มหาเทพโอสถ

    ตอนที่ 23 กินโอสถสามเม็ดติด

    เมื่อสัตว์อสูรระดับสามัญตายไป พลังลมปราณของพวกมันจะค่อยๆ สลายไปอย่างช้าๆ ยิงปล่อยนอแรดทิ้งไว้นานเท่าไหร่ ลมปราณที่สะสมอยู่ภายในก็ยิ่งอ่อนลงเท่านั้น นี่เป็นเหตุผลที่เย่จื่อเฟิงถึงต้องรีบออกไปซื้อเตาหลอมยาใบใหม่ทันที หลังจากที่เตาใบเก่าถูกทําลาย
    เมื่อไม่มีจิตเพลิงกับลมปราณแท้จริงแล้ว เย่จื่อเฟิงถือเป็นนักปรุงโอสถระดับหวงที่เหนือกว่าปิงเชี่ยนเล็กน้อย
    ทว่านี่ก็มากเพียงพอแล้ว
    หลังจากโอสถเม็ดแรกเสร็จสิ้น เย่จื่อเฟิงเก็บโอสถใส่กล่องผ้าเล็กๆ เมื่อเตาร้อนได้ที่เขาก็รีบใส่นอแรดสองชิ้นลงไปในเตาทันที เขาไม่อยากเสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที การที่เขาปรุงโอสถด้วยส่วนผสมหลักเช่นนี้ เพราะต้องการชดเชยข้อบกพร่องในแง่การขาดพลังปราณของตนเอง ซึ่งเขาก็จะเป็นต้องใช้เวลาในการปรับแต่งมันขึ้นมา!
    โอสถเม็ดที่สองเสร็จสมบูรณ์! เม็ดที่สามเสร็จสมบูรณ์!
    เขาปรุงโอสถสามเม็ดอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดพักแม้แต่น้อย ทั่วร่างชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการนั่งอยู่หน้าเตาเป็นเวลานาน ในขณะที่กําลังปรุงโอสถอยู่ เขาใช้พลังและสมาธิถึง 11 ส่วน หากเป็นนักปรุงโอสถคนอื่นก็คงไม่อาจใช้ความพยายามได้มากมายถึงเพียงนี้ พวกนั้นคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวันเพื่อที่จะทําสิ่งที่เย่จื่อเฟิงเพิ่งจะทําไปก่อนหน้านี้
    ในฐานะนักปรุงโอสถผู้ปราดเปรื่อง เย่จื่อเฟิงจําต้องยื่นมือค้างไว้จนกระทั่งกระบวนการปรุงโอสถจะเสร็จสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเมื่อยล้าเหนื่อยเพียงใดก็ตาม เขาอยากจะปรุงโอสถให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้ เขามักจะแข่งกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา
    เพลิงในเตาได้มอดดับลงแล้ว และเย่จื่อเฟิงมีโอสถที่โปร่งใสส่องแสงระยิบระยับสามเม็ดอยู่ตรงหน้า แสงสีฟ้าเคลื่อนเป็นเกลียวอยู่รอบๆ ส่งเสียงดังเปรี้ยะๆ
    "สวรรค์! นั่นมันโอสถวิญญาณอัสนีระดับหวง!” ปิงเชี่ยนตกใจเป็นมากจนเผลอหลุดพูดโพล่งออกมา เมื่อนางเห็นเย่จื่อเฟิงวางโอสถลงตรงหน้า หลังจากที่คําเหล่านี้หลุดออกจากปาก นางก็รู้ดีว่าตนเองได้ทําเรื่องผิดพลาดออกไปเสียแล้ว เย่จื่อเฟิงรู้ตัวว่านางกําลังแอบดูอยู่
    ในตอนที่เย่จื่อเฟิงพานางกลับเข้าเมือง นางถูกเตือนอยู่ตลอดว่าให้กลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น
    แต่ว่านางรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากว่าเย่จื่อเฟิงจะทําอะไร หลังจากคิดเรื่องนั้นอยู่พักหนึ่ง นางก็ตัดสินใจมาดูเขา นางใช้ประโยชน์เรื่องที่เย่จื่อเฟิงนั้นกําลังจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แล้วซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ หลังจากเฝ้าดูอยู่สักพัก นางก็จดจ่อกับสิ่งที่เห็นเหมือนเย่จื่อเฟิงจนเผลอกล่าวออกมาโดยไม่ตั้งใจ
    หลังจากที่เย่จื่อเฟิงได้ยินคําเหล่านั้น เขาก็หันไปที่นางแล้วตะโกนด้วยความโมโห "เจ้ายังไม่กลับอีกงั้นรึ? เจ้าหลบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้แล้วคอยแอบดูข้า?”
