นางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว

    บทที่ ห้าสิบห้า ใต้แสงโคม

             

    บทที่ ห้าสิบห้า

    ใต้แสงโคม

             

            ยามสามล่วงมาแล้ว ท้องฟ้าภายนอกยังมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์สลัวและแสงโคมตามทางที่ส่องนำให้เห็นเส้นทางกลับหอคัมภีร์พอเดินเข้าสู่เขตเงียบสงัดของหอคัมภีร์ก็เกิดเสียงถอนใจเบาๆฟ่านหนิงที่ก่อนหน้านี้ปลอมตัวเป็นบุรุษก็ถึงเวลาได้กลับมาเป็นคุณหนูใหญ่ฟ่านคนเดิมแต่ที่ถอนใจเพราะนางเริ่มถูกใจชุดของบุรุษที่รู้สึกว่าใส่สบายกว่าเสื้อคลุมสีเหลืองทองที่ซ่อนอยู่ด้านในรถม้าถูกหยิบออกมาใส่กลับคืนรูปลักษณ์บุตรสาวสกุลใหญ่ที่ควรจะเป็น

            จ้าวจวิ้นหยางเดินเคียงข้างมาจนถึงทางเข้าห้องคัดอักษรเขาไม่พูดพร่ำมากความ เพียงเปิดบานประตูไม้บานเลื่อนให้นางเข้าไปก่อนฟ่านหนิงก้าวเข้าไปกลิ่นกระดาษเก่าและน้ำหมึกอบอวลชวนให้รู้สึกสงบจากความคึกคักที่ยังติดมาจากงานเทศกาลโคมไฟอีกฝ่ายก็ตามมาไม่ห่าง

            “ตามสัญญา” จ้าวจวิ้นหยางเอ่ยเสียงเรียบหลังมาถึงโต๊ะหนังสือเขาเลื่อนเก้าอี้ที่วางอยู่แล้วย้ายไปวางข้างๆ ฟ่านหนิงแทนพลางส่งสายตาให้นางนั่งลงตรงนั้น “เจ้าฝนหมึกให้ข้าข้าจะคัดตำราต้าเสว่”

            ฟ่านหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ยอมรับคำฝนหมึกอย่างไรก็ง่ายกว่าคัดตำราสามสี่บทในไม่กี่ชั่วยามนางนั่งลงตรงเก้าอี้ที่เขาจัดให้อย่างว่าง่าย มือเรียวขาวหยิบแท่งหมึกขึ้นเริ่มบดกับแท่นฝนเสียงครืดคราดเบาๆ ดังก้องในห้องเงียบ

            ขณะที่จ้าวจวิ้นหยางก็ยืนประจำที่โต๊ะอีกฟากก้มหน้าลงหยิบพู่กันจุ่มหมึกแล้วตวัดอักษรลงบนกระดาษต่อจากที่ฟ่านหนิงเขียนค้างเอาไว้โดยไม่ต้องเปิดดูต้นฉบับซึ่งเป็นภาพที่หญิงสาวว่าน่ามองอย่างยิ่ง ข้อมือแข็งแรงแต่กลับเคลื่อนไหวอ่อนช้อยจนฟ่านหนิงเผลอมองไม่วางตา

            นางทอดสายตามองมือเรียวยาวของเขาที่จับพู่กันแผ่วเบาแต่สง่างามข้อมือขยับพลิกไปมาราวกับระบำมังกรบนผืนกระดาษ ความคิดเหลวไหลหนึ่งผุดขึ้นมา ‘ข้อมือของเขาก็น่ามองไม่น้อย’ พอนึกเช่นนั้นฟ่านหนิงก็หน้าแดงรีบหันสายตาหนีไปทางอื่น แต่สายตากลับพลั้งไปหยุดที่ใบหน้าของบุรุษตรงหน้าเสียแทน

