บทที่ 12 พวกแปลกๆ
ภาคที่หนึ่ง เงามืดในแคว้นชิงหากถามคนในแคว้นชิงว่าภัตตาคารอาหารอันดับหนึ่งคือที่ไหน ชาวบ้านไปจนถึงขุนนางชั้นสูงคงให้คำตอบที่ต่างกันจนนับไม่หวาดไม่ไหว แต่หาถามว่าภัตตาคารใดที่มีคนไปกินมากที่สุด ทุกคนก็ให้คำตอบอย่างไม่ลังเลว่า ภัตตาคารอาหารสามความสุข ภัตตาคารอาหารแห่งนี้พึ่งเปิดมาได้ไม่กี่ปีทว่ากลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลามด้วยรสชาติอาหารที่อร่อยถูกปาก เมนูอาหารที่หลากหลาย อีกทั้งราคาอาหารก็ยังไม่แพงจนเกินไป อีกทั้งยังแบ่งสัดส่วนประเภทลูกค้า ลูกค้าที่ไม่ต้องการความเป็นส่วนตัวนักก็นั่งชั้นล่าง ส่วนอีกพวกที่ต้องการความเป็นส่วนตัวหรือความเงียบสงบทางภัตตาคารก็มีห้องอาหารส่วนตัวจัดเตรียมไว้ให้อย่างพอดีกับความต้องการเหตุผลเดียวที่ภัตตาคารแห่งนี้ยังไม่ได้รับชื่อภัตตาคารอันดับหนึ่งแห่งแคว้นชิงก็เพราะร้านอื่นไม่ยอมเท่านั้นเอง...............ณ ชั้นล่างของภัตตาคารสามความสุข โต๊ะทุกที่ ต่างอัดแน่นไปด้วยผู้คน มีทั้งชาวบ้านที่พอมีเงินมากินเลี้ยงฉลอง กลุ่มนักศึกษา พ่อค้า กระทั้งขุนนางระดับล่าง หรือแม้แต่คนในยุทธภพจักร ต่างเพลิดเพลินกับรสอาหาร เสียงพูดคุยกันดังสนั่นไปมา พร้อมกับรับประทานอาหาร ที่โต๊ะๆหนึ่งนั่งไว้ด้วยบุคคลสี่คนที่ท่าทางไม่ธรรมดา“เจ้ามั่นใจว่าครั้งนี้สำนักผู้กล้าไร้พ่ายตั้งใจบุกโจมตีพรรคคนตัดฟืนจริงๆ?” คนถามเป็นชายวัยกลางคนชุดสีแดงข้างๆวางไว้ด้วยดาบขนาดใหญ่ ผู้ถูกถามเป็นชายที่มีใบหน้าคล้ายหนู ดวงตาเรียวเล็กกลอกกลิ้งไปมา “เป็นเช่นนั้นไม่ผิด ท่านหยาง นี่คือรายละเอียดแผนการข้าน้อยและพรรคพวกเสี่ยงชีวิตรวบรวมมา” ชายหน้าหนูมอบกระดาษเก่าๆหลายใบให้ ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าท่านหยางท่านหยางกวาดมองรายละเอียดแวบหนึ่ง ก่อนล่วงหยิบแท่งทองเล็กๆหนึ่งแท่งให้ชายหน้าหนู ชายหน้าหนูเมื่อเห็นแท่งทอง ดวงตาก็ปรากฏความโลภขึ้นโดยไม่ปิดบัง มันรีบรับแท่งทองมาแล้วรีบประสานมือขอตัวจากลาไปทันที“อาจารย์อา ทำไมข้ารู้สึกข่าวสาร มูลค่าหนึ่งแท่งทองที่พวกเราพึ่งจ่ายไป มันจะเป็นเพียงแค่เรื่องที่เจ้าหนูผีแต่งขึ้นมาเองเสียเหล่า?” ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปีหน้าตาหล่อเหลาองอาจถามด้วยความสงสัยอาจารย์อาหยางหัวเราะ “ฮาๆๆ ชิงจือเทา เจ้าคาดเดาได้ถูกแต่ก็ผิดเช่นกัน นี่คือสิ่งที่พวกสายใต้ดินราคาถูกๆมักจะทำ ขายข่าวจริงสามส่วนข่าวปลอมอีกเจ็ดส่วน” อาจารย์อาหยางขยำกระดาษทิ้งไม่ไยดี “อ่านน้ำหมึกพวกนี้ไปก็เสียเวลาป่าวคงแต่งเรื่องแต่งเสียเกือบหมด หากแต่ที่มันบอกเรื่องสำนักผู้กล้าไร้พ่ายน่าจะเป็นเรื่องจริง ถึงแม้ไม่ถึงขนาดบุกกวาดล้างพรรคคนตัดฟืนแต่ก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆแน่” ใบหน้าของอาจารย์อาเปลี่ยนเป็นจริงจังอีกบุคคลหนึ่งที่นั่งอยู่บนโต๊ะหยักหน้าเห็นด้วย นางเป็นสตรีอายุราวๆสิบเจ็ดสิบแปดปี หน้าตาสะอาดหมดจด ไม่ว่าจะมองห่างไปร้อยก้าวหรือสิบก็สามารถบอกได้ว่านางเป็นสตรีงามแน่ๆ “คนในพรรคผู้กล้าบัดซบล้วนไม่ใช่ตัวดี เป็นนายน้อยของพวกมันแท้ๆที่ข่มเหงสตรีชาวบ้าน เป็นต้วนจูนายน้อยจากพรรคคนตัดฟืนทีเข้าช่วยเหลือสตรีที่ถูกข่มเหง นายน้อยของพวกมันที่บาดเจ็บกลับไป กลับผูกใจเจ็บกล่าวปดบอกกับเจ้าสำนักของพวกมันว่าพรรคคนตัดฟืนมีใจคิดล่วงเกินเหล่าพรรคธัมมะ” หญิงสาวเมื่อออกปากก็พูดยาว จนชายหนุ่มที่นั่งข้างๆต้องห้ามไว้ “ศิษย์น้องหยุดก่อนเถิดหากมีใครมาได้ยินเข้า อาจจะถูกนำไปบอกต่อเสียๆหายๆได้ ว่าศิษย์สำนักกระบี่สวรรค์ว่าร้ายต่อสำนักธัมมะอื่นๆ” “ก็มันเป็นเรื่องจริงนี่” หญิงสาวบ่นอุบอิบอาจารย์อาหยางที่นั่งฟังพวกลูกศิษย์ของศิษย์พี่ของตนเองคุยกันก็ยิ้มขำๆในใจ ‘พวกเจ้าคุยกันด้วยลมปราณมันเช่นนี้จะไปมีใครมันมีหูนรกได้ยินเหล่า? อีกอย่าง คนหนึ่งเป็นลูกศิษย์เจ้าสำนักอีกคนหนึ่งก็เป็นลูกสาวเจ้าสำหนัก มันจะไปมีใครกล้าว่าร้ายคนของกระบี่สวรรค์ในเขตของมันกัน?’ชั้นล่างของภัตตาคารสามความสุขแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกเป็นที่นั่งแบบโต๊ะยาวสามารถจุคนได้หลายสิบคน ส่วนที่สองเป็นที่นั่งแบบนั่งได้สี่คนแบบที่พวกมันกำลังใช้บริการอยู่ ส่วนที่สามจะเป็นแบบโต๊ะเล็กๆที่นั่งได้หนึ่งถึงสองคน มันกวาดตามองรอบๆ ที่สะดุดตาหน่อยก็มี คุณชายหน้าตาดีที่สั่งอาหารมากมายมากินคนเดียวทีโต๊ะเล็กๆ พ่อค้าที่กำลังเจรจาเรื่องแปลกๆกับหญิงสาวหน้าตาที่พอดูใช่ได้ และคุณชายใหญ่ตระกูลตงฟางที่กำลังขั้นไปบนชั้นสองทั้งสามทานอาหารไปเรื่อยๆจนอิ่ม หญิงสาวเมื่อท้องอิ่มแล้วก็อารมณ์ดี นางหันไปหยอกล้อกับศิษย์พี่ของตน“เอ๋ๆ ผู้ใดกันน้า~ ตอนแรกยืนยันไม่ต้องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย บอกให้ไปกินที่โรงเตี้ยมจะได้ประหยัด ที่ไหนได้ท่านดันกินมากกว่าข้ากับอาจารย์อากินร่วมกันเสียอีก” หญิงสาวหัวเราะคิกคักเมื่อศิษย์พี่ของนางเริ่มเขินอายทว่าไม่ทันที่ศิษย์พี่ของนางจะทันได้แก้ตัว เสียงตวาดลั่นดังขึ้นกลบเสียงทุกอย่างในภัตตาคาร“ต้องขออภัยนายท่านด้วยจริงๆขอรับ ทว่าบนชั้นสองตอนนี้ถูกลูกค้าท่านอื่นเหมาไว้ทั้งหมดแล้ว ข้าพเจ้าไม่สามารถให้ท่านขึ้นไปใช้บริการได้จริงๆขอรับ” เสี่ยวเอ้อผู้น่าสงสารพยายามอธิบายกับแขกอารมณ์ร้อนตรงหน้าเป็นเสี่ยวเอ้อเป็น ชายฉกรรจ์หน้าตาโหดเหี้ยมดุดันพร้อมกับพวกอีกหลายคน“มีคนเหมาไปหมดแล้ว? งั้นเจ้าก็ต้องไปลากพวกมันลงมาให้กับบิดา! ข้าเดินทางมาไกลจากแคว้นลู่ ได้ยินชื่อเสียงภัตตาคารแห่งนี้มานานวันนี้คิดแวะทดสอบชื่อเสียงซักหน่อย แต่พวกเจ้ากับต้อนนับพวกเราแบบนี้หรือ!!” ชัดเจนมาคนพวกนี้ไม่ได้คิดมาทานอาหารแต่มาหาเรื่องอาจารย์อาและสองศิษย์ของสำนักกระบี่สวรรค์ขมวดคิ้ว หญิงสาวอารมณ์ร้อนที่สุดจึงคิดลุกขึ้นไปห้ามปราม แต่ก็ถูกอาจารย์อาจับมือห้ามไว้ก่อน “เดี่ยว” อาจารย์อาหยางพูดผ่านลมปราณกับทั้งสอง“พวกเจ้ามีค่าขนาดให้พวกข้าต้องทำตามความต้องการของเจ้าเชียวรึ?” เสียงเย็นชาดังก้องมาจากชั้นสองชายหน้าโหดเหี้ยมมองขึ้นไปก็เห็น บุรุษหนุ่มอายุราวๆสิบแปดสิบเก้า หน้าตาเย็นชาหล่อเหลา มองมาที่พวกมันราวกลับเป็นขยะ“นั้นมัน! คุณชายหกตระกูลหาน!”“จัดการมันเลยคุณชายหก!!” พวกลูกค้าตะโกน“ปากดีนักนะไอ้หนุ่มดูสิว่าหากข้าทุบตีจนหน้าสวยๆของจนดูไม่ได้เจ้าจะจองหองอีกไหม” ชายหน้าตาโหดเหี้ยมกับพวกพุ่งไปทางบุกคุณชายหกตระกูลหานชายหนุ่มยิ้มอย่างเย็นชา ดวงตาแสดงถึงความดูถูก ชายหนุ่มกำหมัดหลวมๆ ต่อยไป พวกชายหน้าโหดเหี้ยมรู้สึกแรงกระแทกพุ่งเข้าปะทะกับตัวพวกมันอย่างรุนแรงพวกมันกระอักเลือดกระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง“รับหมัดฉีกสวรรค์พิชิตเทพมารของข้าเข้าไปโดยไม่ตายก็ถือว่าไม่เลว