จ้อยเพ่งมองไปยังเทพทวารบาลเบื้องหน้าอย่างละเอียดแล้วเขาก็เริ่มนึกออก ตามตำนานสวรรค์ที่น้าขามเคยเล่าให้ฟังประตูสวรรค์ทิศใต้นั้นมี สี่เทพจตุโลกบาล ผลัดกันเฝ้ายามซึ่งแต่ละตนล้วนมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้าน่าสะพรึงกลัว:
ท้าวธตรฐ:หน้าแดงดุจพญาปู ถือพระขรรค์เงินยวง
ท้าววิรุฬหก:ถือหอกและขี่พญานาคราช
ท้าววิรูปักษ์:ถือร่มวิเศษมหาบรรลัยกัลป์
ท้าวกุเวร(ท้าวเวสสุวรรณ) : ถือกระบองยักษ์สยบมาร และมี พังพอนม่วง เป็นสัตว์คู่กาย
แต่ทว่า...มหาเทพที่ยืนถมึงทึงอยู่ตรงหน้าพวกเขาในยามนี้คือ ท้าวกุเวรผู้ครองทิศเหนือแต่มาสลับเวรเฝ้าประตูทิศใต้!ท่านสวมเกราะสีเงินวาววับประดับทับทิม ในมือถือ "กระบองทองคู่"ที่แผ่รังสีสังหารออกมาเป็นระลอก ดวงตาคมกล้าจ้องจับผิดทุกสรรพสิ่ง
แรงกดดันจากรัศมีเทพทำเอาอากาศรอบตัวหนักอึ้งนายหญิงจันทราถึงกับหน้าซีดเผือด ทรงตัวเกือบไม่อยู่บนเมฆทิพย์ แต่เจ้าจ้อย...ไอ้กระรอกแสบนี่กลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย! มันกลับเปิดใช้งาน"เนตรทิพย์" กวาดสายตามองไปที่ชุดเกราะและกระบองของท้าวกุเวรพลางน้ำลายสอ
‘โอ้โห...นี่แหละหัวหน้าใหญ่ของยักษ์ทั้งปวง ท้าวกุเวรตัวจริงเสียงจริง!ของวิเศษทั้งตัวนั่นถ้าได้แทะซักคำ พลังงานคงพุ่งปรี๊ดทะลุปรอทดีกว่าของขยะที่พวกเทวดาพเนจรโยนให้เมื่อกี้ล้านเท่า!’
จ้อยแอบหยิบของวิเศษที่เพิ่งได้มาโยนเข้าปากเคี้ยว"กรวบ!" เพื่อเติมพลังงานที่เพิ่งใช้ส่องของมีค่าไป
นายหญิงจันทราฝืนยิ้มพยายามรักษากิริยาแล้วรีบประสานมือคารวะ “ท่านขุนพลเทพ... ไม่ใช่สิ ท่านท้าวกุเวรโปรดอย่าถือสาดิฉันเลยเจ้าค่ะ ดิฉันมาจากดวงจันทร์ไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมสวรรค์ชั้นใน หากล่วงเกินประการใด โปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ”
ท้าวกุเวรแค่นเสียงเหี้ยม“ดิฉันรึ? เจ้าเรียกตัวเองว่าเทพ แต่ข้าเฝ้าประตูสวรรค์มานับกัปนับกัลป์เทวดาทุกองค์บนสวรรค์ข้าจำหน้าได้หมด แต่ไม่เคยเห็นเจ้าอยู่ในสารบบ!หรือว่าเจ้าจะเป็นพวกแอบแฝงกายเข้าสู่งานสโมสรเพื่อสร้างความวุ่นวายกันแน่!”
จ้อยกระซิบข้างหูนายหญิง“นายหญิงครับ ไอ้พี่เบิ้มคนนี้ท่าทางจะมาไม่ดี ดูเหมือนจะจงใจแกล้งเราชัดๆ งัด‘ใบเชิญ’ ที่ท่านเจ้ากรมสวรรค์ให้มาออกมาโชว์ให้หน้าหงายไปเลยครับ!”
