระเด้งขึ้นจากเตียงโรงพยาบาลด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน
“นานขนาดนั้นเชียว! ไม่ ไม่ได้ล่ะ ฉันต้องไปหยุนหนานตอนนี้เลย ฉันจะไปตามหาเอ้อซีซี!”
ทันทีที่พูด อู๋ตี้ก็กระโดดลงไปจากเตียงพร้อมกับเตรียมตัวจะออกไปด้วยความตื่นตระหนก
“มันจะได้ประโยชน์อะไรถึงนายจะไปตอนนี้เหรอ?”
ครั้งนี้ หลานเสวี่ยไม่ได้ห้ามเขา แต่เพียงพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา และมันทำให้อู๋ตี้ชะงักลงไปได้
เขายืนนิ่ง และนั่นทำให้หลานเสวี่ยพูดต่อ “ชายลึกลับสองคนนั้นพาตัวเอ้อซีซีไป นายคิดว่าพวกเขาจะยังอยู่ที่นั่นเพื่อรอนายเหรอ? หยุนหนานกับวิ่งรอบสนามมันไม่เหมือนกันนะ ทางที่ดีนายควรใช้สมองคิดให้ดีก่อนดีกว่าว่านายกำลังจะทำอะไรกันแน่ตอนนี้”
พักใหญ่ๆ อู๋ตี้ก็ค่อยๆหันกลับมาและเดินกลับไปยังเตียงของเขา จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งและมองหลานเสวี่ย
“เธอหมายความว่ายังไง?”
หลานเสวี่ยมองไปที่เขา และพูดด้วยความจริงใจ “ฉันหมายถึง ฉันสามารถใช้พลังของตระกูลหลานในการช่วยนายหาแฟนของนายได้”
ถึงแม้ว่าน้ำเสียงของหลานเสวี่ยจะฟังดูจริงใจขนาดไหน แต่อู๋ตี้ก็ยังขมวดคิ้วอยู่ดี
“ทำไมเธอถึงช่วยฉันล่ะ? มีข้อแลกเปลี่ยนหรือเปล่า?”
เพื่อไม่ให้ตกหลุมพรางของเธอง่ายๆ อู๋ตี้จึงถามออกไปตรงๆ
บนโลกนี้ไม่เคยมีมื้อเที่ยงฟรีๆ และไม่มีคนจากตระกูลไหนที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยโดยปราศจากเหตุผล อู๋ตี้เข้าใจเรื่องนี้ดี
หลานเสวี่ยได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอ้อมค้อม “ฉันอยากจะถามความสมัครใจอะไรของนายนิดหน่อย”
พอเธอพูดตรงๆบ้างอู๋ตี้ก็ชะงักขึ้นมา
เรื่องอะไรกันนะที่สาวสวยจากตระกูลสุดยิ่งใหญ่ถึงต้องมาให้ไอ้หนุ่มยากจนที่ไร้ซึ่งอำนาจหรือพลังใดๆช่วยแบบนี้? อู๋ตี้คิดแบบนี้อยู่ครู่หนึ่ง
หลานเสวี่ยมองอู๋ตี้ที่ดูจะมีข้อสงสัยเยอะ เพราะงั้นเธอเลยพูดต่อ “จริงๆมันไม่ใช่เรื่องยากอะไร จนถึงตอนนี้...ฉันอยากให้นายช่วยมาเป็นแฟนฉันให้หน่อย
“อะไรนะ?”
อู๋ตี้ตกใจมากๆ และเขาคิดว่าเขาน่าจะฟังผิดแหงๆ
“เธอต้องการให้ฉันช่วยอะไรนะ?”
แววตาของหลานเสวี่ยนั้นไม่ได้สั่นคลอนแต่อย่างใด เธอยังคงเยือกเย็นราวกับรูปสลักน้ำแข็งที่งดงามดั่งที่เป็นอยู่ตลอดเวลา “ฉันบอกว่า ฉันอยากให้นายช่วยมาเป็นแฟนฉันให้หน่อย”
นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย! ตกใจสุดๆไปเลยนะ!
