ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 53 ทวงความยุติธรรม

    ตอนที่53 ทวงความยุติธรรม

     

    “ฉันเป็นพ่อของแกนะ! อย่าพูดแบบนี้กับฉันอีก ! ไม่ว่าอย่างไรแกก็ต้องเชื่อฟังสิ่งที่ฉันพูด ! ” หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นฟู่เหล่าชวนก็รีบพูดขึ้นมาทันที ซึ่งเขาคิดว่านี่เป็นการท้าทายอำนาจของเขาเขาจึงต้องระงับเรื่องทั้งหมดนี้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่เขาจะไม่สามารถระงับมันได้

     

    ด้วยความโกรธที่อยู่ภายในใจจึงทำให้ฟู่เหล่าชวนมีความกล้ามากขึ้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่หนิวชุ่ยฮวาพูดเมื่อคืนนี้ฟู่เหล่าชวนก็ยืดตัวตรงขึ้นมาอีกครั้ง

     

    หนิวชุ่ยฮวาพูดถูกแล้วในเมื่อเขาเป็นพ่อ พวกเขาเป็นลูกก็ต้องเชื่อฟังพ่ออยู่แล้วมิเช่นนั้นเขาสามารถฟ้องเรื่องนี้กับทางการในข้อหาที่พวกเขาอกตัญญูต่อบุพการีได้ !แม้ว่าลูกชายคนโตของเขาอาจไม่กลัวก็ตามแต่ลูกชายคนรองของเขารับราชการทหารและกำลังมีอนาคตที่สดใส มีหรือที่จะไม่กลัว ? และหากลูกชายคนที่สามยังไม่ยอมอีกเขาก็จะทำให้ลูกชายคนนี้เสียงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ดูสิว่ายังจะมีหน้ามาพูดเรื่องแต่งงานอีกไหม !

     

    ในตอนนี้ความคิดของฟู่เหล่าชวนได้เข้าสู่ด้านมืดอย่างสมบูรณ์แล้วและคำพูดของหนิวชุ่ยฮวาก็ได้ปลุกความคิดชั่วร้ายของเขาให้ตื่นขึ้นมา แม้ว่าในใจลึกๆ ของเขาจะไม่อยากทำแบบนี้ก็ตามแต่วันนี้พวกลูกอกตัญญูต้องยกสินสอดของหญิงชราให้กับเขาด้วยความเต็มใจ !

     

    “บอกผมมาเถอะว่าพ่อกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่ ? ” ทันใดนั้นเอง ฟู่ต้าหย่งก็พูดขึ้นมาทำเอาทุกคนต่างก็หันไปมองเขาอย่างพร้อมเพรียง

     

    ซึ่งก่อนที่ฟู่เหล่าชวนจะได้พูดอะไรออกไปนั้นเขาก็ถูกฟู่ต้าหย่งถามขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน ทั้งยังถามอย่างตรงไปตรงมาอีกด้วย

     

     

    ฟู่เหล่าชวนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งในใจของเขารู้สึกอยู่เสมอว่าคนอื่นก็มีนิสัยที่มืดมนไม่ต่างไปจากเขาเท่าไหร่นักดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยชินกับคำพูดที่ตรงไปตรงมาแบบนี้เท่าไหร่

     

    “ฉัน...ฉัน...” ในตอนนี้ฟู่เหล่าชวนตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก

     

    เขายังนึกไม่ออกว่าควรจะพูดอะไรดีจึงรู้สึกกังวลเล็กน้อย

     

    “เสี่ยวฮั่วไปที่ห้องของพ่อ แล้วขอให้แม่ของลูกเอากล่องของคุณย่าออกมา ส่วนต้าอันนายกับเสี่ยวมู่ไปที่บ้านของทวดหกเพื่อเชิญผู้เฒ่าฟู่มาที่นี่ เสี่ยวฉุ่ยลูกพาน้อง ๆ เข้าไปเล่นในบ้านก่อนเถอะ”

     

    เมื่อได้ยินที่ฟู่ต้าหย่งสั่งฟู่ต้าอันก็รีบเช็ดน้ำตาทันที ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับฟู่เซิน

     

    ส่วนฟู่เยี่ยนก็รีบเดินเข้าไปในห้องนอนของหวังซู่เหมยเงียบๆ และทันทีที่เข้ามา เธอก็พบว่าหวังซู่เหมยตื่นแล้วเช่นกันแต่ก็ยังคงนอนอยู่บนเตียงและฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้านนอกอยู่