นายหญิงพยักหน้าแล้วหยิบ "โองการสีทอง" ออกมาคลี่ออก “ท่านท้าวกุเวรดิฉันคือนายหญิงจันทราและนี่คือบัตรเชิญเข้างานสโมสรเทวสมาคมที่ได้รับมอบจากท่านเจ้ากรมสวรรค์โดยตรงเจ้าค่ะ!”
ท้าวกุเวรขมวดคิ้วมุ่นเขาสะบัดมือเบาๆ โองการสีทองก็ปลิวไปอยู่ในมือเขาเขาส่องดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “อืม... เป็นโองการของจริงข้าคงมองคนผิดไป... เจ้าเข้าไปได้ แต่! ไอ้สัตว์เลี้ยงตัวนี้ต้องทิ้งไว้ข้างนอก!”
จ้อยที่กำลังเตรียมจะกระโดดเข้าประตูถึงกับเบรกหัวทิ่ม“เฮ้ย! พี่ชาย! พูดงี้มาต่อยกันเลยดีกว่า ผมไม่ได้มาเที่ยวเล่นนะ ผมเป็นองครักษ์!”
นายหญิงจันทรารีบแย้ง“ท่านเจ้าคะ จ้อยเป็นองครักษ์ของดิฉันและในงานสโมสรก็อนุญาตให้เทพนำสัตว์เลี้ยงเข้าร่วมได้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ? อีกอย่างในโองการก็น่าจะมีชื่อของเขาด้วยนะเจ้าคะ”
ท้าวกุเวรหัวเราะเสียงเย็น“นั่นมันสำหรับมหาเทพชั้นสูง แต่เทพไร้นามอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์นั้น!และที่สำคัญ... เจ้าลองอ่านดูสิว่าท่านเจ้ากรมสวรรค์เขียนว่าอะไร?”
เขาโยนโองการกลับมานายหญิงจันทรากับจ้อยรีบชะโงกหน้าลงไปดูอักษรทองคำที่ระบุรายละเอียดแขกรับเชิญ:
"...ขอเชิญ นายหญิงจันทรา พร้อมด้วยสัตว์เลี้ยงแสนรัก 'หมาน้อย'ชื่อจ้อย เข้าร่วมงาน..."
"หะ... หมาน้อย!!!" เจ้าจ้อยตะโกนลั่นจนเสียงหลง“ไอ้ท่านเจ้ากรมสวรรค์! ท่านมันตัวแสบของจริง! ตาบอดหรือไงวะ?! กระรอกหล่อขนาดนี้เขียนว่าเป็นหมาเนี่ยนะ!” จ้อยแค้นจนแทบจะกระอักเลือดออกมา‘โอ้โห... ร้ายกาจนักนะคุณตา สงสัยตอนเขียนจะแอบไปจิบน้ำจัณฑ์ทิพย์มาแน่ๆ!’
นายหญิงจันทราเองก็นิ่งอึ้งไป“เอ่อ... ถ้าเป็นความผิดพลาดเรื่องชื่อดิฉันขอพาน้องกลับไปส่งที่ดวงจันทร์ก่อนแล้วค่อยมาใหม่ได้ไหมเจ้าคะ?”
“ไม่ได้!”ท้าวกุเวรตวาดขัด “งานจะเริ่มในไม่ช้าหากเจ้ามาสายถือเป็นการหมิ่นเกียรติองค์เหนือหัว มีโทษหนัก! ฝากมันไว้ที่ข้า!ข้าจะช่วยดูแลมันให้เองระหว่างที่เจ้าอยู่ในงาน พอเจ้าออกมาข้าค่อยคืนให้”
นายหญิงจันทราเริ่มใจคอไม่ดีแววตาของยักษ์เฝ้าประตูคนนี้มันเหมือนนักล่าที่กำลังจ้องเหยื่ออันโอชะเสียมากกว่าจ้อยเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเขาเหลือบไปเห็นมือข้างหนึ่งของท้าวกุเวรกำลังลูบคลำ "ถุงย่ามสีม่วง"ที่อยู่ข้างเอวอย่างเบามือ เหมือนกำลังปลอบสัตว์ร้ายที่อยู่ข้างในและในวินาทีนั้นเอง จ้อยก็เห็น ดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่ง วับแวมออกมาจากปากถุงย่ามใบนั้น!
