พญาวานรเลือดชุ่มกาย นั่งชันเข่าอยู่บนพื้นเงยหน้ามองสองหญิงสาวด้วยแววตาอาฆาต แค้นเคือง ร่างกายภายนอกของพญาวานรจะโทรมเลือดโชกแต่ทว่าแววตากลับเจิดจรัสวิบวับไม่เหมือนลิงใกล้ตาย
พาลีรุกขึ้นยืนแสยะยิ้มมุมปากเผยมือข้างหนึ่งออกมาปรากฎดวงแสงสีเพลิง พวกศิลาที่เห็นถึงกับตกใจ
นั่นมัน!!..?
“ไม่จริง ฉันเก็บไว้ในเขตอาคมแล้วนี่นา ทำไม” อินาริงง
“เศษวิญญาณธรรมชาติชิ้นสุดท้าย ธาตุไฟ” ศิลาเหม่ลอย เพียงแค่พาลีดูดกลืนหลอมรวมกับดวงใจภูตแห่งแสงได้พลังของสุริยะเทพไปครอบครองพลังธาตุไฟของพาลีก็จัดว่าร้ายกาจสุดในสามโลก ไม่มีอะไรสามารถต้านทานได้ และหากหลอมรวมกับเศษดวงวิญญาณธรรมชาติธาตุไฟไปอีกจะร้ายกาจขนาดไหน
พญาวานรไม่รอช้าฝังเศษวิญญาณธรรมชาติลงกลางอกทันทีก่อนจะกรีดร้องโหยหวนอย่างที่ไม่มีใครเคยได้ยิน เพลิงอเวจีรุกอาบร่างราวกับจะเผาพาลีให้กลายเป็นธุรี ความทรมานแทบขาดใจตายอยู่ลอนลอนทำเอาพาลีนึกเสียใจในการกระทำครั้งนี้ มันเป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีคำบรรยาย ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ราวกับนั่งอยู่ในกองเพลิงแต่ทว่ามันร้อนยิ่งกว่านั้น ร้อนยิ่งกว่านั้นอีกมาก
บึ่ม.. คลื่นพลังมหาศาลแตกระเบิด มีพญาวานรเป็นจุดศูนย์กลาง
“ทำลงไปแล้วซินะ” ชายกายสีเขียวเหลือบมองอดีตทหารของตน
“แย่ล่ะ แบบนี้แย่แน่ พาลีได้ดวงใจภูตแห่งแสงครบแถมยังอีกหนึ่งเศษวิญญาณ บวกกับพรของพระอิศวร” ไดอาโบหน้าเปลี่ยนสี ‘ไม่ต้องคิดให้มากความเลย เป้าหมายต่อไปของมันคือวงแหวนโลกาและเศษวิญญาณที่เหลือ ที่เราครอบครองอยู่ เอายังไงดี พรแห่งพระอิศวรร้ายกาจเกินไป แม้แต่ข้าเองก็ยากจะรับมือ มีอีกหนึ่งวิธี เอาวงแหวนโลกาแหละเศษวิญญาณธรรมชาติทั้งหมดมอบให้ศิลา เพื่อให้พาลีเปลี่ยนเป้า ส่วนข้าทำเพียงแค่รอ ให้สองคนนั้นสู้กันแบบจริงจังถึงขั้นเอาชีวิต ไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะก็ต้องเจียนตายเป็นแน่’
ไดอาโบ เรียกเอาไอเทมพิชิตเกมสองอย่างที่ตนครอบครองออกมา มองไปทางศิลาพร้อมกับร้องเรียกดังลั่น ให้พาลีหันมาสนใจ “ศิลา รับไป”
เฮ่ยยย... ศิลาอุทาน รู้ทันทีว่าไอ้หมอนี่มันคิดอะไร คนอย่างมันมีหรือจะยอมมอบให้แบบฟรีๆ ไม่ซิ ต้องบอกว่าคนอย่างเขามีหรือจะยอมให้อะไรกับศัตรูแบบจิตใจบริสุทธิ์ เหอะๆ... ไม่มีทางซะล่ะ ศิลาหายวับหยิบวงแหวนโลกาฝังเศษวิญญาณธรรมชาติมาไว้ในมือ พาลีหันมองควับคอแทบหัก แววตารุกโชติแสดงเจตนาและเป้าหมายชัดเจน
