มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 66 สองสตรีมิอาจร่วมโลก

    บทที่66สองสตรีมิอาจร่วมโลก


            “สตรีนางนี้"

            ในห้วงเวลาที่มู่เสวียนตะลึงค้างค่ายกลพลังปาฏิหาริย์อันสว่างเจิดจ้าก็แผดแสงตัดทำลายวารีที่พันธนาการร่างในชุดคลุมขาวอีกทั้งแสงอันเจิดจ้านั้นยังผนึกตัวก่อเกิดเป็นกลีบบัวผลิบานขึ้นกลางสรรพวุธของเหล่าคนจากพรรคกิเลนวารีต้านทานพลังยุทธ์และสะท้อนพลังคืนกลับจนพวกมันถอยร่นไปทั้งสิ้น แต่พลังจู่โจมเมื่อครู่นั้นก็ทำให้ร่างของไป๋เหิ่นซินต้องสะท้านเฮือกและเมื่อขอบเขตค่ายกลดอกบัวสุริยะของนางได้ถูกมวลมหานทีจากค่ายกลทั้งหมดในพรรคกิเลนวารีถาโถมดอกบัวที่ราวกับสุริยันอันเจิดจ้านี้ก็พลันสั่นคลอน กลีบอันเจิดจ้าหลายกลีบต้องแตกร้าวร่างของไป๋เหิ่นซินกระอักโลหิตออกมาทันใด

             

            แต่ว่านั่นก็ทำให้นางดึงเอามู่เสวียนเข้ามาในอาณาเขตดอกบัวสุริยะของตนได้บีบให้บุรุษชราถูกตัดขาดจากค่ายกลพลังชีวิตของมันทันที!

             

            เมื่อมิอาจเชื่อมต่อกับพลังค่ายกลในพรรคได้ดาบวารีที่อยู่ในมือก็สลายกลายเป็นมวลน้ำที่ร่วงหล่นลงสู่ผืนปฐพี พื้นใต้ร่างของมันจึงเปียกโชกไปด้วยน้ำเช่นเดียวกลับกลางหลังของมันที่กำลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่ออันเย็นเยียบ

             

            ไป๋เหิ่นซินกำชับกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ในมือ

            “บุกถ้ำนายพรานจักต้องเรียนรู้ถึงหลุมพลางเป็นนายพรานต่างหากที่มั่นใจในหลุมพลางแลถิ่นที่มั่นของตนเกินไป จนลืมไปแล้วว่าไม่มีสิ่งใดที่จีรัง”

             

            สิ่งที่แข็งแกร่งและเลื่องชื่อที่สุดของมู่เสวียนคือปัญญาเช่นนั้นมหาวิถีวจนะปัญญาของมันจึงจัดอยู่ในระดับต้นๆ ของปฐพี มันมั่นใจในมหาวิถีแห่งปัญญาของตนในปฐพีนี้หากมิใช่ธรรมบาลปัญญาและเทพดาเร้นกายมันก็มิจำเป็นต้องกริ่งเกรงใครในด้านปัญญาอีกค่ายกลวารีขนาดใหญ่ที่มันเพียรสร้างมาตลอดชีวิตนี้ก็คือความภูมิใจของมัน เป็นค่ายกลที่ยังมิเคยมีศัตรูหน้าไหนทำลายลงได้เช่นนั้นจึงเกิดเป็นความอวดดีและความมั่นใจในตนเองว่า หากมันอยู่ในอาณาเขตพรรคกิเลนวารีแล้วก็จะไม่มีสรรพสิ่งใดย่างกรายถึงชีวิตมันได้

             

            ทว่าวันนี้ ความมั่นใจและความภาคภูมิใจตลอดชีวิตของมันกลับถูกทำลายลงโดยสตรีอายุเยาว์นางหนึ่ง!

