ในขณะนั้นเหยียนเหล่ยหันไปเห็นเสนาบดีต่งเหยียนอี้ผู้เป็นพี่ชาย กำลังเดินเข้ามาในงานเลี้ยงกับฮูหยินต่ง และเหมยหลินคู่หมั้นของเขาที่ขอติดตามมาด้วย เหยียนเหล่ยจึงพาฉันเข้าไปทำความเคารพบุคคลทั้งสองตามมารยาท
ฉันจำใจเดินตามเหยียนเหล่ยไปแสดงความเคารพบุคคลทั้งสอง มีเพียงฮูหยินต่งที่กล่าวทักทายและถามไถ่ฉันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและห่วงใย แต่เสนาบดีต่งส่งเสียงกระแอมในลำคอเหมือนขัดใจ ฮูหยินต่งจึงหยุดซักถามและยิ้มเจื่อนๆให้ฉันแทน เสนาบดีต่งจึงขอพูดคุยกับเหยียนเหล่ยเป็นการส่วนตัวสักครู่ ทิ้งให้เหมยหลินยืนมองค้อนตาขวางใส่ฉันข้างๆฮูหยินต่งผู้ใจดี
เสนาบดีต่ง : เจ้าย้ายออกจากจวนไม่คิดจะบอกข้าสักคำ ทำเช่นนี้จะให้ข้าตอบพ่อของเหมยหลินว่ายังไง?!
เหยียนเหล่ย : ข้าแค่รับปากหมั้นหมายกับเหมยหลินและจะเข้าพิธีแต่งงาน แต่ข้าไม่เคยรับปากว่าจะอยู่กับเหมยหลิน เมื่อถึงวันเข้าพิธีแต่งงานข้าจะกลับไปเข้าพิธีให้ ท่านไม่ต้องกังวลว่าข้าจะไม่ไป ตอนนี้ข้ายังมีธุระอื่นต้องทำ ขอตัว
เหมยหลิน : เดี๋ยวก่อน! คุณชายต่ง ท่านไม่คิดจะถามไถ่ถึงข้าบ้างเลยรึ ข้าเป็นคู่หมั้นของท่านนะ! ทำไมท่านย้ายออกจากจวน แล้วข้าล่ะท่านไม่ห่วงข้าบ้างเลยรึ?!
เหยียนเหล่ย : ที่ข้าย้ายออกจากจวน เพราะคนที่ข้ารักไม่ได้อยู่ที่จวนนั้น ข้าจึงย้ายไปอยู่เคียงข้างคนรักของข้า!
เหมยหลิน : คุณชายต่ง รอก่อน!!
เหยียนเหล่ยเดินแยกไปโดยไม่สนใจฟังคำเรียกทัดทานของเหมยหลิน ทำให้นางโกรธหน้ามุ่ยตาขวาง แต่ไม่กล้าออกอาการมากนักเพราะมีคนอยู่ในงานกันเยอะ เสนาบดีต่งจึงพาฮูหยินและเหมยหลิน ไปทำความเคารพและทักทายท่านอ๋องหก
ฉันจึงเดินไปยืนข้างๆฉิงซวงที่ยืนอยู่ใกล้ๆท่านอ๋อง ฉิงซวงจึงกระซิบถามฉันว่าเหมยหลินเป็นใคร ฉันบอกฉิงซวงว่าเป็นคู่หมั้นหมายของเหยียนเหล่ย ทำเอาฉิงซวงตกใจอ้าปากค้างและงงที่จู่ๆเหยียนเหล่ยมีคู่หมั้นโผล่มาที่นี่
เหมยหลินยังคงยืนมองฉันตาขวางตั้งแต่เข้ามาในงานเลี้ยง และด้วยความที่นางเกลียดขี้หน้าฉันเอามากๆ จึงมีความคิดจะกลั่นแกล้งให้ฉันอับอายต่อหน้าทุกคนในงาน เหมยหลินจึงวางท่าทางคุณหนูผู้สูงศักดิ์ เรียกให้ฉันไปยกน้ำชามาให้นางดื่ม
