สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 10 บทที่ 298 เรื่องราวบนโลกดั่งคลื่นน้ำ เรื่องราวของคนเช่นหมากรุก

        ช่วงเที่ยงของวันนี้ รายงานผลการรบจากแนวหน้าของกองทัพทางภาคใต้แห่งราชอาณาจักรถูกส่งมาที่เมืองหลวงไม่ขาดสาย ประหนึ่งเกล็ดหิมะกำลังตกลงมาปกคลุมเมืองหลวง ตามข่าวที่ลือกัน เบื้องบนของกองทัพโดนจักรพรรดิยาซินด่าจนไม่เหลือชิ้นดี ทำให้ตอนนี้วุ่นวายกันไปหมด เพราะแนวหน้าปราชัยทำให้ขุนนางจำนวนมากที่รับผิดชอบเรื่องนี้ถูกจับเข้าเรือนจำอัศวินทันที หนึ่งในนั้นรวมไปถึงผู้บัญชาการเชมเบอร์เลนที่ถูกคาดโทษไว้ ถึงแม้ว่าเขาจะยอมตายแต่ไม่ยอมถอย แต่คนในครอบครัวไม่ว่าจะแก่หรือเด็กล้วนถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิดชั่วคราว…

        นับวัน หน่วยสอดแนมของข้าศึกพากันเข้าออกเมืองหลวงเพิ่มขึ้นทุกที และมีม้าศึกจำนวนนับไม่ถ้วนได้ตายกลางทางเพราะเหนื่อยตายเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ทำให้ผู้คนหวาดผวาไปชั่วเวลาหนึ่ง

        มีบางคนบอกว่า กองทัพของราชอาณาจักรสปาร์ตากุสใกล้จะบุกเข้าโจมตีเมืองหลวงแล้ว บางคนก็พูดว่าผู้บัญชาการเชมเบอร์เลนทรยศเข้าฝ่ายข้าศึกไปแล้ว บ้างก็ลือว่าจักรพรรดิยาซินนั้นได้ล้มป่วยหนักอีกครั้ง หรือไม่ก็ลือว่าราชอาณาจักรเซนิทใกล้จะจบสิ้นแล้ว ท่ามกลางข่าวลือมากมาย ขุนนางส่วนใหญ่ล้วนสิ้นหวังกับสถานการณ์ในการสู้รบในปัจจุบันนี้มาก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองต้องประจัญหน้ากับกองทัพของราชอาณาจักรเซนิท ขุนนางบางส่วนเริ่มเตรียมการอพยพออกจากเมืองหลวงไปยังทางภาคเหนือของราชอาณาจักรแล้ว ข่าวลือเหล่านี้คล้ายกับนกที่บินร่อนไปทั่วท้องฟ้า

        จากข่าวมากมายทำให้ค่ายทหารอาณาจักรบริวารเริ่มสับสนวุ่นวายขึ้นมา

        กลุ่มแรกที่ตื่นตูมคือ ราชาและทหารของอาณาจักรบริวารทั้งสามสิบกว่าแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตสงคราม

        อาณาจักรของพวกเขาส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของราชอาณาจักรเซนิท มีบางอาณาจักรถูกราชอาณาจักรสปาร์ตากุสเข้ายึดครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไฟสงครามได้ลุกลามเข้ามาถึงเขตแดนอาณาจักรของพวกเขาแล้ว บ้านเมืองของพวกเขาถูกเหล่าศัตรูเผาทำลาย ครอบครัวและคนรักของพวกเขาถูกศัตรูทำร้าย เหยียบย่ำ ทหารจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นพวกที่โหดร้ายและเลือดเย็นที่สุด ในอดีตเคยฆ่ารันฟันแทงประชาชนของราชอาณาจักรเซนิทกว่าแสนคน บวกกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองราชอาณาจักรนี้เต็มไปความด้วยความเกลียดชังและเคียดแค้นที่เรื้อรังมานานหลายปี ทำให้ทุกที่ที่ชาวสปาร์ตากุสผ่านไป กลายเป็นพื้นที่รกร้างและเต็มไปด้วยการเผาไหม้ เหลือไว้เพียงซากศพไร้วิญญาณกองท่วมภูเขาและเลือดที่หลั่งไหลเป็นจำนวนมาก

        ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ราชาของอาณาจักรบริวารทางตอนใต้ต่างเต็มไปด้วยความกังวลใจ พวกเขาหมดกะจิตกะใจที่จะเข้าร่วมแข่งขันแล้ว พวกเขาส่วนใหญ่เริ่มรวมตัวกันยื่นคำร้อง ขออนุญาตให้พวกเขาออกจากการแข่งขันการซ้อมรบระดับราชอาณาจักรในครั้งนี้ และนำกองทัพกลับสู่อาณาจักรของตัวเองเพื่อทำสงครามปกป้องอาณาจักร ช่วยเหลือคนรัก ครอบครัว และลูกหลานของตัวเอง 

        คนส่วนใหญ่รอท่าทีของทางกองทัพแห่งราชอาณาจักร มีราชาหลายๆ อาณาจักรต่างร่วมลงนามแสดงความคิดเห็น ขอร้องให้ทางราชอาณาจักรส่งกองกำลังที่แข็งแกร่งไปสบทบกับทหารของสามอาณาจักรทางตอนใต้โดยด่วน ให้เหมือนกับสายฟ้าที่ร้องคำราม ขับไล่ผู้บุกรุกจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสที่ชั่วร้ายเหล่านี้ให้ออกไปจากแผ่นดินราชอาณาจักร

        และในเวลานี้เอง ก็มีชื่อหนึ่งที่ถูกผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนเอ่ยถึง

        'เทพสงครามแห่งเซนิท' อังเดร อาร์ชาวิน

        ในสถานการณ์ที่จักรพรรดิยาซินกำลังป่วยหนักและไม่สามารถออกรบได้ด้วยตนเองนั้น ความหวังของทุกคนได้ตกไปที่ 'เทพสงครามแห่งเซนิท' คนผู้นี้ที่เคยทำสงครามระหว่างชายแดนของทั้งสองราชอาณาจักรและได้สังหารชาวราชอาณาจักรสปาร์ตากุสจำนวนนับไม่ถ้วน ทำให้ทุกที่เต็มไปด้วยซากศพเกลื่อนกราดไปทั่ว แม้อาร์ชาวินจะมีอายุเพียงสามสิบห้าปี แต่เขากลับมีประสบการณ์ในการทำสงครามมากกว่ายี่สิบปีแล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' ก็ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ไร้ต้าน ชื่อเสียงอันเลื่องลือนี้ เพียงได้ยินก็ทำให้ผู้คนจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสตัวสั่นแล้ว รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เรียกได้ว่าเป็นดาวข่มของราชอาณาจักรสปาร์ตากุส

        ถ้าพูดเกินจริงอีกนิดก็คือ สำหรับชาวจักรเซนิทและชาวสปาร์ตากุสนั้น อาร์ชาวิน ชื่อนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์

        ภายในระยะเวลาสั้นๆ องค์ชายใหญ่อาร์ชาวินก็ได้ผู้สนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

        ในขณะเดียวกัน สงครามการแย่งชิงราชบัลลังก์ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

        เดิมทีสององค์ชายต่างอยู่ในสภาพเท่าเทียมกัน แต่หลังจากการปราชัยของแนวรบทางตอนใต้ได้เกิดขึ้น กลับกลายเป็นว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มเอนเอียงไปทาง 'เทพสงครามแห่งเซนิท' เพราะพวกเขาคิดว่า องค์ชายอาร์ชาวินสามารถนำพาชัยชนะมาสู่ราชอาณาจักรได้