แผ่นการของไดอาโบถือว่าตื่นนัก ศิลารู้อยู่แล้ว เขาไม่มีวิธีรับมือกับพรแห่งพระอิศวร แสดงว่าไดอาโบก็ต้องไม่มีวิธีรับมือเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้ตนเองไม่ตกเป็นเป้าจึงต้องทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนเป้าหมายในการล่า ทว่าทั้งหมดก็เป็นไปตามที่คิด เท่านี้เขาก็สามารถต่อกรกับพาลีได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักพักและความเสี่ยงที่จะตายสูงจากการหลอมรวมเป็นหนึ่งกับเศษวิญญาณธรรมชาติถึงหกดวง แต่ละดวงล้วนมีจิตสำนึกความคิดของตน พวกมันจะต้องต่อต้านเขาอย่างแน่นอนด้วยความที่ว่าเขามีพลังมาร ตอนนั้นเพียงแค่ฝังเข้าร่างกายแบบไม่หลอมรวมดึงพลังออกมาเล็กน้อยยังเล่นเอาเขาเจียนตาย เกือบกลั้นความเจ็บปวดไว้ไม่อยู่
ฟ้าครามขยับวูบมายืนข้างหน้าศิลาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแววตาจริงจัง “พี่ศิไปจากที่นี่เถอะค่ะ ตอนนี้เราหยุดพาลีไม่ได้ อย่างน้อยให้พี่รอดไปพัฒนาตนก็ถือว่าเราชนะ อีกอย่างพี่จะเลเวลลดไม่ได้เด็ดขาด”
ผู้เล่นที่ได้รับฉายาเทพสงครามหากตายเลเวลจะตกมาติดลบหนึ่งร้อยทันที และการจะเลื่อนระดับก็อยากกว่าปกติต้องสังหารอสูรระดับตำนานไม่ต่ำกว่าร้อยตัวถึงจะเลื่อนขึ้นมาสักหนึ่งเลเวล
ศิลาถอนหายใจ แอบเจ็บปวดใจนิดๆ แม่หวานใจของเขารู้ดีกว่าใครแท้ๆว่าเขาเป็นคนยังไง
“น้องฟ้าค่ะ หนูเลิกคิดเรื่องนั้นไปได้เลย ถ้าคนที่จะรอดออกไปมีได้คนเดียว คนนั้นคือน้อง” เขาเอามือลูบแก้มหวานใจอย่างนิ่มนวลราวกับสายลมหนึ่งพัดกระทบ “ฟ้าไม่ได้เป็นภูตพิทักษณ์แล้วหากตายไปจะหวนคืนไม่ได้ ไม่ซิต่อให้เป็นภูตพิทักษณ์ก็ไม่สามารถหวนคืนได้แล้ว”
“เอาๆ..เอา” พาลีเอ่ยเสียงแข็ง “หวานกันเสร็จยัง สั่งเสี่ยกันเรียบร้อยยัง จะได้มาเริ่มกันต่อ ข้าอยากจะได้สิ่งนั้นจะแย่อยู่แล้ว”
“อย่าปากดีไปพาลี” ศิลาพูดเสียงเรียบแต่ฟังและรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มกำลังโมโหไม่พอใจอย่างมาก “พูดยังกับว่าจะเอาชนะพวกฉันเมื่อไหร่ก็ได้อย่างงั้น”
“ก็ใช่น่ะซิ” พาลีกล่าวอย่างมั่นใจ “สามคน มีปัญญาทำได้แค่นี้ มองกลับกันซิ ข้าตนเดียวทำให้พวกเจ้าตกที่นั่งลำบากได้ถึงเพียงนี้ ความต่างชั้นขนาดนี้ยังไม่ชัดเจนอีกรึ”
พาลีและศิลาจ้องกันไม่ลดย่อน ในขณะที่อีกหนึ่งการต่อสู้ยังคงเดือดละอุ ไดอาโบส่ายหัวไหวๆไล่อาการวิงเวียนศรีษะหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมจากบาทาลูกพักขององค์ราม ไม่คิดว่าผู้ใช้ธนูเป็นอาวุธจะมีทักษะการต่อสู้ระยะประชิดล้ำเลิศและท่าร่างที่รวดเร็วดุจเงาพราย