             

            สรรพสิ่งไร้ความจีรังก่อนหน้าไม่เคยมีใครตอแยค่ายกลของมันได้ก็จริง แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีใครคิดหาวิธีรับมือกับค่ายกลของมันได้ผู้อื่นหาวิธีที่จะเอาชนะค่ายกลนี้อย่างมากมาย แต่มันกลับยังลำพองในค่ายกลรูปแบบเดิมที่คงอยู่ในสภาพเดิมมิได้รับการเปลี่ยนแปลงใดนับว่ามันคือพรานที่มั่นใจในหลุมพลางและถิ่นที่อยู่ของตนจนเกินไปจริงๆ

             

            และเพียงความผิดพลาดในครั้งเดียวนี้ก็นับเป็นความผิดมหันต์ตลอดชีวิต เพราะนับตั้งแต่ที่กระบี่สีขาวทิ่มแทงมา นับตั้งแต่ที่มันใช้พลังยุทธ์ทั้งหมดออกมารับกระบี่มันก็ได้ติดกับดักหลุมพรางของไป๋เหินซินอีกหนแล้ว!

             

            กระบี่ที่เต็มไปด้วยพลังยุทธ์อย่างไม่ออมรั้งจนคล้ายจันทราที่กำลังโคจรบรรจบห้วงจักรวาลนี้แท้จริงนั้นกลับเป็นเพียงการโจมตีเพื่อหลอกล่อ เจตนาแลจิตสังหารที่มุ่งไปกับกระบี่บีบให้มู่เสวียนต้องรับมือเต็มกำลังในมุมมองของมู่เสวียน หากวัดตามระดับพลังที่ปลดปล่อยออกในแต่ละวิถีแล้ว มันรู้สึกว่าพลังในมหาวิถีวจนะที่แข็งแกร่งที่สุดของไป๋เหิ่นซินคือปัญญารองลงมาก็คือพลังยุทธ์นี้ ดังนั้นมันจึงรับมือด้วยพลังยุทธ์ทั้งหมดที่มีหวังหาจังหวะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส

             

            ทว่ามันกลับคิดผิดอย่างหนักหน่วงศิษย์เอกของธรรมบาลมุทราจะเก่งในมหาวิถีวจนะอื่นมากกว่าได้อย่างไร การที่นางใช้พลังมุทราเทพแรกเริ่มนั้นเป็นพลังเพียงกึ่งเดียวที่นางปลดปล่อย และนั่นก็คือแผนแรกเริ่มที่นางวางไว้เพื่อปิดฉากในครานี้

             

            ไม่ว่าจะค่ายกลไม่ว่าจะการวางแผนสู้ ไม่ว่าจะสติปัญญาและการหักเล่ห์ชิงเหลี่ยม มู่เสวียนล้วนถูกไป๋เหิ่นซินเล่นงานอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!

             

            มหาวิถีแห่งวจนะมุทราสูงสุดถูกปลดปล่อยกระบี่ก็ล่อหลอกดึงความสนใจและการป้องกันของมู่เสวียนไปหมดสิ้น กว่าที่มู่เสวียนจะรู้ตัวกว่าที่มู่เสวียนจะร่ำร้องในจิตใจ กว่าที่มันจะวกพลังคืนกลับมาตั้งรับได้ มุทราขจัดมารท่วงท่าแห่งการขจัดก็ได้ถูกปลดปล่อย บัวขจัดมารที่มิทราบผนึกขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ผลิกลีบตัดทำลายเกราะลมปราณคุ้มกายพร้อมทั้งแผดลำแสงทะลวงผ่านกายายุทธ์มุ่งตัดขั้วหัวใจของมู่เสวียนในพริบตา!

             

            มุทราขจัดมารมีพลังรูปดอกบัวการที่นางสร้างค่ายกลดอกบัวสุริยะที่มีความคล้ายคลึงกันขึ้นก็เพื่อซ่อนมุทราขจัดมารไว้แต่ต้นนับแต่ที่ค่ายกลทำงาน มุทราขจัดมารก็ถูกปลดปล่อยให้ซ้อนทับอยู่ก่อนแล้ว

             

            ทั้งหมดล้วนอยู่ในการคำนวนของไป๋เหิ่นซินทั้งสิ้น!

             

            “ท่านประมุข!!!!”