     

    “แม่คะอาการของแม่เป็นอย่างไรบ้าง ? รู้สึกดีขึ้นหรือยัง ? แล้วแม่ตื่นตั้งแต่เมื่อไรคะ ?” ฟู่เยี่ยนรีบเดินเข้าไปหาหวังซู่เหมยพร้อมกับเอามือไปแตะที่หน้าผากของผู้เป็นแม่ด้วยความเป็นห่วง

     

    “แม่ดีขึ้นมากแล้วล่ะอาสามของลูกตะโกนเสียงดังขนาดนั้น จะไม่ให้แม่ตื่นได้อย่างไร ? แล้วตอนนี้แม่เริ่มหิวนิดหน่อยแล้วด้วยแต่ทำไมคุณปู่ของลูกถึงได้มาสร้างปัญหาแต่เช้าเลยล่ะ ช่างน่ารำคาญจริง ๆ ! ” หวังซู่เหม่ยรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อยที่พ่อสามีของเธอมาสร้างปัญหาที่นี่

     

    “แม่คะพ่อบอกให้หนูเข้ามาหยิบกล่องของคุณย่าค่ะ ? แม่เก็บมันเอาไว้ตรงไหนเหรอ ? ” ฟู่เยี่ยนนึกถึงสิ่งที่พ่อของเธอสั่งขึ้นมาได้อีกครั้ง

     

    หวังซู่เหมยชะงักไปครู่หนึ่งเธอนึกไม่ออกว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่หลังจากที่ครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้วเธอก็พอจะนึกออกว่ามันน่าจะเป็นกล่องใบเล็ก ๆที่อยู่ในกล่องเครื่องสำอางค์อย่างแน่นอน

     

    “ลูกลองไปดูสิว่ามีกล่องใบเล็กๆ อยู่ในกล่องเครื่องสำอางของคุณย่าหรือเปล่าพ่อของลูกน่าจะหมายถึงกล่องใบนั้นนั่นแหละ”

     

    ฟู่เยี่ยนจึงได้เดินไปดูที่กล่องเครื่องสำอางค์ของคุณย่าทันทีหลังจากที่เปิดมันออก เธอก็พบกล่องสี่เหลี่ยมใบเล็กที่วางอยู่ข้างในนั้นก่อนจะที่เธอจะหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง มันมีน้ำหนักที่เบามากซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันคืออะไร

     

    ฟู่เยี่ยนเพ่งมองไปยังกล่องใบนั้นก่อนจะเห็นว่ามีกระดาษหรือจดหมายบางอย่างอยู่ข้างใน ซึ่งหากมองมันอย่างละเอียดแล้วเห็นได้ชัดว่ามีข้อความที่เกี่ยวกับพวกเขาถูกเขียนเอาไว้ด้วยแต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะอีกไม่นานเธอก็คงจะได้รู้พร้อมกับคนอื่น !

     

    เมื่อได้ยินว่าฟู่ต้าหย่งเชิญอาหกของเขาให้มาที่นี่ฟู่เหล่าชวนก็มีท่าทีที่ดูตื่นตระหนกไปครู่หนึ่งแต่เขาก็กลับมามีท่าทีที่สงบลงอย่างรวดเร็วและจำในสิ่งที่หนิวชุ่ยฮวาได้บอกกับเขาได้เป็นอย่างดี ดังนั้นถึงอาหกจะมาที่นี่เขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร !

     

    หนิวชุ่ยฮวาได้วางแผนเอาไว้ทั้งหมดแล้วเมื่อถึงเวลานั้น เธอจะให้ฟู่เหล่าชวนเรียกค่าเลี้ยงดูจากลูก ๆ ของเขานั่นเองมาดูกันว่าลูก ๆ ของเขาจะกล้าพูดอะไรได้อีกหรือเปล่า ! และหากลูก ๆ ของเขาไม่ยอมเธอก็จะให้เขายึดของที่หญิงชราทิ้งเอาไว้ให้แทน !