            แสงโคมอ่อนละมุนส่องให้เห็นเสี้ยวหน้าคมคายที่ปกตินางจำกัดความว่าเป็นมารจำแลงไปแล้วแม้จะสง่างามแต่ก็ล่อลวง ตอนนี้จึงดูแล้วอ่อนโยนผิดหูผิดตาความเพลินตาเพลินใจจากทั้งคืนที่เดินเที่ยวงานโคมไฟ บวกกับความง่วงงุนที่สะสมเพราะเลยเวลานอนทำให้เปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง ในที่สุดนางก็หลับคอพับไป มือที่กำลังฝนหมึกหยุดนิ่งสันมือจุ่มลงเข้าไปในปลายถาด น้ำหมึกเปื้อนเต็มสันมือและฝ่ามือไม่รู้ตัว

            ส่วนจ้าวจวิ้นหยางที่เพิ่งเขียนใกล้จบ พอเอาพู่กันจะจุ่มหมึกอีกครั้งก็หันไปเห็นว่านางหลับไปแล้วมือยังคงค้างอยู่กับแท่นฝน มุมปากจุดยิ้มอย่างเอ็นดูเขาจึงตวัดเขียนบรรทัดสุดท้ายเสร็จแล้ววางพู่กันลงอย่างใจเย็นไม่ให้เกิดเสียงดังยื่นมือมาจับมือเล็กที่เปื้อนหมึกขึ้น ใช้ชายแขนเสื้อตัวในสีอ่อนเช็ดเบาๆราวกับกลัวนางจะตื่น

            แต่ฟ่านหนิงหาได้หลับสนิทนักพอสัมผัสถึงความอุ่นของมือชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้นอย่างตกใจนางเห็นมือของตนถูกเขากุมไว้ แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังถูกเช็ดคราบหมึกให้รีบดึงมือกลับโดยไม่ทันคิด น้ำหมึกที่เปื้อนมืออยู่กระเซ็นไปโดนใบหน้าฟ่านหนิงเบิกตากว้างรีบเอื้อมแตะ จึงรู้ว่าใบหน้าตนมีรอยหมึกเปื้อนเข้าสายแล้วนางสัมผัสได้ว่าเงยหน้ามองอีกฝ่ายเขาจะต้องหัวเราะเยาะตามนิสัยแน่ๆ หากแต่ผิดคาด...

            จ้าวจวิ้นหยางกลับเพียงส่ายหัวพลางถอนใจอย่างเอ็นดู ไม่รู้ว่านางมองผิดไปเองหรือไม่กับท่าทางนุ่มนวลนั้นก่อนที่เขาจะเดินอ้อมโต๊ะก้าวเข้ามาใกล้แล้วหมุนแขนเสื้อตัวในอีกด้านที่ยังสะอาดอย่างเชื่องช้ายกชายแขนเสื้อขึ้นจะเช็ดให้ ฟ่านหนิงจึงเบี่ยงหน้าไปอย่างรู้สึกแปลกประหลาด ‘นี่เขาเอาเสื้อมาเช็ดหมึกให้นาง?’

            แต่พอนางหลบจ้าวจวิ้นหยางก็มองอย่างดุๆ คล้ายบิดาดุบุตรที่เล่นซนก่อนเอื้อมมืออีกข้างเชยคางนางขึ้นเบาๆ แล้วเปลี่ยนมาเอ่ยเสียงอ่อนโยน “อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวก็เลอะไปมากกว่านี้”

            ปลายแขนเสื้อขาวสะอาดของเขาในตอนนี้ฝั่งหนึ่งเปื้อนหมึกเป็นแถบอยู่ก่อนแล้วฟ่านหนิงมองแล้วเกิดความรู้สึกคลื่นลมก่อตัวในใจ โดยขณะที่เขาเช็ดคราบหมึกบนหน้าผากแล้วเลื่อนลงมาที่ปลายจมูกจนเสร็จสายตาคมก็พลันมองลงไปที่ริมฝีปากนาง ริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อเม้มแน่นก่อนจะปล่อยออกเผยความนุ่มละมุนออกมา