แต่เหมยหลินถูกจินไห่ขัดพร้อมกับบอกฉันว่าไม่ต้องทำ และไม่ต้องยกน้ำชาให้ใคร เพราะตอนนี้ฉันเป็นศิษย์ของสำนักเฟยอวี่ สมควรได้รับเกียรติในฐานะศิษย์ของสำนัก ซึ่งตอนนี้ฉันไม่ใช่หญิงรับใช้ในจวนอีกแล้ว ท่านอ๋องที่ยืนมองอยู่จึงพูดกับเหมยหลินว่า ถ้านางต้องการดื่มน้ำ เขาจะเรียกหญิงรับใช้ที่เดินอยู่แถวนี้ไปยกน้ำชามาให้
เสนาบดีต่งเห็นท่านอ๋องออกหน้าพูด จึงรีบขอโทษแทนเหมยหลิน โดยอ้างว่าเหมยหลินไม่ชินกับการเดินทางไกลจึงทำให้หงุดหงิด เสียมารยาทต่อหน้าท่านอ๋อง พร้อมกับบอกว่าจะว่ากล่าวตักเตือนเหมยหลิน จากนั้นเสนาบดีต่งก็รีบพาฮูหยินและเหมยหลินออกไปยืนห่างๆ แล้วเรียกเด็กรับใช้ที่เดินอยู่ในงานให้ยกน้ำชามาให้เหมยหลินดื่ม
ฉันจึงชวนเพื่อนสาวสามคนเดินไปหาอะไรกินแก้หงุดหงิด ที่ถูกเหมยหลินหาเรื่องที่นี่ ซึ่งในขณะที่ฉันกำลังเลือกหยิบชิมอาหารบนโต๊ะเหมือนกับแขกคนอื่นๆ ก็มีชายคนหนึ่งขยับมายืนข้างๆฉันและพูดกับฉันว่า “ปลาราดพริกที่นี่อร่อยนะ” ฉันจึงรีบหันไปมองหน้าเขาเพราะเสียงนั้นช่างคุ้นหู แล้วก็ต้องตกใจเพราะเสียงนั้นคือ หยางเค่อ
หยางเค่อรีบยกนิ้วขึ้นแตะที่ปากตัวเองทำเสียงชู่ววว พูดเสียงเบาๆกับฉันว่า "เจ้าอย่าเข้าไปในห้องเก็บสมบัติ ห้ามดื่มเหล้าเด็ดขาด จำไว้อย่าเข้าไป!!" จากนั้นหยางเค่อก็เดินหายไปในกลุ่มผู้คนในงาน และทันไดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงคนพูดในหัวขึ้นว่า.….
เจิ้งไฉ : ....ไม่รู้ทำไมเจ้าหยางเค่อเป็นห่วงเจ้านัก เจ้าคนปากเสีย
มี่จื่อ : ....เจิ้งไฉ! เจ้าคนไร้รสนิยม ไม่รู้จักส่องกระจกก่อนออกจากบ้าน
เจิ้งไฉ : ....วันนี้ข้าไม่มีเวลาต่อปากต่อคำกับเจ้า บอกมาจะไปหุบเขาจันทร์ดับได้ยังไง?
มี่จื่อ : ....ไม่รู้โว๊ย!!!
ฉันหันไปเห็นเจิ้งไฉกำลังยืนกอดอกหลังพิงเสาพูดคุยกับฉันในหัว ฉันจึงรีบทำตามที่เหยียนเหล่ยบอก นึกถึงภาพตอนที่เหยียนเหล่ยกำลังแลบลิ้นเลียที่รูช่องเนื้อจนฉันบิดตัวเกร็งเพราะเสียว เพื่อทำลายสมาธิเจิ้งไฉให้ออกไปจากหัว ซึ่งนั่นดูจะได้ผลเพราะเจิ้งไฉด่าฉันในหัวทันทีว่า
เจิ้งไฉ : ….เจ้าคนลามก!!!
มี่จื่อ : ….ไอ้เห่ย! ออกไปจากหัวข้า!!!