     

    ตอนนี้อาหกของเขามีอายุได้70 ปีแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงดีเหมือนตอนที่ยังเป็นหนุ่ม ซึ่งเช้านี้หลังจากที่ตื่นนอนแล้ว เขาก็กำลังทานมื้อเช้าอยู่ที่บ้าน แต่จู่ ๆฟู่ต้าอันก็ได้วิ่งเข้ามาพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น

     

    “ปู่หกครับตอนนี้พ่อของผมสร้างปัญหาอีกแล้วครับ เขาไม่ยอมให้ผมแต่งงานด้วยความที่พ่อตาของผมเป็นถึงผู้อำนวยการของโรงเรียนมัธยมเขาจึงขอให้ผมซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ เป็นสินสอด ซึ่งผมก็เห็นด้วยในข้อตกลงนี้แต่พ่อกลับไม่เห็นด้วย เขาก็เลยจะให้ผมแต่งงานกับหลานสาวของหนิวชุ่ยฮวาแทนเขาเป็นพ่อประสาอะไรกัน ? ”

     

    “และตอนที่เสี่ยวจินจะไปรายงานตัวกับกองทัพเขาก็พยายามขัดขวางด้วยเหมือนกันทั้งที่หลานชายของเขากำลังจะออกจากบ้านเกิดเพื่อทำตามความฝัน แต่เขากลับไม่ยอมเขายังบอกอีกว่าหากเสี่ยวจินเลือกที่จะเข้าร่วมกองทัพก็ไม่ต้องมาเรียกเขาว่าปู่อีก ! แล้วแบบนี้จะให้ผมคิดกับเขาอย่างไรกันครับ ? ”

     

    ทวดหกจึงรู้ได้ทันทีว่าเด็กๆ เหล่านี้มาที่นี่เพื่ออะไร ดังนั้นเขาจึงลูบไปที่ศีรษะของฟู่ต้าอันเบา ๆเพื่อปลอบใจหลานชาย

     

    ฟู่กวางจงลูกชายของปู่หกก็เป็นผู้อาวุโสในตระกูลฟู่คนหนึ่งเช่นกันซึ่งฟู่ต้าหย่งยังเรียกเขาว่าลุงใหญ่อีกด้วย

     

    เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของฟู่ต้าอันเขาก็รู้สึกตกใจจนต้องลุกขึ้นยืนในทันที

     

    “ชวนจื่อกำลังคิดอะไรอยู่กัน? มันไม่ง่ายเลยที่เด็ก ๆในตระกูลของเราจะสร้างชื่อเสียงที่มีเกียรติแบบนี้ไม่ใช่หรือ ? มีเด็กสักกี่คนกันที่สามารถเข้าร่วมกองทัพได้? ฉันอยากจะถามจริง ๆ ว่าเขาเสียสติไปแล้วหรือเปล่า ! ” ฟู่กวางจงรู้สึกโกรธจนสั่นไปทั้งตัวในใจก็ด่าทอฟู่ต้าชวนว่า: เขาเป็นผู้ใหญ่ประสาอะไร ? ทำไมถึงได้ทำกับลูกหลานของตัวเองแบบนี้?

     

    “อย่ากังวลไปเลยเรารีบไปที่นั่นกันก่อนเถอะ ฉันอยากไปเห็นหน้าคนแก่ที่เห็นแก่ตัวคนนั้นแล้ว ! ” ปู่หกยังคงมีความเลือดร้อนเหมือนเด็กหนุ่มอยู่เขามาจากครอบครัวที่ดี จึงทำตัวเหมือนกับชายหนุ่มและดูค่อนข้างอารมณ์ร้อนเล็กน้อยแม้ว่าเขาจะแก่แล้วก็ตามแต่เขาก็ยังพร้อมที่จะสั่งสอนเหล่าลูกหลานที่ทำผิดอยู่เสมอ

     

    ฟู่ต้าอันที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้าไปประคองปู่หกของเขาอย่างระมัดระวังแต่ปู่หกกลับไม่ยอมให้เขาทำแบบนั้น

     

    “ไม่เป็นไรหรอกฉันไม่ได้แก่จนลุกเดินเหินไม่ได้เสียหน่อย ! แค่นี้ฉันเดินเองได้สบาย ๆ อยู่แล้วไม่ล้มหรอก” ทวดหกเดินไปข้างหน้าราวกับว่าตัวเองไม่ใช่คนแก่เนื่องจากชายชรารำไทเก็กเป็นประจำในทุกเช้าอยู่แล้วดังนั้นร่างกายของเขาจึงไม่ได้ดูเหมือนคนแก่ทั่วไป หากจะพูดตามตรงแล้วเขายังดูแข็งแรงกว่าฟู่เหล่าชวนเสียอีก

     