ทีนี้ก็ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าได้แล้ว!!” ชายหนุ่มหมุนตัวกลับเข้าห้องส่วนตัวพวกชายหน้าโหดเหี้ยมพากันกระอักเลือดออกมาแล้วรีบพากันหนีไป“ไม่น่าเชื่อ! ข้าเคยได้ยินว่าคุณชายหกตระกูลหานพิการไม่สามารถกระตุ้นลมปราณได้ตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตามเมื่อสามปีก่อนตั้งแต่เขาประสบอุบัติเหตุพลัดตกน้ำ นับแต่นั้นมาเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเขาเป็นคนละคนกลายเป็นว่าเขาเป็นอัจฉริยะที่หลบซ่อนตัวมานาน หากข้าคาดเดาไม่ผิดเขาน่าจะอยู่ในขอบเขตยอดฝีมือระดับห้าแล้ว”ชายหนุ่มจากสำนักกระบี่สวรรค์อุทานเบาๆ หมำๆ งัมๆท่ามกลางเรื่องวุ่นวายทั้งหมด มีบุคคลคนหนึ่งที่ไม่ได้ตื้นเต้นไปกลับสถานการณ์ตรงหน้า คุณชายหน้าตาดีนั่งคีบขนมจีบเข้ามองพวกคนตรงหน้าด้วยสายตาแปลกๆ ‘พวกคนในเมืองเนี่ย มีแต่พวกแปลกๆแฮะ’ เว่ยเมิ่งคิดในใจผ่านมาสองปีหลังเหตุการณ์ของปรมาจารย์รุ่นที่สาม จากเด็กหนุ่มในวันนั้นกลายมาเป็นชายหนุ่มในวันนี้ ชายหนุ่มอายุสิบแปดนั่งคีบอาหารหลายอย่างเข้าปาก พลางมองกระดาษแผ่นเล็กที่วางไว้บนโต๊ะ‘รายชื่อสิ่งที่ต้องทำเมื่อไปถึงแคว้นชิง’เว่ยเมิ่งถอนหายใจ ตอนแรกมันตั้งใจจะออกไปท่องเที่ยวโลกกว้างเดินทางตามสี่แคว้นใหญ่อย่างอิสระ โดยเริ่มจากแคว้นชิง แต่พริบตาที่มันเอ่ยความต้องการกับครอบครัว‘โฮะโฮ่ เจ้าจะไปแคว้นชิงงั้นรึ งั้นปู่ฝากของพวกนี้ไปให้บิดาเจ้าด้วย เอานี่ และก็นี่ เดี่ยวๆยังนี่อีก อ่อนี่ด้วย’ ท่านปู่ของมามากมาย‘มารดาได้ยินว่าแคว้นชิงมีผ้าไหมลวดลายงดงามมากมาย เว่ยเมิ่งมารดาอยากได้มากเลยละ’ มารดาเอ่ยยิ้มๆ‘พี่สาวไม่ได้อยากได้อะไร แต่หากเจ้าไปปักธงใครเข้าก็อย่าลืมหักทิ้งด้วย พี่สาวยังไม่อยากได้น้องสะใภ้ อะไรนะท่านปู่? เว่ยเมิ่งถึงวัยที่ควรจะแต่งงานแล้ว? มาๆเจ้าตัวเล็กพี่สาวจะสอนอะไรให้ บุรุษน่ะหากยังไม่สามารถนำไข่ปลาคาเวียร์กับเนื้อวากิวมาให้พี่สาวได้ คนๆนั้นไม่ถือว่าเป็นบุรุษที่แท้จริงหรอกนะ’ พี่สาวเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง“............................” เฮ้ย วันท่องเที่ยวที่แสนสงบของข้า