            “ซื่อจื่อเช็ดเสร็จหรือยัง?” ฟ่านหนิงถามเสียงแผ่ว สายตาเหลือบขึ้นไปมองเขาแต่สิ่งที่นางพบกลับเป็นสายตาคมที่จ้องริมฝีปากของนางไม่ละไปไหน

            จ้าวจวิ้นหยางคล้ายเหม่อลอยความคิดหลุดไปที่ไกลแสนไกลแต่สิ่งนั้นกลับอยู่ตรงหน้า ‘สีระเรื่อของริมฝีปากนางน่าจะไม่มีชาดทาปากหลงเหลืออยู่แล้ว’ นี่เป็นสีจริงๆ สินะ ทำไมช่างดูนุ่มและน่าสัมผัสนักซึ่งความคิดอันตรายที่ฟ่านหนิงไม่รู้ ก่อนเขาก็เอ่ยคำตอบเสียงแผ่วชวนให้คันยุบยิบ “ยัง...” คำโกหกคำโตของบุรุษที่แววตาอบอุ่นแต่แฝงความรุ่มร้อนราวจะกลืนกิน

            ความอยากรู้สูงเกินกว่าการหักห้ามใจ จ้าวจวิ้นหยางค่อยๆโน้มตัวเข้ามา ฟ่านหนิงเห็นภาพตรงหน้าชัดเจนเหมือนทุกอย่างช้าลงนางเห็นท่าไม่ดีเผลอยกมือดันอกเขา แต่มือข้างนั้นกลับเป็นมือที่เปื้อนหมึกเสื้อผ้าสีเทาเข้มดิ้นเงินของเขาจึงเปรอะหมึกที่ยังเช็ดไม่หมดตามไปด้วยนางจึงดึงมือคืนตามสัญชาตญาณ แต่ทว่าเขากลับคว้าเอาไว้ก่อนกุมแน่นไม่ยอมปล่อย

            “ซะ…” คำพูดหลุดลอยไปจากลำคอก่อนที่ฟ่านหนิงจะเอ่ยถาม ‘ซื่อจื่อจะทำอะไร’เพราะนางสบไปเจอสายตาคู่นั้นที่แตกต่างจากทุกครั้งนางก็พูดไม่ออก... กลืนทุกอย่างลงคอไปใบหน้าคมภายใต้แสงโคมดูอ่อนโยนเกินเอ่ยห้าม ใบหน้าค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้จนช่องว่างเลือนหาย มือที่เชยคางดันขึ้นเบาๆให้นางเงยรับมุมพอดีก่อนริมฝีปากจะประกบลงมาแนบแน่น

            การแนบชิดของริมฝีปากครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนที่มู่ก่านที่พอรู้ว่าปากแตะกันเขาก็ไม่ผละออกอย่างรีบเร่ง แต่กลับกดแนบแน่นและค่อยๆเคลื่อนบดเบียดละเมียดละไมความอุ่นร้อนซึมซาบเข้ามาจนฟ่านหนิงที่หลังชนพนักพิงถอยหลังไม่ได้หัวใจเต้นแรงจนหูอื้อ ก่อนที่เริ่มผ่อนคลายช้าๆ ดวงตาปิดลงรับสัมผัสตามอย่างเผลอไผล

            ริมฝีปากของจ้าวจวิ้นหยางแตะลงบนริมฝีปากของฟ่านหนิงอย่างแผ่วเบาในตอนแรก ราวกับเกรงว่าหากแรงไปนางจะละลายหายไป ความอุ่นร้อนแผ่ซ่านจากจุดสัมผัสเล็กน้อยนั้นจนแผ่ไปทั่วร่าง หัวใจของหญิงสาวเต้นถี่รัวไม่ต่างจากกลองที่ดังในอก จังหวะของลมหายใจทั้งสองค่อยๆ ประสานกันเป็นหนึ่งในความเงียบงัน กลิ่นไม้สนที่เป็นกลิ่นประจำกายของเขาวลที่ปลายจมูก ริมฝีปากของร่างสูงที่ขยับเม้มไล่ลิ้มอย่างช้าๆ แต่รุ่มร้อนและยังเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและหวงแหน

            ปลายนิ้วอีกข้างของฟ่านหนิงสั่นระริกขณะกำกระโปรงของตัวเองเอสไว้แน่น กลิ่นอายของบุรุษอบอวลในลมหายใจ ความอบอุ่นที่แลกผ่านริมฝีปากและความรู้สึกที่ชื้นของรสหวานที่เขามอบให้จุมพิตที่เนิ่นนานไม่รู้เวลาเดินไปเท่าไรคนด้านบนยังคนป้อนความรู้สึกซาบซ่านให้แม้จะยังไม่ได้มีการรุกล้ำเข้ามาให้โพรงปากแต่มันทำให้นางเคลิ้บเคลิมอย่างยิ่ง

            ความรู้สึกประการแรกที่รับรู้ของฟ่านหนิง แน่นอนคือริมฝีปากของจ้าวจวิ้นหยางที่รุกไล้เอาแต่ใจนักแต่มันกลับนุ่มและอ่อนโยนชวนใจให้เบาหวิวไปพร้อมกันประการสองคือฝ่ามือหนาข้างหนึ่งที่กุมทับมือและอีกข้างย้ายไปโอบท้ายถอย แข็งแรงและอบอุ่นอย่างมากและประการที่สามเสียงที่ได้ยินเสียงที่ลอดออกมาจากลำคอของเขาคลอกับเสียงนกร้องยามอรุณรุ่งด้านนอกทำให้จิตใจของนางอ่อนยวบ

            ‘เอ๊ะ…นกร้อง…?’ฟ่านหนิงสะดุ้งคิดบางอย่างได้ ‘นกร้องได้ก็แสดงว่าเช้า’ ถ้าเช้าแล้วก็ย่อมมีคนมาได้ทุกเมื่อนางเบิกตาโพลง รวมแรงทั้งหมดผลักเขาออกไปแม้จะรวมแรงไปสุดแล้วแต่ร่างสูงก็แทบไม่ขยับ อย่างไรก็พอส่งผลให้เขาชะงักและค่อยๆผละตัวออก

            สิ่งต่อมาคือจู่ๆ บรรยากาศที่มีความอึดอัดคลี่ปกคลุมทันทีฟ่านหนิงก้มหน้าหลีกสายตารุนแรงอย่างกระอักกระอ่วนไม่กล้ามองไปที่ใบหน้าอีกฝ่าย เอ่ยเสียงสั่นออกปากไล่ได้อย่างเดียว“เช้าแล้วเจ้าค่ะ ซื่อจื่อควรกลับไปได้แล้ว”

            แม้คล้ายมีเมฆลมก่อตัว บรรยากาศอวลแปลกๆระหว่างทั้งสองแต่จ้าวจวิ้นหยางหาได้ละสายตาจากหญิงสาวเขายังคงมองใบหน้าแดงจัดของนาง แก้มที่แดงราวลูกท้อ ดวงตาสั่นระริกยิ่งที่ริมฝีปากที่ชมพูกลายเป็นแดง ความงดงามน่ามองจนเขาแทบไม่อยากละสายตา และไม่อยากจะจากไป

            ทว่านางก็ยังเอ่ยเร่งซ้ำอีกครั้ง “กลับไปก่อนจะมีใครรู้ว่าซื่อจื่อไม่อยู่ในห้องดีกว่านะเจ้าคะ!”

