ล่วงเวลาผ่านเลยไป ตลอดเจ็ดวัน
ยามซื่อ(09.00น.) ไห่ถังจะมาดูแลเื่ความสะอาดของร่างกาย แต่ทว่ามีเพียงวันแรกเท่านั้นที่นางช่วยผ่อนคลายเส้นเืที่ตีบตันให้แก่ชายหนุ่ม
ถึงยามเซิน(15.00น.) จิ้นอวี่จะคอยมาเป็เพื่อนคุยยามว่าง และ เมื่อถึงยามโหย่ว(17.00น.) พ่อบ้านจิ้นอิงจะเข้ามาและใช้สิ่งที่เรียกว่าพลังวัตรส่งผ่านจากฝ่ามือไปยังแผ่นหลังของหลี่หยาง เพื่อช่วยให้กระดูกสมานกันเร็วขึ้น
เป็เวลาเช่นนี้ตลอดเจ็ดวัน สำหรับไห่ถัง หยางหลี่หยางไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม มันเลือกที่จะสนทนากับหญิงสาวผู้นี้ให้น้อยที่สุด หากอีกฝ่ายไม่เอ่ยคำใด มันก็จะไม่เอ่ยถามสิ่งใดเช่นกัน
ส่วนเื่ราวต่างในเมืองเหยี่ยชิง หลี่หยางถามเอาจากจิ้นอวี่พอได้ใจความอยู่บางส่วน
ในเื่การรักษา หลี่หยางให้ความสนใจในสิ่งที่พ่อบ้านจิ้นอิงทำมาตลอด นั้นคือสิ่งที่เรียกว่าพลังวัตร
“พลังวัตรคือการฝึกฝนกำลังภายในให้สามารถควบคุมและใช้ออกได้ตามใจคิด ส่วนมากแล้วจะเริ่มฝึกกันั้แ่อายุน้อยๆ เพราะว่าการฝึกฝน1ปีจะทำให้ร่างกายมีพลังวัตร1ปี”
จิ้นอิงกล่าวอธิบายขณะถ่ายถอดพลังวัตรเพื่อเชื่อมต่อกระดูกให้แก่อีกฝ่าย
“ได้ยินว่า พ่อบ้านจิ้นมีพลังวัตร40ปี”
อีกฝ่ายกล่าวตอบ “ข้าน้อยเริ่มฝึกตอนอายุ5ขวบ พออายุเข้าปีที่44 พลังวัตรก็มีถึง30ปี”
หยางหลี่หยางคิดในใจ ‘หากข้ามีพลังวัตร คงจะอยู่ในสถานที่แห่งนี้สบายขึ้น’ มันจึงรีบถามอีกฝ่าย
“พลังวัตรสามารถทำอย่างอื่นได้อีกหรือไม่??”
คำถามนี้ออกจะแปลกประหลาดไปเสียหน่อย เนื่องจากหยางหลี่หยางคาดหวังว่า พลังวัตรจะสามารถทำให้คนเหาะหินเดินอากาศหรือวิ่งบนผิวน้ำ ะโจากหน้าผาตีหลังกาสามสิบตลบลงถึงพื้นอย่างสวยงามอะไรประมาณนั้น
จิ้นอิงครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ส่วนมากแล้ว พลังวัตรฝึกเอาไว้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย และช่วยให้อายุยืนยาวกว่าคนที่ไม่ได้ฝึกพลังวัตร ว่ากันว่าพลังวัตร10ปีจะทำให้คนๆนั้นอายุยืนยาวขึ้นถึง1ปี ”
“พ่อบ้านจิ้น ข้าอยากฝึกฝนพลังวัตรบ้าง??” หยางหลี่หยางรีบกล่าวถึงความ้า หากวันหนึ่งมันออกจากชายคาที่เรียกว่าตระกูลหยางเมื่อใด การมีศิลปะป้องกันตัวติดไม้ติดมือไปบ้างนับว่าเป็ตัวเลือกที่ไม่เลว
ได้ยินเช่นนั้น อีกฝ่ายกล่าวออกน้ำเสียงระปนความสงสัย “เมื่อก่อนข้าน้อย ้าสอนพลังวัตรให้แก่ท่าน แต่ท่านมักพูดเสมอว่าให้จิ้นอวี่เรียนคนเดียวพอแล้ว
หากแต่เวลานี้ท่านเกิดให้ความสนใจเกี่ยวกับพลังวัตร นายน้อยท่านเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว” ความหมายของคำว่าเปลี่ยนแปลงของจิ้นอิงคือการเติบโตเป็ผู้ใหญ่
หากแต่หยางหลี่หยางไม่ได้คิดเช่นนั้น มันกลัวว่าจะสร้างพิรุธจึงรีบกล่าวอธิบาย “ก็ข้าไปออกรบมา โดนทำร้ายจนเจ็บตัว หากได้เรียนพลังวัตรไว้บ้าง จะได้ไม่มีใครรังแกข้าอีก”
หลี่หยางยังคงกล่าวต่อ “เพียงแต่ ถ้าเริ่มต้นตอนนี้จะช้าไปหรือไม่?? พลังวัตร1ปีเกิดจากการฝึกฝนเป็เวลา1ปี แบบนี้ไม่เท่ากับว่า ข้าต่อยตีกับเด็ก11ขวบที่เริ่มฝึกพลังวัตรั้แ่10ขวบก็อาจจะแพ้ได้ใช่ไหม??”