‘ชิบเป๋งแล้ว...ไอ้พี่เบิ้มนี่มันไม่ได้อยากช่วยเลี้ยงกูมันจะเอากูไปเป็นอาหารว่างให้สัตว์เลี้ยงมันต่างหาก!’
“ว่าอย่างไร?จะเข้าไปในงาน หรือจะอยู่ที่นี่รอรับโทษ!” ท้าวกุเวรเร่งเร้า
จ้อยกลับชิงพูดขึ้นก่อน“ตกลงครับ! นายหญิงไปเถอะ งานเลี้ยงระดับสวรรค์ไม่ได้จัดบ่อยๆ นะผมอยู่ที่นี่กับท่านเจ้าคุณกุเวรได้ สบายมาก!”
“จ้อย!เจ้าพูดอะไรออกมา?” นายหญิงจันทราอุทานด้วยความตกใจ
จ้อยยิ้มแฉ่ง(ที่ดูเหมือนจะแสยะยิ้มมากกว่า)แล้วกระโดดพรึบลงจากเมฆทิพย์มายืนบนพื้นหน้าประตูสวรรค์ “ไม่เป็นไรหรอกครับนายหญิงท่านท้าวกุเวรระดับนี้ คงไม่รังแกกระรอกตัวเล็กๆ อย่างผมหรอกจริงไหมครับ?”
ท้าวกุเวรหัวเราะในลำคอ“ฉลาดมากเจ้าหนู... ไปซะแม่นางจันทราอย่าให้งานต้องล่าช้าเพราะสัตว์เลี้ยงตัวเดียว”
นายหญิงจันทรามองจ้อยด้วยสายตาเป็นห่วงสุดซึ้งแต่เมื่อเห็นสายตามั่นใจของเจ้าจ้อย นางจึงจำใจเดินเข้าประตูสวรรค์ไปทิ้งให้จ้อยยืนเผชิญหน้ากับยักษ์ร่างยักษ์เพียงลำพัง
วินาทีที่นายหญิงลับตาไปท้าวกุเวรก็กระตุกเชือกที่ถุงย่ามทันที!แสงสีแดงพุ่งออกมากลายเป็นร่างของสัตว์สี่เท้าที่มีขนสีม่วงเข้มขนาดของมันใหญ่กว่าจ้อยถึงสามเท่า! มันคือ "พังพอนม่วงมหากาฬ" ที่แยกเขี้ยวขาวโง้วมองจ้อยประหนึ่งเห็นขนมหวาน
จ้อยเงยหน้ามองเจ้าสัตว์ร้ายพลางเบะปาก“โอ้โห... นี่พังพอนหรือหมูครับเนี่ย?ทำไมมันอ้วนท้วนสมบูรณ์ขนาดนี้ สงสัยท่านขุนพลจะเลี้ยงดีล่ะสิ?”
พังพอนม่วงขู่คำรามในลำคอสายตาของมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือด จ้อยมองหน้ามันแล้วถามขึ้นมานิ่งๆ“เฮ้ยเพื่อน... ข้าถามจริงๆ เถอะ แกน่ะมองข้าทำไม?”
เจ้าพังพอนชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงที่ฟังดูแหบพร่า “แล้วข้าจะมองแกไม่ได้หรือไง? ไอ้กระรอกหน้าโง่!”
จ้อยอึ้งไปครู่หนึ่ง“โห... พูดชัดด้วยนะเนี่ย แกเป็นพังพอนจากแถวไหน? สำเนียงเหมือนแถวๆ บ้านข้าเลยนะ”
เจ้าพังพอนขมวดคิ้ว“แกพูดเรื่องบ้าอะไรของแก? ข้าคือสัตว์ทิพย์สยบไตรภพ! วันนี้ดวงแกถึงฆาตแล้วเตรียมตัวเป็นปุ๋ยสวรรค์ได้เลย!”
มันย่อตัวลงเตรียมจะตะปบเจ้าจ้อยในคำเดียวแต่จ้อยกลับยืนนิ่ง พลางแอบล้วง "เชือกตกนาคา" ที่ได้จากดาบสเท้าเปล่าออกมาถือไว้ลับหลัง...