ตอนนี้อู๋ตี้นั้นได้ยินชัดเจนก็จริง แต่เขาก็ยังคงเงียบด้วยความงุนงง
“ฉันไม่เข้าใจเท่าไหร่เลย นี่เป็นเพราะตระกูลของเธอบังคับให้แต่งงานหรือเปล่าน่ะ เธอถึงได้มาขอให้ฉันไปเป็นแฟนของเธอ? แต่ทำไมเป็นฉันล่ะ? ผู้หญิงสาวๆอย่างเธอน่าจะไปขอให้พวกหนุ่มหล่อรวยๆคนอื่นเป็นแฟนเธอได้ง่ายๆเลยนี่ ทำไมถึงต้องหาปัญหาใส่ตัวขนาดนี้เพื่อมาหาฉันด้วย?”
อู๋ตี้มีความสงสัยเป็นเขื่อนที่กักเก็บไว้ในใจ มันค่อยๆพรั่งพรูออกมาทีละนิดๆ เรื่องนี้ควรจะชัดเจน ไม่งั้นแล้วถ้าปล่อยผ่านแบบที่ยังงงๆแบบนี้ไม่เป็นเรื่องดีแน่ๆ
ครั้งนี้หลานเสวี่ยเงียบลงไป
แต่หลังจากพักใหญ่ๆ เธอดูเหมือนจะจัดการเรื่องในหัวให้แล้วจึงค่อยเริ่มพูดต่ออีกครั้ง “นายคือผู้ถูกเลือก และนายจะต้องทำมัน นายจำได้หรือเปล่าว่าเมื่อตอนเราพบกันครั้งแรกฉันพูดอะไรทิ้งไว้?”
อู๋ตี้พยักหน้าพร้อมกับเกาหัวอีกครั้ง “จำได้ แต่ฉันก็ยังเข้าใจไม่หมดอยู่ดีว่าสิ่งที่เธอพูดหมายถึงอะไร? อะไรคือสิ่งที่น่ากลัวที่จะเกิดขึ้นกับฉันกันแน่?”
หลานเสวี่ยส่ายหัว “ฉันเองก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับนาย แต่จนถึงตอนนี้ ฉันบอกได้แค่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่คนธรรมดาไม่สามารถจินตนาการถถึงได้แน่ๆ หรือจะให้พูดอีกอย่าง โลกที่นายเคยใช้ชีวิตแบบธรรมดานั้นได้ถูกทำลายลงไปแล้ว และการที่นายต้องมาเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ นั่นหมายถึงพลังของนายเองก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน”
“เดี๋ยวๆๆ” อู๋ตี้รีบเบรกเธอไว้ก่อนจะเกาหัวของเขาเอง “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมยิ่งพูดฉันก็ยิ่งงงแบบนี้ โอเค ถึงฉันจะต้องเจอกับอะไรที่คนธรรมดาไม่เจอกัน แต่การที่ต้องไปเป็นแฟนเธอนี่มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้นะ? มันจะทำให้ฉันไม่ต้องไปเจอเรื่องอย่างว่าหรือไง?”
เธอกะพริบตาและพูดด้วยน้ำเสี่ยงเคร่งขรึม “ก็มีบ้างนิดหน่อย เพราะคนที่ฉันจะเลือกมาเป็นแฟน ต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วๆไป ไม่งั้นแล้วเขาจะรับแรงปะทะจากการแก้แค้นไม่ได้”
“หยุดก่อนเลย!”
ได้ยินดังนั้นอู๋ตี้ก็รีบหยุดหลานเสวี่ยไว้พร้อมกับเบิกตากว้างทันที “เธอพูดว่าอะไรนะ? แก้แค้น? เธอตั้งใจจะบอกว่าคนที่จะมาแกล้งเป็นแฟนเธอต้องเสี่ยงอันตราย ใช่หรือเปล่า?”