จิ้นอิงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม “การฝึกฝนพลังวัตรไม่มีทางลัด แต่ถ้านายน้อยกังวลเื่นั้น ยังพอมีวิธีที่จะทำให้ท่านเอาชนะเด็กอายุ11ที่เริ่มฝึกฝนั้แ่10ปีได้อยู่ นั้นคือสิ่งที่เรียกว่า วรยุทธ์
ในตระกูลหยางมี เพลงหมัด เพลงกระบี่ เพลงดาบให้ท่านเลือกฝึกมากมาย หากท่านเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จะช่วยทดแทนเื่พลังวัตรที่ยังด้อยอยู่ได้
การฝึกฝนต้องค่อยเป็ค่อยไป ไม่รีบร้อนถึงจะเรียกว่าถูกต้อง เมื่อแขนขาท่านหายดี เวลานั้นข้าจะช่วยฝึกฝนให้เอง”
“ตกลง ท่านรับปากแล้วนะ” จากนั้นหลี่หยางยังคงรีดเร้นคำถามที่มีมากมายในหัวออกมาถาม
“ตระกูลหยางเป็ตระกูลใหญ่โต เหตุใดข้าถึงเห็นแค่ท่านปู่ พ่อบ้านจิ้น จิ้นอวี่และบ่าวรับใช้ ไม่มีคนอื่นๆอีกแล้วหรือ??”
คำถามนี้จิ้นอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าควรตอบออกไปดีหรือไม่?? แต่เมื่อคิดได้ว่า ถึงเดือนหน้า หยางหยางก็จะมีอายุครบ20ปี จึงได้กล่าวตอบ
“นายท่านคนอื่นๆใช้เวลาอยู่ในโลกมายา คงไม่ได้พบเจอพวกเขาได้ในเร็ววัน”
“โลกมายาคือสิ่งใด??” หลี่หยางไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ มันรีบชิงถามในสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ
“โลกมายาก็คือแผ่นดินอีกแผ่นดินหนึ่งที่อยู่ห่างไกล วิธีเดียวที่จะเดินทางไปถึง คือใช้สมุนไพรชนิดหนึ่ง สมุนไพรชนิดนี้ถือกำเนิดขึ้นราวๆ20ปีก่อน ผู้ที่กินมันเข้าไปจะได้อยู่ในห้วงเวลานิรันดร์กาล
ในตอนแรกผู้คนคิดว่าเป็เพียงความฝันหนึ่งตื่น แต่จะเป็ไปได้อย่างที่?? ผู้ที่อยู่ในโลกความฝัน กลับได้รับความรู้สึกเหมือนความจริงทุกประการ ความรู้สึกอิ่มยามได้กิน ความรู้สึกสบายยามได้พักผ่อน
รู้สึกเจ็บที่ได้รับเมื่อาเ็และความรู้สึกกลัวยามเผชิญหน้ากับอันตราย ทุกัั ทุกความรู้สึกเหมือนเกิดขึ้นจริงทุกประการ แม้แต่ห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่เรียกว่าความตาย ความรู้สึกนั้นยังคงเด่นชัด
หลังจากโลกมายาเป็ที่รู้จักมากขึ้น ผู้คนที่ได้เข้าไปต่างลงความเห็นว่า สถานที่แห่งนั้นไม่ใช่โลกแห่งความฝัน แต่เป็อีกโลกหนึ่งที่มีแผ่นดินเหมือนกับพวกเรา
เพียงแต่วิธีจะไปถึงได้จะต้องดื่มกินสมุนไพรเข้าไป ภายหลังสมุนไพรชนิดนี้ถูกตั้งชื่อว่า หญ้าวิเศษข้ามโลก”
ได้ยินเื่เล่าจากปากของอีกฝ่าย หว่างคิ้วของหยางหลี่หยางขมวดเข้าหากันด้วยความคิดเพ้อเจ้อ
‘ประหลาดดีแท้ ดูๆแล้วโลกมายาที่ว่าเหมือนกับเกมส์วีอาร์ในโลกเก่าของเราเลย จะต่างกันตรงไม่ให้ความรู้สึกที่เท่าเทียมละมั้ง’
ในชีวิตก่อนของหยางหลี่หยาง บริษัทชั้นของประเทศนำต่างผลิตเกมส์ออกมาเป็จำนวนมาก แม้เกมส์จะสมจริงหรือได้รับการโฆษณามากมายแค่ไหน
แต่มันก็จะมีเพียงผู้เล่นเฉพาะกลุ่มเท่านั้นที่ให้ความสนใจ แต่จากที่ฟังคำบอกเล่าของพ่อบ้านจิ้นและคำพูดของไห่ถัง ดูเหมือนว่าโลกมายาจะมีความสำคัญกับการดำเนินชีวิตประจำวัน
คิดได้เช่นนี้ หลี่หยางจึงถามออกไปอีกครั้ง “โลกมายามีปัจจัยใดให้ทุกคนอยากเข้าไป? หรือว่าสิ่งของในโลกนั้นสามารถนำกลับมาโลกจริงได้??”