    ปิงเชี่ยนรู้ว่าตนเองทําความผิดจึงขออภัยอย่างลนลาน
    "ขออภัยผู้ที่สามารถปรุงโอสถได้ในเมืองเหลยโจวมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น พอได้เจอคนที่ปรุงโอสถได้เช่นเดียวกัน ข้าก็ไม่อาจหักห้าม...”
    "ไม่อาจหักห้ามอะไร?” เย่จื่อเฟิงมีใบหน้าที่เย็นชามาก บรรยากาศรอบๆ แปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกและมืดหม่น ลมปราณแห่งการฆ่าฟันที่เย่จื่อเฟิงแผ่ไปยังปิงเชี่ยน ทําให้นางตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
    ปิงเชี่ยนไม่เคยเห็นศิษย์ระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 3 คนใดสามารถแผ่แรงกดดันใส่นางได้ขนาดนี้มาก่อน
    "ข้าผิดไปแล้ว ข้าขออภัย อย่าโกรธข้าเลย! ข้าสัญญาว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ข้าขอสาบาน!”
    ความโกรธของเย่จื่อเฟิงค่อยๆ สะสมขึ้นเรื่อยๆ แล้วตะโกนอย่างเย็นชาออกมา
    "เจ้าจะสาบานก็ได้ แต่ครั้งนี้จงใช้ลมปราณของเจ้าทําพันธะโลหิต ถ้าเจ้าผิดคําสาบานตอนที่เจ้าก้าวถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์ วิญญาณของเจ้าจะแตกสลายตกตายอย่างทรมาน”
    "ข้าต้องทําคําสาบานที่โหดร้ายเพียงนั้นเลยรึ?”
    "เจ้ามีแต่ต้องทํา!” เย่จื่อเฟิงมีท่าทีเข้มงวด บรรยากาศแห่งการฆ่าฟันปกคลุมไปทั่วบริเวณ
    ปิงเชี่ยนอึ้งตะลึงกับแรงกดดันที่แผ่ออกมาแล้วรีบพึมพําอย่างรวดเร็ว
    "ก็ได้ๆ ข้าปิงเชี่ยน ขอสาบานว่าจะเก็บความจริงที่เจ้าสามารถปรุงโอสถได้ไว้เป็นความลับ หากข้าผิดคําสาบานนี้ไซร้ เมื่อข้าก้าวสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ ขอให้ดวงวิญญาณของข้าแตกสลายตกตายอย่างทรมาน”
    ขณะที่กล่าว นางก็โคจรลมปราณของตนหลอมรวมเข้ากับโลหิตในกายแล้วก็พ่นโลหิตลงบนพื้นเป็นอันเสร็จพิธี นี่ถือเป็นคําสาบานที่โหดร้ายมาก หากปิงเชี่ยนผิดคําสาบานนางคงไม่กล้าเลื่อนระดับขึ้นไปยังระดับผู้ฝึกยุทธ์อย่างแน่แท้ และต้องติดอยู่ในระดับกำเนิดปราณไปตลอดกาล ด้วยพรสวรรค์ของนางจะต้องเสียใจหากผิดคําสาบาน
    "พี่ชายพเนจร... ข้าทําให้สัตย์สาบานไปแล้ว ข้าผิดเอง ให้อภัยข้าเถอะนะ?” ปิงเชี่ยนมองไปที่เย่จื่อเฟิงด้วยใบหน้าที่น่าสงสาร นางมีแววตาที่สํานึกผิดและละอายใจ
    ในที่สุดนางก็ได้พบนักปรุงโอสถคนอื่นในเมืองเหลยโจว นางจึงไม่อยากทําลายความสัมพันธ์เหล่านี้ นางจึงเรียกเย่จื่อเฟิงว่าพี่ชายพเนจรอีกครั้ง
    หลังจากเห็นว่านางสาบานเสร็จ เขาก็เริ่มสงบใจได้อีกครั้ง จริงๆ แล้ว เขาเองก็รู้ว่าปิงเชี่ยนไม่ได้มีเจตนาร้ายแม้แต่น้อย แต่เขาก็ต้องการความมั่นใจ
    "พี่ชายพเนจร... ได้โปรด...”