        ถ้าเทียบระหว่างองค์ชายใหญ่อาร์ชาวินที่เป็นนักรบไร้พ่ายกับองค์ชายรองโดมิงเกวซที่เป็นเพียงลูกนอกสมรสคนหนึ่ง ก่อนเข้าสู่เมืองหลวง องค์ชายรองโดมิงเกวซไม่ได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่อะไรให้กับราชอาณาจักรเลย เมื่อเข้ามาในเมืองหลวงก็ได้แต่อาศัยความโปรดปรานจากองค์จักรพรรดิยาซินเพื่อให้ตัวเองมีที่ยืน ด้วยเหตุนี้ ทำให้เขามีเหล่าขุนนางชั้นสูงหรือแม้แต่กองกำลังใหญ่ๆ หลายแห่งให้การสนับสนุนและได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากกลุ่มพ่อค้า แต่ตอนนี้ องค์จักรพรรดิยาซินเป็นดั่งตะวันใกล้ลับขอบฟ้า นับวันอาการป่วยยิ่งแย่ลง ยิ่งราชอาณาจักรต้องมาเผชิญหน้ากับวิกฤติอันตรายเช่นนี้ อำนาจขององค์ชายรองก็เสี่ยงที่จะล่มจมในเร็ววัน

        ……

        ในสถานการณ์ที่วุ่นวายคับขันเช่นนี้ ค่ายเมืองแซมบอร์ดกลับสามารถรักษาความสงบที่หาได้ยากในเวลานี้

        เหตุผลแรกก็เพราะว่า เมืองแซมบอร์ดตั้งอยู่ทางภาคเหนือสุดของราชอาณาจักร ต่อให้เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจะถูกสปาร์ตากุสโจมตี แต่เมืองแซมบอร์ดก็ยังไม่ถูกไฟสงครามเข้ารุกรานในชั่วขณะ นี่คือข้อดีของอาณาจักรบ้านนอกนั่นเอง เหล่าขุนนางทั้งหลายที่ปกติชอบดูถูกชาวแซมบอร์ดว่าเป็นพวกบ้านนอก ตอนนี้ก็ดิ้นรนพยายามเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนบ้านนอกกันยกใหญ่ เพื่อให้ตัวเองหลีกหนีจากภัยสงครามได้ชั่วคราว

        แน่นอนว่า อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คนในค่ายเมืองแซมบอร์ดชอบทำสงคราม

        'สองอสุรกาย' และเจ้าภูตตูดม้าอย่างพัศดีโอเลเกร์ แทบจะอดทนรอไม่ไหวอยากเข้าสู่สนามรบเต็มแก่ พวกเขากระเหี้ยนกระหือรืออยากสังหารพวกข้าศึกในแนวหน้าใจจะขาด แม้แต่แปเตอร์ แช็คก็คิดว่านี่คือโอกาสที่เหมาะสม หากนำอัศวินบรอนซ์เซนต์และเหล่าเทศกิจเข้าร่วมสงครามที่แท้จริงได้ จะเป็นการพัฒนาศักยภาพของเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดมากกว่าจะมาสู้รบกับเมืองเล็กๆ

        นี่เป็นการแสดงความมั่นใจต่อความแข็งแกร่งของพวกเขา

        และยังเป็นการเชื่อมั่นในตัวราชาของพวกเขาอย่างโงหัวไม่ขึ้น

        ซุนเฟยให้เหล่าผู้นำเมืองแซมบอร์ดออกจากเต็นท์ราชาไปหลังได้ฟังความคิดเห็นของพวกเขา ถึงแม้ว่าสงครามจะลุกลามน่ากลัวแบบนี้ แต่ก็ยังไม่ต้องถึงมือเมืองแซมบอร์ดในตอนนี้หรอก

        และซุนเฟยก็เดาไม่ผิด

        ในขณะที่เมืองหลวงและค่ายทหารอาณาจักรบริวารเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนต่างพากันขลาดกลัวกันไปหมด ไม่ทันที่พระอาทิตย์จะตกดิน ในเมืองหลวงก็มีข่าวลือว่า องค์จักรพรรดิยาซินได้มีรับสั่งให้องค์ชายอาร์ชาวินออกรบด้วยตัวเอง โดยนำ 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' และสองในสิบของกองกำลังหลักแห่งราชอาณาจักรอย่าง 'ความเกรี้ยวกราดของเทพอัคนี' และ 'แส้เทพอัสนี' ทั้งหมดห้าหมื่นนายมุ่งหน้าไปยังแนวหน้าในอีกสามวันข้างหน้า