    ในเวลาที่หมู่บ้านอันผิงต่างก็เต็มไปด้วยควันเพราะตอนนี้ทุกครัวเรือนต่างก็เริ่มตื่นนอนและหุงหาอาหารกันแล้วซึ่งขณะที่ปู่หกเดินไปตามถนนนั้น เขาก็ได้ทักทายผู้คนไปตลอดทางอีกด้วย

     

    “ปู่หกคุณกำลังจะไปที่ไหนแต่เช้าเลยล่ะ ? ”

     

    “ลุงหกจะไปพักผ่อนที่ไหนอย่างนั้นเหรอ ? แล้วทานมื้อเช้าหรือยัง ? ”

     

    “ปู่หกฉันเพิ่งจะทำหมั่นโถวเสร็จ มากินด้วยกันไหม ! ”

     

    เมื่อปู่หกเห็นทุกคนเอ่ยทักทายเขาเขาจึงได้ยิ้มให้กับทุกคน แต่ก็ไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้มากนัก

     

    เมื่อมาถึงบ้านของฟู่ต้าหย่งฟู่กวางจงก็ได้เดินเข้าไปหาหลานชายทั้งสองคนของเขา ก่อนจะยืนพูดคุยกัน

     

    เมื่อเห็นว่าปู่หกมาถึงบ้านของพวกเขาแล้วทุกคนจึงได้หลีกทางให้ และปู่หกก็ได้เดินตรงเข้าไปหาฟู่เหล่าชวนในทันทีพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่เขาด้วยแววตาที่เดือดดาล

     

    “อาหกสวัสดีครับ ! ” ฟู่เหล่าชวนรีบกล่าวทักทายในทันที

     

    “โอ้นั่นใครกัน ชวนจื่อเองเหรอ ? นายเองก็กลับบ้านหลังจากรับข้าราชการด้วยอย่างนั้นเหรอ? ” อาหกของฟู่เหล่าชวนเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยตาขึ้น

     

    “อาหกอากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันครับ ผมไปเป็นข้าราชการตอนไหนกัน ! ” ฟู่เหล่าชวนรู้ดีว่าชายชรากำลังพูดประชดตนอยู่

     

    “จริงเหรอ? ฉันคิดว่านายเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอะไรสักอย่างเสียอีกถึงได้เข้ามาขวางการรับราชการทหารได้ ! ไหนลองบอกฉันมาสิว่าอนาคตที่ดีของเสี่ยวจินสำหรับนายเป็นแบบไหน? หากสิ่งที่นายพูดมานั้นดีพอ อาหกอย่างฉันก็จะยอมขอโทษนาย ! ”

     

    ในตอนนี้ปู่หกทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ทั้งที่ต้นกล้าของตระกูลกำลังจะได้ดีทำไมคนแก่กะโหลกกะลาอย่างฟู่ต้าชวนถึงต้องฉุดรั้งเด็กเอาไว้ด้วย !

     

    “ไม่มีอะไรหรอกครับผมก็แค่พูดไปแบบนั้นเอง ผมไม่ได้ห้ามเขาแล้ว ใครเป็นคนบอกเรื่องนี้กับอาหกกันล่ะ ?นี่ผมกำลังถูกใส่ร้ายอยู่อย่างนั้นเหรอ ? ” ฟู่เหล่าชวนพูดออกมาพร้อมกับมองไปที่ลูกชายของเขาด้วยความไม่พอใจ

     

    “นายถูกใส่ร้ายนายอย่างนั้นเหรองั้นก็อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฉันฟังสิ ! ” ปู่หกพูดพร้อมกับใช้มือทุบลงไปบนโต๊ะ

     

    ด้วยความที่ฟู่เซินเป็นเด็กฉลาดอยู่แล้วดังนั้นเขาจึงรีบเข้าไปประคองทวดหกของเขาทันที !

     

    “เสี่ยวมู่ช่างเป็นเด็กดีจริง ๆ ไม่ว่าเหลนจะเจอกับทวดที่ไหนก็จะรีบตะโกนเรียกทวดมาแต่ไกลเลยส่วนเสี่ยวจินเองก็เป็นเด็กดีเช่นกัน เวลาที่เจอกันเขาก็มักจะเข้ามาทักทายก่อนทุกครั้ง”

     

    “ดูสิพวกเขาต่างก็เป็นเด็กดีถึงขนาดนี้ นายยังไม่เห็นอีกเหรอ ! นายกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? ”