เจิ้งไฉสมาธิแตกกระเจิงหยุดอ่านความคิดฉันทันที แล้วเดินเอามือปิดหน้าแดงร้อนฉ่าหายไปจากตรงนั้น ฉันจึงยิ้มเยาะได้ใจที่เจิ้งไฉยอมรามือเดินหนีไปง่ายๆ แล้วคิดว่าครั้งหน้าจะจัดท่าเด็ดมาเล่นให้เจิ้งไฉกระอักเลือดไปเลย ลี่ถังที่เดินเข้ามาหาอะไรกิน เห็นฉันกำลังมองหาอะไรบางอย่าง จึงถามว่ามีอะไรหรือเปล่าและกำลังมองหาใคร
ฉันจึงตอบลี่ถังว่าเมื่อกี้ฉันเจอเจิ้งไฉ แต่ตอนนี้เขาหายตัวไปแล้ว และบอกลี่ถังอีกว่า หยางเค่อแอบมาบอกฉันว่าห้ามดื่มเหล้า และห้ามเข้าไปในห้องเก็บสมบัติโบราณ ฉันกับลี่ถังจึงปรึกษากันว่า ที่หยางเค่อเตือนนั้นสามารถเชื่อใจได้หรือไม่ เพราะบางทีอาจเป็นแผนการของหยางเค่อที่ต้องการแยกฉันให้อยู่คนเดียวเพื่อจับตัว
และในขณะที่เรากำลังยืนชั่งใจกันอยู่นั้น เราก็เห็นทุกคนที่มาร่วมงานเริ่มทยอยเดินตามเจ้าสำนักชงอวี้ เข้าไปในห้องเก็บตำราและของโบราณ ลี่ถังจึงบอกว่าให้เราตามเข้าไปในห้องนั้น แต่อย่าดื่มเหล้าตามที่หยางเค่อเตือน
เรารีบวิ่งตามทุกคนเข้าไปในห้องตำราและสมบัติโบราณที่ชงอวี้เปิดให้ทุกคนชมตามความต้องการของท่านอ๋องหก ซึ่งภายในเป็นห้องโถงใหญ่มีตู้เก็บตำราและของโบราณล้ำค่าสะสมอยู่หลายชิ้น แต่ภายในห้องมีกลิ่นกำยานหอมตลบอบอวนรุนแรงจนฉันผงะ
พวกเราทุกคนต่างมองหน้ากันเป็นสัญญานที่รู้กันว่า กลิ่นกำยานที่หอมตลบอบอวนในห้องนี้เป็นกลิ่นชนิดเดียวกัน กับกลิ่นน้ำอบในห้องเก็บหลักฐานไม่มีผิด เจ้าสำนักชงอวี้จึงเริ่มแนะนำทุกคนถึงของสะสมโบราณแต่ละชิ้นที่อยู่ในห้อง ส่วนฉันเองก็เริ่มมีอาการแพ้กลิ่นน้ำอบจนยืนโซเซโงนเงนอีกครั้ง เหยียนเหล่ยจึงรีบเข้ามาประคองฉันไว้ไม่ให้ยืนเซ
และเพียงครู่เดียวหญิงรับใช้หลายคนที่มีผ้าปิดหน้าเพียงแค่จมูกกับปาก เดินแจกจอกเหล้าพร้อมกับเทเหล้ากลิ่นแรงให้กับทุกคนที่อยู่ในห้องเก็บสมบัติ เพื่อร่วมดื่มอวยพรให้ชงอวี้เจ้าสำนักไป๋หู่คนใหม่พร้อมๆกัน
แต่ที่น่าแปลกใจมากก็คือทุกคนรวมถึงเหยียนเหล่ยกลับมีสีหน้ายินดีและคล้อยตามคำพูดของชงอวี้โดยง่าย รวมถึงลี่ถังและกลุ่มเพื่อนที่คล้อยตามรับจอกเหล้ามาถือรอดื่มตามคำสั่งของชงอวี้ ฉันที่ยืนโงนเงนเวียนหัวจนแทบจะครองสติไม่อยู่
ตัดสินใจรีบปัดเหล้าในมือของเหยียนเหล่ย และเหวี่ยงมือสะเปะสะปะปัดเหล้าในมือคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆตกลงพื้นจนเสียงดัง เพล้ง! จนพวกเขาสะดุ้งตกใจได้สติกลับมา ฉันจึงร้องโวยวายเหมือนคนเมาเหล้าอาละวาดบอกกับทุกคนว่า “อย่าดื่มเหล้า! ห้ามดื่มเหล้าเด็ดขาด!!”