ท่าทีขององค์รามยังสงบราบเรียบไม่เปลี่ยนแปลงสายตาแอบปร่ายมองจันทราเทพเป็นระยะ “ไม่คิดจะไปช่วยเพื่อนสมรู้ร่วมคิดแผ่นการเดียวกับเจ้าหรือยังไง” ชายหนุ่มหันมาพูดกับไดอาโบ เห็นชัดว่าเป็นการแดกดัน “ขืนเป็นแบบนี้มีหวังได้ถูกพาลีสังหารสิ้นทั้งสามคนเป็นแน่”
“อ่าว แล้วมันธุระกงการอะไรของเจ้าไม่ทราบ ไม่เห็นต้องสนใจ ว่าแต่ท่านเถอะไม่คิดจะไปขัดขวางลูกน้องเก่าหน่อยหรอ ข้าสังเกตเห็นนะว่าท่านสอดสายตามองอะไรมองใครด้วยความรู้สึกยังไง ไม่แปลกหร๋อก ก็นางงดงามปานนั้น อรชรหวานช้อยถึงเพียงนั้น ล้วนเป็นที่ต้องตาต้องใจของชายทุกผู้หมู่เหล่า”
“อย่ามาสามหาวกับข้า สำหรับข้าไม่มีใครแทนน้องสีดาได้”
“โอ้ๆๆๆ.. แล้วนางไปไหนเสียแล้วล่ะ อ๋อลืมไป ถูกทศกัณฐ์สังหารสิ้นเมื่อครั้งศึกชิงหิมพานต์” ไดอาโบกอดอกหยักหน้า แม้ว่าจะพึ่งจุติแต่ข้อมูลทั้งหมดเขาก็รับรู้ได้จากข้อมูลที่ถูกใส่เข้ามาตอนสร้างไดอาโบ “จะว่าไป จันทราเทพก็คล้ายน้องสีดาของท่านไม่น้อยเลยนะ มากถึงสามในสี่ส่วน หรือว่านางจะกลับชาติมาเกิด อุบะ” ชายหนุ่มเอามือปิดปาก ท่าทางเลิกลัก ประมานว่า ไม่จริงน่ะ พูดขึ้นต่อด้วยท่าทางอ้อนบาทา “พี่รามขา ข้าจะรอท่านที่ทางช้างเผือก ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติข้าจะเกิดมาเพื่อครองคู่กับท่าน แต่ชาตินี้ข้าขอเป็นของบัลลังก์สูงสุดศิลาก่อนและกัน ชิชิชิ”
ไดอาโบบบบบบบบบ... องค์รามตะบะแตก
“หาาา.. ไม่ต้องเรียก ข้าจำชื่อข้าได้น่า”
“ศรอัคนิวาต จงมัดตึง” ชายหนุ่มยิงแผลงศรออกกลายเป็นพญานาคตัวมหึมามีชีวิตทะยานเวหาเข้าไล่ล่าไดอาโบอย่างดุร้าย
“ชิ.. พ่นพิษได้ด้วยเลอะ”
นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่อวตารเป็นองค์รามที่เขาโกรธเดือดจัดถึงขนาดนี้ ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเขามาก่อน การกระทำของไดอาโบถือเป็นการหยามเกียรติและทำลายศักดิ์ศรีของหญิงสาวอันเป็นที่รัก ทำให้เพลิงโทสะระเบิดออกมาอย่างไม่กักเก็บเอาไว้ได้
ศิลาได้ยินบทสนทนาอมยิ้มที่มุมปาก รู้แล้วว่าข้อมูลอีกหนึ่งอย่างที่เอามาหลอมรวมกับข้อมูลของเขาในการสร้างไดอาโบขึ้นมาคือใคร ไม่ใช่ใครอื่นเลย หากแต่เป็นตัวเขาเองในสมัยยังเฟี๊ยวฟ๊าวอ้อนบาทาชาวบ้านไปทั่ว สมัยที่บ้านของเขายังมั่งคลั่งสุขสบาย เป็นการเอาตัวตนในปัจจุบันมาผนวกกับตัวตนในอดีต
ว๊ากกก.. พญานาคคำรามเสียงแหลมแสบแก้วหู ก่อนจะหายวับราวกับไม่เคยมี ไดอาโบหยุดบินหนีมองอย่างฉงล
อึก! จู่ๆเขาก็ไม่สามารถขยับร่างกายได้ราวกับถูกมัดรอบตัว
ล่องหนได้?!... พญานาคค่อยๆเผยตัวในขณะรัดพันไดอาโบ มันชูหัวสูงขึ้นอ้าปากพ่นไอพิษสีเขียวสด