    เมื่อเห็นใบหน้าที่เศร้าสร้อยของนางที่มองมา เย่จื่อเฟิงจึงปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านพ้นไปอย่างช่วยไม่ได้
    "ลืมๆ มันไปเสียเถอะ ข้าเป็นคนพาเจ้ามาที่นี่เอง ดังนั้นข้าก็ควรจะระวังตัวมากกว่านี้ แต่ตอนนี้เจ้ารู้แล้วก็จงจําไว้ว่าต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ”
    "ข้าทําพันธะโลหิตแล้ว ข้าจะต้องเก็บมันเป็นความลับอย่างแน่นอน!”
    ปิงเชี่ยนมองไปที่เย่จื่อเฟิงด้วยสีหน้าจริงจัง
    เย่จื่อเฟิงพยักหน้ารับคําขอโทษจากนาง
    "ว่าแต่พี่ชายพเนจร ด้วยทักษะการปรุงโอสถของเจ้า เจ้าสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองในเมืองเหลยโจวได้อย่างง่ายดาย แล้วเหตุใดถึงไม่ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้เสียล่ะ? ไฉนเจ้าต้องปกปิดเอาไว้ด้วย?” ปิงเชี่ยนถามออกมาอย่างสงสัย
    "ข้าไม่ต้องการเป็นที่รู้จักเพราะทักษะการปรุงโอสถ ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ ข้าต้องการเป็นที่จดจําของผู้คนในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งกาจต่างหาก ดังนั้นข้าจึงต้องการปรุงโอสถเพื่อเพิ่มระดับการฝึกยุทธ์ของตัวเองอย่างเงียบๆ ข้าไม่อยากวุ่นวายต้องคอยรับมือกับเรื่องภายนอก” เย่จื่อเฟิงตอบกลับอย่างใจเย็น
    สมัยก่อนตระกูลเย่นั้นมีศัตรูมากมาย ทว่ายามนี้ตระกูลเย่ตกต่ำ ย่อมไม่มีศัตรูคนใดอยากเห็นตระกูลเย่กลับมาผงาดอีกครั้ง หากนักปรุงโอสถเย่จื่อเฟิงจู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาดื้อๆ เช่นนั้นทุกผู้คนคงพยายามกดดันเขา ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่อยากเปิดเผยตัวตนแล้วถูกยอดฝีมือที่โผล่ออกมากดดัน
    เย่จื่อเฟิงลังเลเล็กน้อย แล้วกล่าวออกมาในที่สุด "เอาล่ะ เจ้าเห็นข้าปรุงโอสถเสร็จแล้ว ตอนนี้เจ้าจะกลับไปได้รึยัง? อย่าบอกนะเจ้าอยากรบกวนขณะที่ข้ากําลังฝึกยุทธ์ด้วย...”