เมื่อลี่ถังได้สติเห็นฉันเดินโซเซไล่ปัดเหล้าในมือคนที่อยู่ใกล้ๆทิ้ง ลี่ถังจึงตะโกนห้ามทุกคนดื่มเหล้าพร้อมกับปัดเหล้าในมือท่านอ๋องกับหลี่จวินและคนอื่นๆทิ้งทันที กลุ่มเพื่อนๆจึงโยนเหล้าในมือทิ้ง แล้วทุกคนต่างงุนงงว่ามีเหล้ามาถือไว้ในมือได้ยังไง
ชงอวี้ที่เห็นพวกเราเริ่มรู้สึกตัวก็เกิดอาการโมโห ยืนตวาดด่าฉันว่าไร้มารยาท แล้วสั่งคนของตนสองคนให้ช่วยกันลากตัวฉันออกไปจากห้อง แต่จินไห่รีบขยับตัวเข้ามายืนขวางหน้า ใช้ขลุ่ยที่เขาไม่เคยวางห่างจากตัว ยกขึ้นมาชี้หน้าคนที่จะเดินเข้ามาจับตัวฉัน ด้วยท่าทางโคตรเท่ห์ ประมาณว่าถ้ากล้าเข้ามาเขาก็พร้อมมีเรื่อง รวมทั้งคนอื่นๆที่เข้ามายืนขวางด้วย
ชายฉกรรจ์สองคนที่จะเข้ามาจับตัวฉันเห็นพวกเราไม่ยอม จึงหยุดชะงักไม่กล้าเข้ามา ท่านอ๋องหกจึงตวาดชายสองคนนั้นว่า “ข้ายืนอยู่ตรงนี้ พวกเจ้ายังคิดกล้าจะมาจับตัวคนของข้าอีกรึ บังอาจนัก!!” เหยียนเหล่ยจึงหันมาถามฉันว่าในเหล้ามีอะไร ทำไมจึงห้ามทุกคนดื่ม
และในตอนนั้นฉันเริ่มจะครองสติไม่ไหวกับกลิ่นกำยานที่หอมรุนแรง จนทำให้ฉันมีอาการมึนงงคล้ายคนเมาเหล้า จึงตอบเหยียนเหล่ยด้วยอาการมึนเมากลิ่นกำยานว่า ในเหล้าไม่มีอะไร แต่ในกลิ่นกำยานที่มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำอบไม่ได้ช่วยทำให้ผ่อนคลาย แต่มันมียากล่อมประสาทผสมอยู่ สูดดมเข้าไปมากๆจะทำให้มีอาการเคลิบเคลิ้มมึนงง เหมือนกับฉันในตอนนี้!
ส่วนเหล้ารสแรงเป็นตัวกระตุ้นกลิ่นกำยานที่สูดดมเข้าไป มันไปกระตุ้นประสาททำให้เกิดอาการประสาทหลอน จากนั้นชงอวี้จะสั่งให้ทุกคนทำอะไรก็ได้ตามคำสั่ง แม้กระทั่งสั่งให้ทุกคนฆ่าตัวตาย “ฮ่าๆๆๆ” ฉันหัวเราะออกมาเหมือนคนเมาเหล้าพูดจาเลอะเทอะ
ชงอวี้จึงด่าว่าฉันเป็นหญิงขี้เมาพูดจาซี้ซั้ว เขาด่าฉันต่อหน้าทุกคน โดยไม่เกรงใจท่านอ๋องที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ ทำให้เหวินเหอที่ยืนเก็บกดอัดอั้นอารมณ์แค้นส่วนตัวอยู่นาน โพล่งออกมาด้วยเสียงอันดังให้ชงอวี้ยอมรับผิด เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของอดีตเจ้าสำนักไป๋หู่ และการตายของเศรษฐีเจ้าผู้ในฐานะลุงของเขา
แต่ชงอวี้ยังคงยืนกรานปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรทั้งนั้น และต่อว่าเหวินเหอว่าพยายามใส่ความตนทั้งๆที่ไม่มีหลักฐาน อีกทั้งเหวินเหอก็ชันสูตรศพแล้วว่าคนทั้งสองล้วนฆ่าตัวตายเอง