อ๊ากกกก... ไดอาโบหวยหวนสุดเสียงใบหน้าเนื้อเริ่มละลายราวกับถูกน้ำกรดสาด บึ่ม.. กริช ดาบ โซ่ อาวุธคู่ใจของไดอาโบถูกเรียกออกมา ลักษณะคล้ายโหยหาและร่ำไห้ของศิลาไม่มีผิด อันที่จริงไดอาโบมีอีกหนึ่งศาสตราที่ทัดเทียมกับกงจักรอนันตกาลล้อมจันทร์และหอกจันทราฉายรัตติกาล ทว่าเขาเลือกจะใช้กริช ดาบและโซ่ ที่มีระดับต่ำกว่าเล็กน้อย แต่อนุภาพเกินจินตนาการ
“โศกา อาศัลย์ และโศกศัลย์ ข้าอยากจะเก็บไว้ใช้ตัดสินกับศิลา แต่เห็นทีคงต้องเอาออกมาใช้ก่อนเวลา หากตายเสียตอนนี้การต่อสู้กับศิลาก็จะไม่มีเพราะงั้นเก็บไว้ก็ไม่ประโยชน์”
องค์รามเบิกตาตลึง ไม่มีใครในโลกไม่รู้จักอาวุธสามชิ้นนี้ “โหยหา ร่ำไห้ คร่ำครวญ? นี่เจ้ามีศาสตรามารทั้งสามชิ้นนี้ของศิลาได้ยังไง?” เป็นที่รู้กันดีว่าชื่อที่ศิลาตั้งนั้นตรงตามเป้าหมายทุกประการ เขาตวัดดาบ กริช และโซ่ครั้งใด ต้องมีผู้คน สัตว์อสูร ร้องโหยหวน คนที่รอดจะโหยหาคนที่รัก คร่ำครวญด้วยความคิดถึง หรือคร่ำครวญขอชีวิต ร่ำไห้กับการตกตายเสียค่าระดับเลเวล หากเขาใช้อาวุธเหล่านี้เมื่อใดนั่นหมายความว่ามีฉากนองเลือดแน่นอนทำให้ชื่อเสียงของอาวุธทั้งสามกระจายไปพร้อมๆกับศิลา เติบโตมาพร้อมกันราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่ายกาย จากระดับ S ธรรมดาผ่านสงครามมากมายจนวิวัฒนาการกลายเป็นระดับ SSS+
“ห่า นี่อาวุธคู่ใจข้า โศกา อาศัลย์และโศกศัลย์ หากข้าใช้มันเมื่อใด ศัตรูจะต้องพบกับความรู้สึกเหล่านั้นตามชื่อของมัน”
“แย่ล่ะ” ศิลาเคร่งเครียด “ร่ำไห้มีความสามารถพิเศษอยู่ที่พัฒนาจากเดิม หากมันมีเหมือนกันล่ะก็ หมายความว่าทุกๆหนึ่งนาทีผู้ถือครองจะได้รับหนึ่งเลเวล และพลังโจมตีหนึ่งพันหน่วยทุกๆหนึ่งนาที โหยหาจะทำการเพิ่มค่าสถานะทุกอย่างครั้งล่ะ 2 แต้ม ทุกหนึ่งนาที คร่ำครวญที่จุติใหม่สามารถฟื้นฟูร่างกายสมบูรณ์แบบไร้เงื่อนไข สามครั้งในหนึ่งการต่อสู้ ทำให้ผู้ถือครองตายได้สามครั้ง หากสกิลเหมือนกันล่ะก็ ไดอาโบสามารถมีเลเวลถึงหลักพัน แย่แน่”
ศิลารู้ดีด้วยพลังระดับนั้นสามารถตวัดครั้งเดียวลบทวีปแถบนี้หายในพริบตาได้เลย
!!..องค์รามเบิกตาค้างจู่ๆไดอาโบก็มีการเคลื่อนไหวแปลกไป แยบยลขึ้น ซับซ้อนขึ้น ไร้รูปแบบตายตัว ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ตอนนี้เนตรนารายของเขาก็ไม่สามารถมองตามทัน
กริ้งงงง..เสียงคล้ายโซ่ลากพื้นดังกังวาลเสียดหู เปรี้ยง.. อั๊ก! องค์รามหน้าหันพ่นเลือดออกมาเป็นสาย
อะไร! โซ่แน่นอน แต่ทำไมถึงมองไม่เห็น “คุณสมบัติล่องหน?”