    "ข้ามีคําขอสุดท้าย” ปิงเชี่ยนยิ้ม
    "เจ้าดูเหมือนจะรู้วิถีแห่งการปรุงโอสถเยอะพอสมควร ทางสํานักชอบมาขอให้ข้าปรุงโอสถให้บ่อยๆ เจ้าช่วยมาสนทนาแลกเปลี่ยนการปรุงโอสถกับข้าที่หอสมบัติได้หรือไม่?”
    เย่จื่อเฟิงส่ายศีรษะ "ไม่มีทาง...ข้า...”
    ปิงเชี่ยนรีบกล่าวแทรกขึ้นทันที "อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธสิ ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการสมุนไพรล้ำค่าราคาแพงหรอกหรือ? งั้นเอาเป็นว่าทุกครั้งที่เจ้ามา ข้าจะให้เจ้าหยิบสมุนไพรออกไปด้วยนิดหน่อย รู้หรือไม่สมุนไพรในหอสมบัติพวกนั้น ไม่มีขายในร้านขายโอสถหรอกนะ...”
    เย่จื่อเฟิงถึงกับหายใจหอบถี่ ปิงเชี่ยนได้หยิบยื่นสมุนไพรล้ำค่ามาให้เขา นางสามารถมองออกว่าเย่จื่อเฟิงนั้นรักสมุนไพรล้ำค่าเหล่านี้อย่างสุดชีวิต และไม่มีทางที่เขาจะปฏิเสธข้อเสนอนั้นแน่อย่างไรก็ตาม เขาไม่อยากเสียเวลาในการฝึกยุทธ์์อันมีค่าไปเปล่าๆ ...
    "นิดหน่อยของเจ้านี่เท่าไหร่...” ปิงเชี่ยนอึ้งไปเล็กน้อย ดูเหมือนเย่จื่อเฟิงจะไม่ปฏิเสธนาง
    "ทุกครั้งที่เจ้ามา ข้าจะมอบสมุนไพรที่มีค่าเท่ากับ แต้มผลงาน 5 แต้ม เป็นไง? นั้นนะเทียบเท่ากับภารกิจซ่อมกําแพงเลยนะ...”
    เย่จื่อเฟิงส่ายหัว "ไม่มีทาง เจ้าน่าจะรู้ว่าภารกิจที่ข้าทําครั้งก่อน ข้าได้มาทั้งหมด 460 แต้ม ถ้าข้าได้ 460 แต้มในหนึ่งเดือน นั่นก็คือประมาณ 15 แต้มต่อวัน ถ้าเจ้าเสนอมาต่ำกว่า 15 แต้ม ข้าย่อมไม่เสียเวลาไป”
    "15 แต้ม? เจ้าอยากได้ 15 แต้มจากการสนทนาการปรุงโอสถเนี่ยนะ? ทําไมเจ้าไม่ปล้นแต้มพวกนี้จากข้าไปเสียเลยล่ะ...”
    ปิงเชี่ยนรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ยังเยาว์ผู้ชายนับไม่ถ้วนต่างก็ไล่ตามนางต้อยๆ หวังเพียงอยากจะได้พูดคุย แต่ว่าเย่จื่อเฟิงคนนี้กลับปฏิเสธ อีกทั้งยังต้องการให้นางจ่ายแต้มผลงาน15 แต้ม เพียงเพื่อแลกกับการได้พูดคุยกับเขานี่มันตรรกะอันใดกัน?
    เย่จื่อเฟิงยิ้ม "ราคานั่นเป็นราคาเมื่อข้ายังอยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 3 หากอนาคตการฝึกยุทธ์ของข้าก้าวหน้าขึ้น ราคาของมันย่อมต้องสูงขึ้นตาม!”
    นางโกรธจนควันออกหู นางยืนขึ้นทําหน้ามุ่ย "ก็ได้ๆ สิบห้าแต้มตามนั้น เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ข้าจะไปที่สํานักเพื่อหาสมุนไพรทุกๆ สามวัน ถ้าเจ้ามีเวลาว่างก็มาคุยกับข้า”
    เย่จื่อเฟิงพยักหน้า "ถ้าเป็นแบบนั้น ข้าจะไปพบเจ้าวันมะรืน เชิญ...”