เหวินเหอจึงเถียงกลับว่า คนทั้งสองมาพบกับชงอวี้ในห้องนี้ก่อนตาย อีกทั้งเสื้อผ้าของคนทั้งสองยังมีกลิ่นเหล้าและกลิ่นยาสูบติดที่เสื้อ ซึ่งเหวินเหอเคยได้กลิ่นยาสูบจากตัวของชงอวี้ด้วย เขาจึงไปสืบมาจนรู้ว่ายาสูบชนิดนี้มีราคาแพงมากจึงมีลูกค้าเพียงไม่กี่คนที่ซื้อไป
และร้านขายยาสูบชนิดนี้มีเพียงสองร้านในเมืองเท่านั้นที่นำยาสูบชนิดนี้เข้ามาขาย แต่มีเพียงร้านเดียวที่ชงอวี้ให้คนรับใช้ในเรือนไปซื้อคือร้านจิวซิ่ง จากนั้นเหวินเหอจึงหยิบรายการสั่งซื้อยาสูบของชงอวี้ ออกมาชูให้ทุกคนดู
ชงอวี้ชายแก่จึงหัวเราะขึ้นมาเสียงดังพร้อมกับพูดว่า เขาไม่เคยสูบยาหรือแม้กระทั่งก้านสูบยาสักอันก็ไม่มี ใครๆต่างก็รู้ว่าเขาไม่สูบยา และรายการซื้อยาสูบที่เหวินเหอนำมาก็เป็นของปลอมเพื่อปรักปรำเขา ทำให้เหล่าชาวยุทธและคนอื่นๆที่ชื่นชมในตัวชงอวี้พูดยืนยันว่าไม่เคยเห็นชงอวี้สูบยาเลยสักครั้ง ฉันจึงพูดขึ้นด้วยอาการมึนเมาโดยมีเหยียนเหล่ยคอยประคองแขนอยู่ข้างๆว่า
มี่จื่อ : เจ้านั่นแหละสูบยา ไม่ได้แค่สูบยาธรรมดาแต่เจ้าติดงอมแงมเลยด้วยซ้ำ!
ชงอวี้ : คำพูดของหญิงขี้เมา เหล่าชาวยุทธจงอย่าเชื่อ!
จากนั้นชงอวี้ก็สั่งให้คนของเขามาลากตัวฉันออกไป โดยไม่เกรงกลัวท่านอ๋องเลย แต่กลุ่มของพวกฉันก็ตั้งท่าพร้อมมีเรื่องรออยู่แล้ว และในขณะนั้นเราก็ได้ยินเสียงของเหมยหลินพูดดังขึ้นใกล้ๆว่า “หญิงรับใช้ทำตัวงามหน้านัก! ได้เดือดร้อนกันแน่ล่ะทีนี้!
แต่พวกเราทุกคนไม่มีใครสนใจในคำพูดของเหมยหลิน เพราะตอนนี้ฉันเริ่มพาทุกคนในกลุ่มเดินขยับเข้าไปใกล้ชงอวี้ ทำให้กลุ่มชายที่จะเข้ามาจับตัวฉัน เปลี่ยนจากจะจับตัวกลายเป็นมายืนขวางหน้าไม่ให้เราเดินเข้าไปใกล้ชงอวี้ แล้วฉันก็ชี้หน้าด่าชงอวี้ว่า
มี่จื่อ : ตาแก่! ชงอวี้ แม้เจ้าจะปฏิเสธว่าไม่ได้สูบยา แม้เจ้าจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่จนกลิ่นยาสูบไม่มีติดเสื้อผ้า แต่กลิ่นมันยังคงติดอยู่ที่นิ้วของเจ้า เจ้าสูบยาจนนิ้วที่ใช้คีบมวนยาสูบมันด้านจนกลายเป็นสีเหลือง
ชงอวี้ : เจ้าโกหก พูดจาไร้สาระ
อ๋องหก : เจ้าสำนักชงอวี้ ยื่นมือออกมาให้เหวินเหอตรวจนิ้วมือของท่านเดี๋ยวนี้!!