            ครั้งนี้เขาจึงได้สติ หันกายถอยออกไปเอ่ยเพียงสั้นๆ “นั้นสิ”แล้วร่างสูงก็ค่อยๆ ก้าวห่างออกจนลับไปจากพื้นที่แสงโคมส่องถึง

            ฟ่านหนิงถึงกล้าเงยหน้ามอง แววตาสับสนระคนหวั่นไหวจนยากอธิบายร่างที่ค่อยๆ หายไปในความมืดต่างจากตอนที่มา ทำให้นางนึกขึ้นได้หันไปเห็นโคมเด่นของงานที่พระราชทานจากฮ่องเต้ของเขาวางทิ้งไว้นางรีบยืนขึ้นเอ่ยตามหลัง “ท่านลืมโคม!”

            เสียงตอบกลับลอยมากับลมยามเช้า “ข้าให้แลกกับพู่หยกของเจ้า”

            ฟ่านหนิงยืนนิ่งไปครู่ใหญ่ ใจเต้นระส่ำ ก่อนนึกขึ้นมาได้เขาหมายถึงพู่หยกที่งานเทศกาลโคมไฟหรือ? อันนั้นก็เงินของเขาไม่ใช่หรือ? จะเรียกว่าแลกกันอย่างไรความคิดวกวนทำให้นางยิ่งพูดอะไรไม่ออก ‘เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น... ข้าเลอะเลือนหนักจริง!ส่วนเขาก็คงเสียสติแน่ๆ!’

            ….

            หลังจากที่หวงซูหรงเก็บตัวหายหน้าหายตาไปในที่สุดช่วงยามเช้าวันมงคลก็มาถึงแสงอาทิตย์ทอดผ่านม่านหมอกเริ่มให้ความอบอุ่นของวันที่จวนสกุลหวงจะคึกคักตั้งแต่รุ่งสางเพราะต้องเตรียมพิธีส่งตัวเจ้าสาวรอจนเข้าช่วงสายบรรยากาศก็เริ่มสดใสรับฤกษ์มงคลเมฆหมอกจาง ไม่หนาวเช่นรุ่งสางอีก

            ฟ่านหนิงเดินเคียงไปกับไป๋จิ้งหลิงและอวี่ฮวาทั้งสามแต่งกายด้วยชุดงดงามสมฐานะของคุณหนูจากสกุลใหญ่ที่มารวมตัวกันก่อนส่งตัวเจ้าสาวผู้เป็นสหายใกล้ชิดฟ่านหนิงสวมชุดผ้าไหมสีเงินอ่อนปักลายกลีบดอกเหมยสีส้มชมพูอย่างที่ไม่ได้ใส่บ่อยใช้ปิ่นหยกขาวเสียบเกล้ามวยตึงพองามไม่ได้มีเครื่องประดับหนักเพื่อให้เป็นวันของเจ้าสาวใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอ่อนๆ ยิ่งทำให้วันนี้นางดูอ่อนหวานกว่าทุกวัน

            เมื่อทั้งสามมาถึงเรือนเจ้าสาวขณะที่ก็มีแขกเหรื่อทยอยเข้าออกไปมาวุ่นวาย ระหว่างที่ขบวนเกี้ยวรับเจ้าสาวยังมาไม่ถึงเพื่อทำพิธีรับตัวฟ่านหนิงกับเพื่อนสาวทั้งสองได้โอกาสเข้าไปอวยพรหวงซูหรงก่อนจะขึ้นเกี้ยว

            ภายในห้องเจ้าสาว กลิ่นหอมดอกโบตั๋นลอยคลุ้งหวงซูหรงในชุดเจ้าสาวสีชาดสดประดับดิ้นทองลายหงส์นั่งสงบนิ่งอยู่บนตั่งปักปิ่นทองรูปหงส์ส่องประกายระยับรับกับชุด แต่ดวงตาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นใบหน้าของนางแม้ถูกตกแต่งงดงามกว่าทุกวันที่จะรอการปิดคลุมด้วยผ้าแดง