“ถูกต้อง” หลานเสวี่ยพยักหน้าและพูดต่ออย่างไม่ลังเล “เพราะว่าตอนนี้ฉันกำลังเจอปัญหาใหญ่ เรื่องนี้นายควรรู้ไว้ว่า นายน้อยอันดับ 2 ของตระกูลฉาอย่าง ฉาหลง นั้นพยายามบีบบังคับเพื่อมาแต่งงานเข้ากับตระกูลของฉัน”
หลังจากได้ฟังอู๋ตี้ก็รู้สึกถึงความใหญ่โตของเรื่องที่เกิดขึ้นเลย
“ฉันเข้าใจนิดหน่อย คือจะบอกว่า ฉาหลงนั่นเกิดปิ๊งเธออยู่สินะ? แต่เธอก็ปฏิเสธได้ไม่ใช่เหรอ? จะกังวลไปทำไม?”
เธอส่ายหน้าและถอนหายใจหนักๆก่อนจะพูด “นายไม่เข้าใจ เรื่องธุรกิจภายในตระกูลใหญ่ๆน่ะ มันซับซ้อนกว่าที่นายคิดซะอีก แต่ช่างเถอะ นายไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ก็ได้ ฉันไม่ได้พิศวาสนายอะไรนอกเสียจากให้นายช่วยฉัน เพราะว่าในชีวิตฉัน จะมีชายผู้เป็นโชคชะตาปรากฏตัวขึ้นมา นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมฉันอยากให้นายช่วยฉันออกจากการที่ต้องไปพัวพันกับฉาหลง”
อู๋ตี้รู้สึกเด๋อไปพักหนึ่งเลย เอ้อ...นี่มัน เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ยินการอธิบายแบบนี้จากผู้หญิงน่ะ ถ้าหากมีใครสักคนมาเปลี่ยนใจเธอได้ก็คงจะดี เขาจะได้เลิกกังวลเรื่องนี้ไปด้วย เพราะยังไงซะหลานเสวี่ยก็เป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่ง ยังไงซะเขาก็ต้องคิดมากอยู่แล้ว ไม่สิ จริงๆเขาไม่ควรจะคิดมากเรื่องนี้
“ถ้างั้น เธอมั่นใจได้ยังไงว่าฉันจะต้านทานการแก้แค้นของฉาหลงได้?”
เขายังคงรู้สึกไม่สบายใจ นั่นก็เพราะว่าก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งเปิดศึกกับตระกูลเย่ แล้วตอนนี้ยังจะมามีปัญหากับตระกูลฉาอีก นี่มันจะสร้างศัตรูมากไปแล้วนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว
“เพราะโชคชะตาของนายยังต้องเจออะไรหนักกว่านี้ การแก้แค้นของฉาหลงนั้นเทียบไม่ติดเลยกับสิ่งน่ากลัวที่นายจะต้องเจอในอนาคต” หลานเสวี่ยพูดให้เขายอมรับข้อตกลง
ในทันทีอู๋ตี้ก็มีใบหน้าที่หมองคล้ำขึ้นมา ดูเหมือนนั่นจะเป็นสิ่งที่เขาหลีกหนีไม่ได้จริงๆ มันเหมือนกับว่าเธอกำลังบอกว่าในอนาคตนั้นเขาจะต้องโดนตัดมือแน่ๆ เพราะงั้นตอนนี้ก็ลองโดนตัดนิ้วโป้งเสียหน่อยเป็นไง?
“ฉันปฏิเสธได้หรือเปล่า?” อู๋ตี้ลองถาม
“ได้” หลานเสวี่ยตอบตรงไปตรงมาอย่างผิดคาดเลย
“แต่ว่านะ ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะสั่งให้พวกคนของตระกูลหลานช่วยนายตามหาแฟนของนายหรอก แล้วก็นายเองก็อาจจะตามหาเธอไม่เจออีกหลายปีด้วย”
อู๋ตี้เงียบไปอีกครั้ง หลานเสวี่ยที่พูดจบแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อและเตรียมที่จะออกไป
“รอก่อน!”
เขาเรียกเธอขึ้นมาทันที จากนั้นก็มองเธอด้วยดวงตาแน่วแน่ “โอเค ฉันตกลง!”