ชงอวี้ถูกท่านอ๋องสั่งให้ยื่นมือมาให้เหวินเหอตรวจนิ้วมือ แต่ชงอวี้ไม่ยอมยื่นมือให้ตรวจพร้อมกับหัวเราะอีกครั้งด้วยเสียงอันดังไร้ความยำเกรงต่อคำสั่งของท่านอ๋อง แล้วเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนตนอยู่เหนือทุกคนว่า
ชงอวี้ : ใช่แล้ว! สองคนนั้นฆ่าตัวตายเพราะข้า เพราะอดีตเจ้าสำนักคนก่อนไม่มีความทะเยอทะยาน คอยขัดแข้งขัดขาข้าตลอดเวลาจนสำนักไป๋หู่ไม่เจริญก้าวหน้าสักที เขาจึงไม่เหมาะจะเป็นเจ้าสำนัก ส่วนเศรษฐีเจ้ามันมีของที่ข้าต้องการ แต่มันคิดไม่ซื่อคิดจะฮุบไว้คนเดียวมันจึงต้องตายรวมทั้งพวกเจ้าทุกคนในห้องนี้ด้วย ส่วนท่านอ๋องหกเมื่อตายแล้วแผนที่หุบเขาจันทร์ดับที่อยู่กับเจ้าก็จะกลายเป็นของข้า
หลี่จวิน : ชงอวี้!!! บังอาจนัก!!! คิดจะปลงพระชนม์ท่านอ๋อง ลี่ถังและองครักษ์อยู่คุ้มครองท่านอ๋อง ข้าจะไปจับชงอวี้มาลงโทษเดี๋ยวนี้!!!
ชงอวี้ : คิดจะจับข้าเหรอไม่มีทาง!!! เจิ้งไฉ! ปิดประตู!!!
ทันใดนั้นชงอวี้ก็รีบวิ่งหนีออกไปจากห้องทางประตูลับเล็กๆทันที จึงเกิดการแตกตื่นชุลมุนขึ้นภายในห้อง ชาวยุทธหลายคนที่มีฝีมือจึงเข้าต่อสู้กับคนของชงอวี้ ส่วนหลี่จวินกับเหวินเหอกำลังจะตามจับชงอวี้ แต่เจิ้งไฉเข้าขวางทางไว้ปล่อยพลังกระแทกเข้าใส่คนทั้งสองจนเซถอยหลัง แล้วเจิ้งไฉก็วิ่งหนีออกไปทางประตูเล็กที่ชงอวี้หนีออกไป แล้วปิดประตูขังเราทุกคนไว้ในห้องเก็บสมบัติ
และทันไดนั้นก็มีหอกเหล็กแหลม พุ่งเข้าเสียบหลังคนที่ยืนออกันอยู่ตรงหน้าประตูทางออก มีบางคนหลบทันซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยุทธ และมีหลายคนหลบไม่ทันถูกหอกแหลมพุ่งแทงตายเลือดนองคาหน้าประตู ทุกคนที่เห็นต่างร้องตกใจและตื่นตระหนกกลัวตาย โดยเฉพาะผู้หญิงต่างส่งเสียงกรีดร้องหวาดกลัวกับภาพที่เห็น ต่างถอยกรูออกจากหน้าประตูกันทันที
ส่วนฉันที่ยังอยู่ในอาการมึนเมากลิ่นกำยานจนยืนแทบไม่ไหว เหยียนเหล่ยจึงถามหาว่ามีใครพกผ้าเช็ดหน้ามาบ้าง เลี่ยงซูจึงล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้านำมาผูกปิดจมูกให้ฉัน จากนั้นทุกคนจึงเดินถอยหนีเข้าไปในห้องโถงด้านในสุดอีกห้องหนึ่ง
เพราะห้องโถงแรกประตูทางออกถูกปิดตาย อีกทั้งชงอวี้ยังปล่อยควันกำยานกล่อมประสาทเข้ามาเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับเสียงร้องไห้ของผู้หญิง และเสียงเอะอะโวยวายของผู้ชายหลายคนที่ต้องการจะออกไปจากที่นี่