        ทันทีที่คำสั่งนี้ออกมา ก็ทำให้ทุกคนเริ่มสงบจิตสงบใจของตนเองลงได้

        ไม่ช้าก็มีคำสั่งอีกคำสั่งหนึ่งเผยแพร่ออกจากเมืองหลวง

        ทางกองทัพได้ปฏิเสธคำร้องของอาณาจักรทางตอนใต้ที่จะขอออกจากการแข่งขันการซ้อมรบ เพื่อกลับไปสู้รบปกป้องอาณาจักรของตน และรับสั่งอย่างเข้มงวดว่าให้ทุกอาณาจักรอยู่แต่ในค่ายทหารอาณาจักรบริวารเท่านั้น ทั้งยังดำเนินการแข่งขันการซ้อมรบต่อจนกว่าจะจบ

        ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากมีการปะทุของสงครามเกิดขึ้น ทำให้การแข่งขันการซ้อมรบระดับราชอาณาจักรมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันขึ้นมาใหม่ การแข่งขันในรายการที่สองได้ถูกยกเลิกไป หลังจากที่การแข่งขันจบลง สิบอันดับแรกของยอดฝีมือและกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของห้าเขตสงครามจะได้สิทธิพิเศษในระหว่างเข้าร่วมรบสงคราม

        เมื่อการแข่งขันการซ้อมรบสิ้นสุดลง กองกำลังของอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยสี่สิบสี่แห่งจะรวมกลุ่มกันกลายเป็นกองทัพสนับสนุนและมุ่งหน้าไปยังเขตสงครามทางภาคใต้เพื่อเข้าร่วมการทำสงครามกับราชอาณาจักรสปาร์ตากุส ยอดฝีมือสิบอันดับแรกในการแข่งขันจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางของราชอาณาจักร ในขณะเดียวกันก็จะได้รับอำนาจทางการทหารในการความควบคุมกองทัพสนับสนุนด้วย

        และผลการรบในสงครามทางภาคใต้จะเป็นหลักฐานในการเลื่อนระดับของอาณาจักร

        อาณาจักรบริวารใดสะสมความดีความชอบในสงครามได้มากที่สุดเป็นสิบอันดับแรก จะมีคุณสมบัติได้เป็นอาณาจักรบริวารระดับหนึ่ง ผลการรบของสงครามจะเป็นตัวชี้วัดว่า จะได้รับการแต่งตั้งให้อาณาจักรอยู่ในระดับไหน

        การตัดสินใจนี้เป็นการชดเชยที่ไม่อาจยกเลิกการแข่งขันการซ้อมรบได้ นอกจากนี้ยังหมายถึงยุคสมัยที่บ้าคลั่งกำลังเคลื่อนเข้ามาอีกด้วย

        ถ้าใช้ผลการรบมากำหนดระดับของอาณาจักร ก็ถือเป็นโอกาสสำหรับอาณาจักรบริวารระดับต่ำแล้ว เพราะอาณาจักรบริวารระดับสูงหลายแห่งได้รวบรวมเหล่ายอดฝีมือมาไว้ใต้ปกครองมากมาย และยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับกองกำลังสำคัญในเมืองหลวง ทำให้พวกเขาได้เปรียบในการแข่งขันการซ้อมรบและครองตำแหน่งอาณาจักรบริวารระดับสูงมาตลอด ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกำหนดระดับของอาณาจักรเช่นนี้ ถือการเปิดโอกาสให้อาณาจักรบริวารระดับต่ำได้มีโอกาสเลื่อนระดับเป็นอาณาจักรที่สูงขึ้น

        ข้อได้เปรียบที่อาณาจักรบริวารระดับสูงถือครองมาตลอดจะใช้ไม่ได้ผล ในสงครามระหว่างสองราชอาณาจักร อะไรก็เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ สงครามยังเป็นสถานที่ให้กำเนิดวีรบุรุษ ขอเพียงมีโอกาส จากคนธรรมดาก็กลายเป็นวีรบุรุษที่สร้างความตกตะลึงได้

        สำหรับอาณาจักรบริวารระดับต่ำแล้ว ตราบใดที่พวกเขามีโอกาส บางทีสงครามในครั้งนี้อาจเป็นการพลิกสถานะของตัวเองสู่ความรุ่งโรจน์ก็เป็นได้ 