จิ้นอิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่สามารถนำสิ่งใดจากโลกจริงข้ามไปโลกมายาได้ และก็ไม่สามารถนำสิ่งของจากโลกมายากลับมาโลกจริงได้ สิ่งที่ทำให้ทุกคนปรารถนาเข้าไปในโลกมายาคืออิสระและความเป็ะ”
สำหรับอิสระ หากเป็โลกที่ไม่มีเ้าของ เป็โลกที่สามารถใช้ชีวิตได้ตามใจเสมือนเกมส์วีอาร์แล้วนั้นก็พอจะเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ว่า...
“คะ...ความเป็ะ!!!” หยางหลี่หยางตกตะลึงในสิ่งหลังที่ได้ยิน แม้แต่ยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์ล้ำหน้า มนุษย์สามารถสร้างอวัยวะเทียม หรือใช้จักรกลในการซ่อมแซมร่างกายได้
แต่ก็ไม่มีวิทยาศาสตร์ใดเข้าใกล้คำว่า ความเป็ะ แม้แต่น้อย
“หมายความว่าอย่างไร ความเป็ะ??” หลี่หยางถามซ้ำ
จิ้นอิงตอบกลับ “ผู้ที่กินหญ้าวิเศษข้ามโลกเข้าไป จิตจะแยกออกจากกาย จิตเดินทางไปยังโลกมายา ส่วนร่างกายตกอยู่ในสภาวะจำศีล
แต่จะพูดว่าจิตก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ก็โลกมายานั้นเหมือนจริงทุกประการ หากไม่ได้ฟังความจากผู้ที่อยู่โลกจริงแล้ว คงคิดว่าการกินหญ้าวิเศษข้ามโลกเข้าไปจะทำให้ร่างกายเคลื่อนย้ายไปที่โลกมายา”
หลี่หยางตั้งใจฟังสิ่งที่พ่อบ้านจิ้นอธิบาย “สภาวะจำศีลของร่างกาย ประหนึ่งทำให้กาลเวลาหยุดลงได้ ร่างกายจะไม่เจ็บ ไม่แก่ใน่เวลาจำศีล
แม้แต่ผู้ที่ได้รับาเ็ปางตายอยู่ได้อีกไม่กี่ลมหายใจ หากได้รับหญ้าวิเศษข้ามโลกเข้าไป แม้จะไม่มีสติเนื่องจากจิตเข้าไปในโลกมายา แต่ลมหายใจของคนผู้นั้นจะไม่ขาดห้วง จนกว่าฤทธิ์ของหญ้าวิเศษข้ามโลกจะหมดลง
เคยมีการพิสูจน์ใช้กระบี่แทงเข้าจุดตายระหว่างที่ร่างกายอยู่ในสภาวะจำศีล แม้คนผู้นั้นจะไม่มีชีวิตรอด แต่ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงร่างกายของผู้ตายจะเริ่มขึ้นหลังจากออกสู่สภาวะจำศีล”
คำตอบจากปากของพ่อบ้านจิ้น ทำให้สีหน้าของหยางหลี่หยางปั้นยากเข้าอีก มันกล่าวออกด้วยน้ำเสียงที่ยากจะเชื่อ
“สภาวะจำศีล ร่างเกิดหยุดการเสื่อมถอย หากคนเรามีอายุขัย100ปี แต่ใช้เวลาอีก9ใน10อยู่ในโลกมายา ไม่เท่ากับว่าคนๆนั้นจะสามารถมีอายุในโลกความจริงได้นานถึง900ปี??”