เหยียนเหล่ยจึงอุ้มฉันไปวางลงที่พื้นให้ห่างจากกลิ่นกำยาน แล้วดึงผ้าปิดจมูกฉันออกเพื่อให้หายใจโล่งขึ้น ส่วนกลุ่มเพื่อนก็ช่วยกันโบกไล่ควันกำยานจนฉันเริ่มมีอาการดีขึ้นแต่ยังคงมีอาการเวียนหัวอยู่นิดหน่อย
จินไห่อาจารย์ผู้มีอายุน้อยพูดด้วยท่าทางสุขุมว่า เราต้องรีบหาทางออกจากที่นี่ แต่ผนังในห้องนี้ก่อสร้างไว้หนามากดูท่าจะยากเกินทำลายออกไป ท่านอ๋องจึงเดินไปที่ผนังใช้นิ้วเคาะผนังเพื่อฟังเสียง และหันมาตอบว่าห้องเก็บสมบัติมักก่อสร้างให้ทำลายยาก ห้องนี้แข็งแรงพอๆกับคลังในวังหลวงเลย
ซึ่งในขณะที่พวกเรากำลังช่วยกันคิดหาวิธีออกไปจากที่นี่ ก็ได้ยินเสียงของเหมยหลินดังแว๊ดขึ้นมา พวกเราจึงหันไปมองที่เหมยหลิน ก็เห็นเหมยหลินกำลังโวยวายใส่เสนาบดีต่ง ว่านางไม่น่าเชื่อเสนาบดีต่งตามมาที่นี่เลย ถ้านางเป็นอะไรไปใครจะรับผิดชอบ
ส่วนเสนาบดีต่งกำลังยืนหน้าเสียหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ทั้งหวาดกลัวที่ถูกขังทั้งอายที่ถูกเหมยหลินโวยวายใส่ตนอย่างไม่ไว้หน้า ฮูหยินต่งจึงรีบบอกให้เหมยหลินใจเย็นๆก่อน ทุกคนต่างติดกันอยู่ในนี้ อีกทั้งทุกคนกำลังพยายามหาทางออกไป
แต่เหมยหลินแทนที่จะใจเย็น กลับมีอารมณ์ร้อนสติแตกมากขึ้นกว่าเดิม ซ้ำยังพูดจาโต้เถียงเหมือนด่าทอฮูหยินต่งว่า ใครจะทำใจเย็นได้เหมือนฮูหยินต่ง ไม่มีหัวคิดที่จะทำอะไรให้มันดีขึ้นมีแต่บอกให้ใจเย็น เสแสร้งทำเป็นห่วงใยนาง แต่แท้จริงแล้วฮูหยินต่งคอยเข้าข้างฉันทุกครั้ง
ทำให้เสนาบดีต่งทนไม่ไหวที่ถูกเหมยหลินด่าอย่างไม่ไว้หน้า จึงตวาดใส่เหมยหลินให้หยุดพูดจาลามปามฮูหยินต่งภรรยาของตน เหมยหลินจึงหันมาด่าทอเสนาบดีต่งว่า อย่ามาสั่งให้นางหยุด เป็นถึงเสนาบดีแต่ยังสั่งให้ใครเชื่อฟังไม่ได้ ปล่อยให้เหยียนเหล่ยน้องชายของตัวเองหนีตามฉันไปอยู่ที่สำนักเฟยอวี่
จนเหมยหลินได้รับความอับอาย ที่ถูกเหยียนเหล่ยหยามเกียรติครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้านางออกจากที่นี่ได้เมื่อไหร่จะฟ้องพ่อของตนให้จัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด เสนาบดีต่งจึงตอบเหมยหลินด้วยความโมโหว่า เหมยหลินอยากจะทำอะไรก็เชิญ เพราะเขาเองก็หมดความอดทนกับเหมยหลินแล้ว
และยังพูดต่ออีกว่าเป็นเพราะเหมยหลิน ที่ทำให้เขากลายเป็นคนเห็นผิดเป็นชอบ เขาเข้าข้างเหมยหลินทั้งๆที่เขาเองก็รู้ว่า เหมยหลินพยายามใส่ร้ายว่าฉันขโมยแหวนหยก ซึ่งความจริงแล้วไม่มีใครหยามเกียรติเหมยหลิน มีแต่เหมยหลินที่หยามเกียรติตัวเอง