        หากเทียบกับการแข่งขันการซ้อมรบที่ยากลำบากพวกนี้แล้ว การบุกตะลุยในแนวรบ ฆ่าฟันเหล่าข้าศึกให้ตกตายยังดูมีโอกาสมากกว่าอีก

        ชั่วขณะหนึ่ง ทันใดนั้น ภายในค่ายทหารอาณาจักรบริวารที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลก็เปลี่ยนไป บรรยากาศกระหายเลือดผุดขึ้นมาแทนที่ ราชาหลายอาณาจักรแทบจะทนไม่ไหว อยากเข้าร่วมสงครามที่ภาคใต้เต็มแก่แล้ว

        และการแข่งขันในการชิงสิบอันดับยอดฝีมือและกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดก็เริ่มร้อนระอุขึ้น ตำแหน่งนี้ไม่เพียงทำให้พวกเขาได้กลายเป็นขุนนางชั้นสูงของราชอาณาจักรเท่านั้น แต่ยังมอบสิทธิ์ในการควบคุมกองทัพใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคตอีกด้วย

        เห็นได้ชัดว่า เมืองแซมบอร์ดก็มีคุณสมบัติที่จะติดหนึ่งในสิบของยอดฝีมือและกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด

        ……

        ในขณะที่โลกภายนอกกำลังวุ่นวายอยู่นั้น ซุนเฟยได้ทำเรื่องหนี่ง

        เขามีคำสั่งให้ท่านผู้เฒ่าโซล่าและลูก้าเข้ามาในเต้นท์ของราชา หลังจากพูดคุยกันอย่างลับๆ ถึงสองชั่วโมงเต็ม โซล่าและลูก้าก็ได้เก็บข้าวของของตนออกจากค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดไป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หนึ่งหนุ่มหนึ่งแก่ที่เข้าร่วมเดินทัพกับเมืองแซมบอร์ดเพื่อเดินทางมายังเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็หายไปจากสายตาของผู้คน หายไปจากค่ายเมืองทหารเมืองแซมบอร์ด และไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาทั้งสองคนไปไหน

        ไม่กี่วันต่อมา ก็มีองค์กรที่มีชื่อเรียกแปลกๆ ว่า 'หน่วยซิ่นฝ่าง' เข้ามาป่วนเปี้ยนแถวๆ เมืองหลวง

        ไม่มีใครรู้ว่า 'หน่วยซิ่นฝ่าง' นี้เป็นของใคร รู้เพียงแต่ว่าองค์กรนี้มีความลึกลับมาก สามารถรวบรวมข้อมูลข่าวสารมากมายและยังที่มียอดฝีมือมากมายอยู่ในองค์กรนั้น องค์กรลึกลับดังกล่าวได้รับความสนใจจากกองกำลังอื่นๆ อย่างมาก มีน้อยคนนั้นที่รู้ว่าเบื้องหลังขององค์กร 'ตาข่ายฟ้า' นี้ถูกควบคุมโดยคนสามคน ทั้งสามคนนี้ไปไหนไปด้วยกัน ในกลุ่มของพวกเขามีคนแก่หนึ่งคนและเด็กหนุ่มหนึ่งคน ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น แต่คนสุดท้ายนั้นชอบสวมใส่หน้ากากอยู่ตลอดเวลาและไม่ชอบพูดจาเท่าไรนัก ทว่าความแข็งแกร่งของเขาก็ยากจะคาดเดาได้

        คนแก่และเด็กหนุ่มรับผิดชอบในการเคลื่อนไหว 'หน่วยซิ่นฝ่าง' ส่วนบุรุษที่สวมหน้ากากห้าสีนี้ เปรียบเสมือนคมดาบคอยดูแลความปลอดภัยของคนแก่และเด็กหนุ่มสองคนนี้

        -------------------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

นิยาย แฟนตาซี
150K 136
Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
173K 135
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
บุตรอสูรบรรพกาล

บุตรอสูรบรรพกาล

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
553K 714
ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

นิยาย แฟนตาซี
3.26M 1036
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
บันทึกราชันย์เทพอสูร

บันทึกราชันย์เทพอสูร

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
2.52M 508
หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.44M 2988
ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271