    "เจ้า....” ปิงเชี่ยนส่งเสียงฮึ่มฮั่ม นางไม่อยากเห็นหน้าชายผู้นี้อีกนางจึงหันหลังสะบัดบั้นท้ายแล้วเดินจากไป เวลานี้นางได้จากไปจริงๆ ด้วยเหตุผลบางอย่าง การที่สามารถหาเวลาคุยกับเย่จื่อเฟิงได้ ทําให้ปิงเชี่ยนรู้สึกดีใจมาก แต่สําหรับเหตุผลนั้น นางเองก็ไม่รู้ว่าทําไมจึงรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน
    .....
    หลังจากปิงเชี่ยนจากไป สีหน้าของเย่จื่อเฟิงก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
    กระบวนการดูดซับพลังจากโอสถวิญญาณอัสนีนั้นไม่ได้ยากเย็นนัก แต่ครั้งนี้เขาอยากจะลองดูว่าตนเองจะสามารถดูดซับพลังได้มากเท่าไหร่ เมื่อได้รับการช่วยเหลือจากภูตยุทธ์
    ปัจจัยที่สําคัญที่สุดคือ ถ้าเงาภูตลึกลับตนนั้นตั้งใจจะดูดซับพลังจากโอสถเช่นครั้งก่อน
    "ลองเม็ดแรกดูก่อน รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
    เขาเลียโอสถวิญญาณอัสนีเหมือนกับก่อนหน้านี้ และรู้สึกถึงอาการชาทั่วร่างกาย ราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่ ในเวลาต่อมาเขาก็กลืนโอสถทั้งเม็ดพลังงานสายฟ้าที่รุนแรง จนไม่อาจควบคุมได้ ปรากฏขึ้นภายในท้องของเขา
    เขาสงบจิตใจตนเองแล้วเริ่มโคจรลมปราณจากจุดตันเถียน เขาค่อยๆ บังคับให้ลมปราณสายฟ้าผ่านเข้าไปในเส้นเลือดที่แขน หมอกสีขาวเริ่มก่อตัวขึ้นบนแขนทั้งของข้าง เขาสัมผัสได้ว่า แขนของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ลมปราณสายอัสนีเคลื่อนไปยังแขนของเขาอย่างต่อเนื่องราวกับถูกสูบ
    ‘เยี่ยม’ แผนของเขาประสบความสําเร็จ เขาดีใจมากแล้วรีบหยิบโอสถเม็ดที่สองใส่ปากทันที
    เมื่อมันผ่านเข้าปากแล้ว ลมปราณสายฟ้าก็เติมเต็มในจุดตันเถียนอีกครั้ง
    "โอ้วว นี่มันวิเศษจริงๆ!”
    เย่จื่อเฟิงกรีดร้อง พร้อมกับต่อยพื้นอย่างหนักหน่วง ฝุ่นผงเริ่มกระจัดกระจายไปทั่วจนปรากฏเป็นหลุมบนพื้น เขาปรารถนาที่จะใช้ลมปราณสายฟ้า เพื่อให้มันปรับเข้ากับลมปราณของเขาเอง
    ภายใต้ความช่วยเหลือของภูตยุทธ์ เขาก็สามารถดูดซับพลังจากโอสถทั้งสองเข้าสู่ร่างกาย ถึงแม้ภูตยุทธ์จะรับเอาพลังส่วนใหญ่ไป แต่เขาก็ยังได้พลังมาบ้างบางส่วน
    "อืมมม ข้าควรจะกินโอสถเม็ดที่สามดีไหม?”
    เย่จื่อเฟิงลังเลเล็กน้อย หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็โยนโอสถเม็ดที่สามเข้าปาก แล้วกลืนมันลงไปในที่สุด
    จบตอน