จากนั้นเสนาบดีต่งก็หันมาพูดกับเหยียนเหล่ยด้วยน้ำตาคลอตาว่า เขาขอโทษที่เป็นพี่ชายที่แย่มาก เขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำลายความสุขของน้องชายตัวเอง จนทำให้เหยียนเหล่ยย้ายออกจากเรือนและทอดทิ้งเขาไป
เสนาบดีต่งพูดทั้งน้ำตาที่เริ่มไหลออกมานองหน้าว่า กว่าเขาจะรู้สึกตัวว่าผิดก็สายไปเสียแล้ว ถ้าเขาไม่สามารถรอดไปจากที่นี่ ขอฝากฮูหยินต่งผู้เป็นภรรยาให้เหยียนเหล่ยช่วยดูแลแทนเขาด้วย ฮูหยินต่งเมื่อได้ยินสามีพูดเหมือนสั่งลาก็ร้องห่มร้องไห้ บอกสามีของตนว่า นางจะไม่แยกจากไปไหนทั้งนั้นถ้าเสนาบดีต่งไม่ได้ออกไปด้วย นางก็พร้อมยอมตายอยู่ที่นี่กับสามี
ทำเอากลุ่มสาวๆรวมทั้งฉันด้วยที่ยืนมองอยู่ถึงกับกลั้นน้ำตากันแทบไม่อยู่ เพราะรู้สึกซาบซึ้งกับความรักของฮูหยินต่งที่มีต่อสามีจะยอมตายไปพร้อมกัน เหยียนเหล่ยจึงพูดกับเสนาบดีต่งกับฮูหยินพี่สะไภ้ว่า ในเมื่อพี่ชายเขารู้สึกตัวแล้วว่าผิด เขาก็ไม่ถือโทษโกรธอะไรอีก และเขาจะพาฉันกลับไปอยู่ที่จวนฮุ่ยเฉิงตามเดิม แต่ตอนนี้ขอให้คนทั้งสองอดทน เพราะเขาจะพาทุกคนออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัยให้ได้
แม้คำพูดของเหยียนเหล่ยจะฟังดูเป็นคำพูดให้แค่ความหวัง แต่นั่นก็สร้างกำลังใจให้กับทุกคนขึ้นมาได้นิดหนึ่ง รวมถึงฉันที่มีกำลังใจและมีความหวัง ว่าเหยียนเหล่ยจะพาพวกเราหนีออกไปได้ แล้วฉันก็ได้ยินฉิงซวงร้องอุทานขึ้นมาเบาๆกับเลี่ยงซู ที่ยืนอยู่ทางด้านหลังฉันว่า “ไม่อยากจะเชื่อมี่จื่อเป็นคู่รักกับอาจารย์ศิษย์พี่สี่?!!”
ฉันจึงหันกลับไปมองฉิงซวง กับคนอื่นๆกำลังยืนทำตาโตอมยิ้ม มองฉันกับเหยียนเหล่ยแบบแววตาซุกซน มีเพียงหลวนเฉินคนเดียวที่ยืนขมวดคิ้ว สีหน้าดูเจ็บปวดเสียใจแต่ฝืนไว้ให้ดูปกติ แล้วจิ่นเกอที่ยืนอยู่ข้างๆหลวนเฉิน ก็ยกมือขึ้นตบไหล่หลวนเฉินเบาๆคล้ายปลอบใจแล้วพูดกับหลวนเฉินว่า
จิ่นเกอ : หลวนเฉิน ข้ารู้ว่าเจ้าชอบมี่จื่อ ข้าเองก็เอาใจช่วยเจ้ามาตลอด แต่จะให้งัดข้อกับอาจารย์ศิษย์พี่สี่เห็นทีจะยาก เจ้าตัดใจตอนนี้ยังไม่สาย
หลวนเฉิน : หึ! ถึงเป็นอาจารย์ศิษย์พี่สี่ ข้าก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก!
●
●
●
หมายเหตุ
ไป๋หู่ แปลว่า เสือขาว
จิวซิ่ง แปลว่า โชคดี ชะตามงคล