“ช้าย โศกศัลย์สามารถล่องหนได้ปกติมันเป็นโซ่เชื่อมต่อปลายกริชและปลายดาบแต่ทว่าก็สามารถทำแบบนี้ได้”
วึ่งงง.. โซ่มากมายนับพันเส้นปรากฎขึ้นรอบตัวไดอาโบก่อนพุ่งเข้ารัดองค์รามอย่างสับสนมั่วซั่วราวกับต่าข่ายปกคลุมฟ้า
“ศรพรหมมาตร จงกลายเป็นพญาครุฑ”
ฟ้าววว.. ทันทีที่ศรแผ่พุ่งออกพลันกลายเป็นครุฑนับพันเข้าตะปบโศกศัลย์ก่อนจะใช้กงเล็บบดขยี้จนแตกกระจุย
“นี่เลอะความร้ายกาจ”
ไดอาโบยิ้มเศษโซ่ที่แตกกลายเป็นโซ่เส้นใหม่เพิ่มจำนวนอีกเท่าตัว
ด้านศิลา
“ตรี คฑา จักร สังฆ์ สี่ศาสตราหลอมรวมเป็นหนึ่ง”
ทางด้านพาลีเองก็เรียกก็เรียกอาวุธแสนร้ายกาจออกมานั่นคือตรีศูลเพชรด้ามยาว “ตรีศูลอัสวายุ”
ธาตุสายฟ้าผสานธาตุลม? ศิลาขมวดคิ้ว
พาลีถนัดธาตุลมหรอกหรือ.. เขานึกว่าหนุมานเสียอีก อีกอย่างเขาไม่มีสกิลต้านทานธาตุลมเลยแม้แต่อย่างเดียว หากเป็นสายฟ้ายังพอให้ฟ้าครามใช้ธาตุสายฟ้าของเธอขัดแย้งไว้ได้ เพราะสายฟ้าของฟ้าครามก็มีระดับเทียบเท่าเทพเจ้าสายฟ้า
ศิลาเคลื่อนพลังธาตุความมืดผนึกทั่วร่าง เขาสามารถใช้ธาตุน้ำต่อกรกับพาลีได้แต่ทว่าก็จะโดนธาตุสายฟ้าอยู่ดี หากเป็นธาตุความมืดที่ไม่แพ้ธาตุใด แต่ก็ไม่ชนะธาตุ เขาคงพอลดความต่างชั้นของพาลีลงไปได้บ้าง
“อาภรณ์แห่งความมืด กายารัตติกาล” ร่างของศิลาปกคลุมด้วยคลื่นพลังความมืดหนาแน่นคล้ายคลื่นน้ำสีดำทมิฬ เบื้องหน้าปรากฎวงเวทมนต์แตกระเบิดกลายเป็นโหยหาร่ำไห้และคร่ำครวญ โซ่สีส้มแดงรัดพันสองแขนศิลาราวกับมีชีวิตกลายเป็นปลอกแขนก่อนจะล่องหน
ดวงวิญญาณสีแดงนับแสนพวยพุ่งออกจากสามศาสตราคู่ใจ พร้อมด้วยเสียงสาปแช่งเกรี้ยวกราด บ้างโหยหวนปานจะขาดใจ บ้างครวญคางเครียดแค้น บ้างคร่ำครวญใจจะขาด บ้างร้องไห้สะอึกสะอื่นแสนระทม ดังกระหึ่มสับสนปนเปจนแยกแยะไม่ออก เล่นเอาผู้ได้ยินแทบสติแตกสยองเกล้าพลันพึง ดวงวิญญาณมากมายค่อยๆทยอยซึ่มเข้าร่างศิลา ตามตัวของเขาปรากฎอักขระสีแดงเลือดทั่วร่าง
พาลีหรุบตามองประหลาดใจ
สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังของศิลากำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก คงเพราะดวงวิญญาณพวกนั้น
แต่ทำไม่? ยิ่งมีพลังมากเท่าไหร่ ก็จะยิงถูกลดทอนลงและมาเพิ่มให้ข้า เรื่องนั้นมันรู้ดีแท้ๆแต่กลับยังเพิ่มพลัง หรือมันโง่? ไม่ใช่แน่นอน คนอย่างศิลาเป็นที่รู้กันดีว่ารอบครอบนาดไหน แสดงว่าต้องวางแผนอะไรเอาไว้แน่ๆ