“เวลานี้เื่ที่ท่านกล่าวยังเป็ไปไม่ได้ แต่ในอนาคตไม่มีอะไรแน่นอน เพราะถึงอย่างไร โลกมายาก็ได้เปิดหนทางสู่ความเป็ะให้ผู้คนได้เห็นแล้ว”
หลี่หยางรีบกล่าว “ท่านอย่ามัวเล่นคำให้ข้าสงสัยอยู่เลย รีบบอกเถอะว่าเวลานี้เป็ไปไม่ได้อย่างไร??” หากสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาเป็จริง ทฤษฎีความเป็ะของหลี่หยางก็อยู่บนพื้นฐานความเป็ไปได้???
“หญ้าวิเศษข้ามโลก ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะจำศีลเป็เวลา12ชั่วยาม(1วัน) แต่จะกินซ้ำอีกครั้งได้ต้องให้เวลาผ่านไป12ชั่วยามเสียก่อน
หากกินติดต่อกันละก็หญ้าวิเศษข้ามโลกจะไม่นำพาคนผู้นั้นไปยังโลกมายา แต่ปลายทางจะเปลี่ยนเป็โลกแห่งความตาย ด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนจึงใช้ชีวิตระหว่างสองโลกด้วยความสมดุล
แต่นั้นก็เพียงพอแล้ว คนที่อยู่ได้อีก10วันจะอยู่เพิ่มได้เป็20วัน ผู้ที่อยู่ได้10ปีสามารถยืดอายุได้เป็20ปีและผู้มีอายุขัย100ปีก็จะอยู่บนโลกได้ถึง200ปี และที่สำคัญ ข้อจำกัดที่ต้องกินวันเว้นหนึ่งวันเป็เพียงการเริ่มต้น
แพทย์หลวงทั่วแผ่นดินได้ค้นคว้าและศึกษาเกี่ยวกับหญ้าวิเศษข้ามโลก แม้จะยังไม่สามารถทำให้กินติดต่อกันได้เหมือนที่หวัง
แต่อย่างน้อยๆพวกเขาสามารถสกัดเป็โอสถ ส่งผลให้สามารถกำหนดระยะเวลาอยู่ในโลกมายาได้แม่นยำมากขึ้น”
ได้ตอนนี้หยางหลี่หยางได้เข้าใจความสำคัญและแรงจูงใจที่ทำให้คนในโลกนี้ มอบความสำคัญและพากันเข้าไปอยู่ในโลกมายาแล้ว
หากโลกใบนั้นมีความสำคัญเทียบเท่ากับโลกจริง ทรัพยากรทุกประการย่อมเกิดการแก่งแย่งและค้นหา ย่อมต้องมีการรวมกลุ่มก้อนสร้างอำนาจ
ผู้ที่มีอำนาจในโลกจริงหาก้าสุขสบายในโลกมายาก็ต้องมีการติดต่อแลกเปลี่ยน ผู้ที่มีอำนาจในโลกมายาสามารถเจรจาต่อรองสร้างตัวตนในโลกความจริงได้
คนๆหนึ่งจำเป็ต้องมีฐานะทั้งสองโลก หากขาดโลกใดโลกหนึ่งแล้วละก็ เสมือนชีวิตได้ขาดหายไปครึ่ง
ชายหนุ่มเคยสงสัยคำพูดของไห่ถังอยู่บ้าง แต่เวลานี้มันกระจ่างแล้ว หากตายในโลกมายาครบ2ครั้งจะไม่สามารถกลับไปโลกมายาได้อีก
ผู้ที่ไม่สามารถเข้าโลกมายาได้ สถานะของคนผู้นั้นในโลกความจริงคงไม่ต่างจากการดิ่งจากฟ้าลงเหวลึก
คิดได้ดังนั้น หลี่หยางพึมพำขึ้น “โลกจริงกับโลกมายา ไม่ต่างอะไรกับชีวิตประจำวันของคนเลยสินะ คนเราเคยมี่เวลาตื่นและหลับเป็สมดุลของชีวิต แต่ตอนนี้สมดุลของชีวิตได้แปรเปลี่ยนเป็โลกจริงและโลกมายา ”
ได้ยินเช่นนั้นจิ้นอิ้งกล่าวขึ้น “นายน้อยคิดแบบนั้นไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ถึงผู้คนจะให้ความสำคัญทั้งสองโลกเท่าเทียมกัน
แต่สำหรับข้าน้อยแล้ว โลกความจริงสำคัญกว่าเสมอ ในโลกมายาหากท่านพลาดท่าตกตาย ท่านก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกจริงได้ กลับกันถ้าท่านตายไปในโลกจริง ท่านจะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกใดได้อีกเลย”