            เห็นภาพของบุรุษชราล้มทั้งยืนภายใต้ค่ายกลดอกบัวสุริยะอันสว่างไสวเหล่าคนจากพรรคกิเลนวารีก็ต่างตื่นตะลึงขวัญหนีดีฝ่อ ท่ามกลางพรรคกิเลนวารี สตรีนางเดียวกลับสามารถสังหารประมุขพรรคของตนได้อย่างไรแม้มีบางคนที่พอจะรู้ว่าช่วงห้าปีมานี้ประมุขพรรคของตนป่วยด้วยโรคประหลาดจนร่างกายมิได้แข็งแกร่งดังเดิมทว่าภายใต้อาณาเขตของมันก็ยากจะมีสิ่งใดมากล้ำกลายมันได้ง่ายๆ

             

            แล้วสตรีนางนี้เป็นใคร!

             

            กระทั่งเริ่มมีหลายผู้ที่ได้คิดถึงความเป็นจริงที่ปรากฏตรงหน้ารวมถึงเรื่องอันสะเทือนไปทั้งปฐพีในช่วงห้าปีผ่าน สตรีเยาว์วัยผู้มีเส้นชีพจรลมปราณเหนือราชันย์ผู้ที่ได้รับการฟูมฟักเป็นอย่างดีจากนิกายเทวะวจนะ เมื่อนึกถึงข้อเท็จจริงประการนี้พวกมันก็ล้วนเสียวสันหลังวาบขึ้นทันใด

            “หรือว่านางก็คือ…”

             

            “แสงสังหารแห่งวจนะ!”

             

            เมื่อรู้ข้อเท็จจริงประการนี้ความกลัวก็เริ่มแผ่ลามในจิตใจ นิกายเทวะวจนะบุกมาสังหารคนถึงที่ย่อมหมายความว่าคนผู้นั้นมีความผิดมหันต์ประมุขของพวกมันก็มิได้เป็นคนดีอะไร กระทำชั่วเพื่อหวังส่งตัวเองขึ้นสู่จุดสูงสุดมาเยอะเคยสังหารล้างครอบครัวผู้บริสุทธิ์มามิน้อยเพื่อปกปิดเรื่องบางอย่างของตน หรือความชั่วร้ายเหล่านั้นได้ไปถึงหูนิกายเทวะวจนะแล้ว

             

            เมื่อคิดดังนี้จิตที่จะสู้จึงถูกกลบลบไม่มีใครกล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับนิกายเทวะวจนะอย่างออกหน้า พวกมันจึงต่างวางอาวุธแล้วคุกเข่าลงจากหนึ่งคนเป็นสองคน จากสองคนเป็นสามคน และสุดท้ายคนของพรรคกิเลนวารีก็ต้องยอมสยบให้แก่พลังอำนาจแห่งนิกายเทวะวจนะจนสิ้น

             

            “เรื่องเลวร้ายในอดีตเป็นความชั่วของมู่เสวียนทั้งสิ้น”

             

            “พวกข้าน้อยเป็นเพียงปลาเล็กย่อมมิอาจทานคำสั่งของมันได้"

             

            “แสงสังหารแห่งวจนะได้โปรดประทานอภัยให้แก่พวกเรา"

             

            “ได้โปรดประทานอภัย”

             

            “ได้โปรดประทานอภัย"

             

            เรื่องความชั่วช้าดีเลวแท้จริงไป๋เหิ่นซินกลับมิได้นึกถึงทั้งสิ้นนางเพียงมีความแค้น นางจึงต้องแก้แค้น วันนั้นสตรีนางหนึ่งมอบความเจ็บซ้ำอย่างแสนสาหัสแก่นางชั่วชีวิตนางก็จะมอบความเจ็บซ้ำอย่างแสนสาหัสคืนกลับแก่สตรีนางนั้นเช่นเดียวกัน

             

            ไป๋เหิ่นซินหลับตาลงนึกถึงเหล่าคนแห่งสำนักคุ้มภัยที่ถูกล่อลวงให้ไปเป็นตัวตายตัวแทน นึกถึงสตรีนางนั้นสั่งคนสังหารตนอย่างไรปราณีและในห้วงแห่งความเป็นตายที่ตนกำลังรักษาพิษก็ยังเป็นสตรีนางนั้นไล่ล่าสังหารไม่หยุดหย่อนสุดท้ายยังคงเป็นนางที่สังหารฮุ่ยจวิน เป็นสตรีนางนั้นที่ไร้เมตตากับตนก่อน!