            ฟ่านหนิงเดินนำเข้าไปใกล้ก่อนส่งรอยยิ้มบางๆให้เจ้าสาวพร้อมเอ่ยอวยพร “คุณหนูใหญ่หวงวันนี้เป็นวันมงคลของเจ้า ข้าขอให้ชีวิตคู่ราบรื่นดังผ้าแพรทอแน่นเป็นเนื้อเดียว”

            ไป๋จิ้งหลิงก็รีบก้าวเข้ามาเอ่ยเบาๆ เสริมเพราะเวลามีน้อยก่อนส่งตัวเจ้าสาวทุกอย่างเร่งรีบ “ส่วนข้าขอให้มีความสุขสมหวังมีบุตรหลานเต็มเรือนตามที่ปรารถนา”

            แล้วอวี่ฮวาในชุดฟ้าปักลายเมฆก็ยื่นห่อผ้าไหมที่บรรจุหยกขาวเล็กๆส่งให้เจ้าสาว เพื่อเจ้าสาวจะได้นำไปใส่ในหีบสินสอดตอนที่เดินขบวน “ข้ามีเพียงของเล็กน้อย หวังว่าเจ้าจะรับไว้ด้วยไมตรี”

            เมื่ออวี่ฮวาเริ่มแล้วฟ่านหนิงจึงหยิบกล่องไม้ที่ด้านในบรรจุกระจกทองเหลืองลงบนพานตรงหน้าอีกคนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่สายตาคมกล้ายิ่งนัก “นี่ของขวัญของข้าคือกระจกทองเหลืองแท้เป็นของเก่าแก่ที่ ช่างทองแกะไว้อย่างวิจิตรข้าอยากให้เจ้าได้ส่องความงามของตนยามใดก็ตามที่ต้องการ และที่สำคัญ…ให้ส่องเห็นความจริงรอบตัวเจ้าเสมอ”

            หวงซูหรงแง้มกล่องไม้ออกดูก็หัวเราะอย่างดีใจ “ขอบใจมาก ของชินนี้ล้ำค่าจริงๆ ข้าจะเก็บรักษาไว้ให้ดี” แล้วนางก็ปิดกล่องไม้วางกลับที่เดิม

            ในขณะที่ฟ่านหนิงยิ้มตอบรับอย่างมีมารยาทดวงตากลับวาวขึ้นเล็กน้อย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ เจ้าชอบก็ดี! ของขวัญชิ้นนี้จะได้เป็นเครื่องเตือนใจเจ้าตลอดไปของที่หมายความว่า…จะส่องความจริงให้เห็นความจริงที่หลังจากนี้เจ้าไม่มีวันรอดพ้นวันที่เจ้าสาวก็ได้ขึ้นเกี้ยวแล้วก็เท่ากับแผนของข้าสำเร็จเก้าส่วนอีกหนึ่งส่วนเหลือเพียงสันดานแท้ของจงป๋อซานเปิดเผย ซึ่งข้าจะช่วยเปิดให้เจ้าเองแล้วจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้เป็นฮูหยินจงที่หน้าระรื่นไปชั่วชีวิตเลย

            พอดีพลันเสียงกลองดังขึ้นอีกระลอกเมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวเข้ามารับตัวหวงซูหรงตามพิธีแม่สื่อฝ่ายสกุลหวงกล่าวคำมงคลส่งตัวด้วยเสียงดังก้อง “ขอให้คู่บ่าวสาวครองรักยั่งยืนดั่งเขาใหญ่สิ่งใดก็ไม่อาจพราก”