            “ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าหากไล่ล่าสังหารบุตรีของประมุขพวกเจ้าได้ ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกเจ้าอีก”

             

            คนทุกผู้ล้วนมีความเห็นแก่ตัวในจิตใจเมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกมันก็ต่างรับคำอย่างพร้อมเพรียง ทั้งยังรีบนำร่างของมู่เสวียนไปแขวนไว้ที่หน้าประตูแทนป้ายพรรคเดิมที่พังไป!

             

            เมื่อเจ้าของตายค่ายกลพลังวารีอันลึกล้ำที่ปกปักษ์ในอาณาเขตแห่งนี้ก็สลายไปตาม ไป๋เหิ่นซินจึงมิต้องคงสภาพพลังค่ายกลดอกบัวสุริยะอีกต่อไปนางมองเหล่าคนที่กำลังนำร่างอันไร้ชีวิตของผู้ที่เคยเป็นผู้นำของพวกมันไปแขวนไว้ที่ด้านหน้าประตูจากการกระทำของพวกมันดูแล้วคงแสดงออกเป็นเชิงสัญลักษณ์เพื่อประกาศตัวเป็นศัตรูกับสายเลือดของประมุขพรรคผู้นี้แต่หากมองอีกด้านก็ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังเตือนให้สายเลือดของประมุขผู้นั้นได้ระวังตัวอยู่บ้างแต่เพราะความเกรงกลัวต่อนาง หรือแท้จริงแล้วพวกมันกำลังกริ่งเกรงต่อนิกายเทวะวจนะ พวกมันจึงมิอาจที่จะไม่ทำตามคำสั่งแลแสดงออกเพื่อเอาชีวิตรอด

             

            ไป๋เหิ่นซินจ้องมองสองมือของตนการมีพลังอำนาจมากมาย ทุกสิ่งอย่างก็ล้วนง่ายดายเช่นนี้ มิน่าเล่าผู้คนจึงวาดหวังที่จะมีพลังอำนาจ

             

            สิ่งที่ไป๋เหิ่นซินต้องการกระทำมากที่สุดในชีวิตการแก้แค้นเพื่อคืนสนองต่อสตรีนางนั้น วันนี้นับว่านางได้กระทำสำเร็จแล้ว แต่แทนที่นางจะรู้สึกผ่อนคลายและสามารถลบภาพความเจ็บแค้นในอดีตลงได้ทว่าสิ่งเหล่านั้นกลับคล้ายมิถูกลบเลือน เสมือนกับว่ายิ่งนางแก้แค้น เงามืดแห่งความแค้นก็ยิ่งเกาะกุมฝังแน่นมิอาจลบออกเงามืดในจิตใจ ความอึมครึมในห้วงแห่งความทรงจำ เหล่านี้ยังสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวแก่นางอยู่เสมอมิเคยเสื่อมคลาย

             

            หรือเงามืดสุดท้ายของนางยังคงอยู่หรือสตรีนางนั้นต้องตายด้วย หรือจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนต้องชดใช้ ทั้งหมดจึงจะคืนสู่โลกที่วาดหวังของนางได้

             

            ไป๋เหิ่นซินยืนนิ่งขบคิดอยู่ครู่ใหญ่จวบจนกระทั่งโลหิตที่นางฝืนสะกดไว้มาโดยตลอดพวยพุ่งขึ้น โลหิตคำใหญ่กระอักออกมาจากลำคอความเจ็บปวดก็ได้แผ่ลามไปทั่วสรรพางค์กาย พลังยุทธ์สุดท้ายของมู่เสวียนนับว่าร้ายกาจจริงๆหากบุรุษชราผู้นี้ไม่มีอาการลมปราณขาดห้วงคล้ายคนเจ็บป่วยเป็นทุนเดิม และหากมันไม่มั่นใจในอาณาเขตพลังของตนเองเกินไปจนเกิดเป็นความประมาททำให้พลาดพลั้งหลงกลซ้ำแล้วซ้ำเล่าการต่อสู้ย่อมตรึงมือและเสี่ยงแลกชีวิตมากกว่านี้

             

            ตลอดมาฟ้าไม่เคยส่งเสริมนางทว่าการแก้แค้นในครานี้ ฟ้ากลับส่งเสริมนางอยู่บ้าง

             

            อาศัยความวุ่นวายที่เกิดในพรรคกิเลนวารีร่างในอาภรณ์สีขาวก็พริ้วหายไปตามม่านราตรีที่เริ่มมีแสงอรุณสอดแทรก การต่อสู้อันดุเดือดของสองยอดฝีมือกินเวลาไปกว่าครึ่งค่อนคืนพออาทิตย์แรกอรุโณทัยมาเยือน ความสงบก็คืนกลับสู่พรรคกิเลนวารีอีกครั้ง

             

            เช่นเดียวกับมู่ผิงเยว่ที่ได้กลับมาถึงพรรคของตนเองแล้วเหมือนกัน

             

            ตึง!!!

             

            สองเข่าของสตรีในชุดคลุมดำกระแทกพื้นอย่างรุนแรงสองตาของนางเบิกกว้างมิเชื่อในสิ่งที่เห็น น้ำตาอันใสกระจ่างหลั่งไหลพร่าพรมจนเป็นสายโลหิตนางมองร่างที่ไร้ชีวิตถูกแขวนอย่างอเนจอนาถแทนป้ายพรรคก็เกิดความเจ็บปวด สับสน และยากเข้าใจ

             

            “เกิดสิ่งใดขึ้น!”

             

            ขณะที่ความเศร้าโศกกำลังปกคลุมไปทั่วบริเวณเสียงคำรามของเหล่าคนที่เคยอยู่ภายใต้อาณัติก็โถมทะยานโจมตีมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน

             

            “เพื่อแสงสังหารแห่งวจนะ"

             

            “เพื่อนิกายเทวะวจนะ!”

             

            คนเหล่านี้คำรามก้องว่าตนกระทำเพื่อผู้อื่นอย่างเสียงดังฟังชัดแต่แท้จริงแล้วนั้น สิ่งที่พวกมันกระทำอยู่ล้วนแล้วแต่เพื่อตัวเองทั้งสิ้น ยังดีที่มีผู้ภักดีต่อมู่ผิงเยว่อยู่บ้างมันแสร้งเข้ามาพัวพันต่อสู้ ก่อนแอบถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระชับออกไป

             

            ร่างของมู่ผิงเยว่จึงแทบแข็งค้างนางมิรู้ว่าเกิดสิ่งนี้ได้อย่างไร หรือผลกรรมที่บิดาเคยทำ รวมถึงที่ตนเคยก่อได้ไล่หลังมาจริงๆแม้จะคิดเช่นนั้น แต่การเห็นบิดาถูกสังหารและถูกกระทำอย่างอเนจอนาถเช่นนี้ก็เพราะบ่มเป็นความแค้นที่หยั่งรากฝังลึกความเจ็บปวดใจแห่งการสูญเสียทำให้นางมิอาจให้อภัยแก่คนที่ทำเช่นนี้ได้

             

            ระหว่างนางกับสตรีนางนั้นจะต้องผูกเวรจองกรรมไปชั่วกัปชั่วกัลป์!

             

            มู่ผิงเยว่และไป๋เหิ่นซินจักเป็นศัตรูมิอาจร่วมโลก!

             

            “ไป๋เหิ่นซินข้าจะฆ่าเจ้า!”

             

            มู่ผิงเยว่คำรามก้องด้วยความเจ็บปวดใจและเครียดแค้นถึงขีดสุดนางปลดปล่อยพลังแห่งมุทราป้องขจัดสะท้อนม่านวารีอันแกร่งกร้าวทำลายเหล่าคนที่พุ่งโจมตีเข้ามาพร้อมเปิดทางให้ไปถึงร่างอันไร้ชีวิตของบิดา

             

            สองมือโอบอุ้มร่างชราทั้งน้ำตาก่อนทะยานกายตีฝ่าเหล่าคนที่มากมายหลบหนีไป