            สตรีไม่ออกเรือนทั้งสามก็ปลีกตัวออกมาจากเรือนเสียงฆ้องก้องกังวานดังไปทั่วถนนใหญ่ด้านตะวันออกของเมืองหลวงขบวนเจ้าบ่าวของตระกูลจงออกมารับตัวเจ้าสาวอย่างเอิกเกริกเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงสดถูกประดับด้วยป้ายอักษรคู่สีทองอร่าม สองข้างทางมีชาวบ้านออกมามุงดูเสียงซุบซิบฮือฮากันไม่ขาดปากว่าลูกชายรองเจ้ากรมอากรจงเทียนฉือได้ภรรยาเป็นบุตรีขุนนางสตรีมีตระกูลอย่างหวงซูหรง

            เมื่อหวงซูหรงก้าวขึ้นเกี้ยว เสียงพลุจุดดังปังๆ ไปทั่วลั่นสนั่นทั้งถนน ชาวบ้านต่างส่งเสียงเฮดัง เด็กวิ่งเล่นตามประทัดขบวนที่เคลื่อนไปอย่างยิ่งใหญ่ฟ่านหนิงยิ้มส่งขบวนแววตาสุกใสแต่แฝงรอยหยัน

            ไป๋จิ้งหลิงหันมากระซิบ “ดูขบวนเจ้าสาวสิช่างงดงามดั่งหงส์ร่อน น่าอิจฉานัก”

            ฟ่านหนิงหัวเราะเบา “ตอนนี้งดงาม แต่สิ่งที่จะตามมา…ใครเล่าจะรู้ได้จริง”

            อวี่ฮวาที่เดินเคียงกันหันมองคุณหนูใหญ่ฟ่าน “หมายความอย่างไรหรือ?”เสียงอ่อนหวานถามพร้อมดวงตากลมใส

            ฟ่านหนิงเพียงเอียงศีรษะมองขบวนที่ลับตาไปไม่ยอมตอบอะไรต่อรอยยิ้มบางประดับใบหน้า ทั้งในใจก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจงานมงคลที่ชาวเมืองมองว่าเป็นคู่บุญวาสนาของหวงซูหรงกับจงป๋อซานก็เป็นเพียงหนึ่งในสิ่งที่นางขีดวางไว้

            หลังจากเสร็จพิธีส่งตัวเจ้าสาวแล้วบรรยากาศที่จวนสกุลหวงยังคึกคักฟ่านหนิง ไป๋จิ้งหลิงและอวี่ฮวาเดินออกมาหน้าศาลาบุปผาทั้งสามต่างหัวเราะครื้นเครงคุยกันอย่างยินดีให้กับหวงซูหรงที่ได้สมหวังในชีวิตคู่และเป็นไป๋จิ้งหลิงที่เอ่ยเปิดหัวข้อสนทนาขึ้นเสียงใส “วันนี้ส่งคุณหนูรองหวงไปแล้วคิดๆ ดูไปแล้วต่อไปในพวกเราจะได้ออกเรือนเป็นคนถัดไปกันนะ”

            คำถามไม่ทันตั้งตัวฟ่านหนิงชะงักไปเล็กๆสีหน้าราวกับมีอะไรติดค้างอยู่ในใจ นางหัวเราะเบาๆแต่ในอกกลับคิดถึงเรื่องราวในชาติก่อนที่ตนเองต่างหากที่แต่งงานเป็นคนแรกและสุดท้ายก็ต้องรับชะตาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทน หากชาตินี้เลี่ยงได้นางไม่อยากแต่งงานเลยสักนิด โดยเฉพาะกับเจิ้งเปาหย่ง แค่คิดก็น่าขนลุก

            ถ้าเลี่ยงไม่ได้วันนั้นมาถึงจริงๆนางยอมหนีออกจากจวนเสียดีกว่า ล่องหนหายไปจากใต้หล้าน่าจะเป็นคำตอบและถ้าจะทำเช่นนั้นก็ต้องลากฟ่านลี่ไปด้วย เพราะอีกไม่นานฟ่านลี่ก็จะถึงวันปักปิ่นหากถูกจับคล้องคู่เข้าห้องหอกับเจิ้งเปาหย่งแทนละก็ สกุลฟ่านพบจุดจบเช่นกันอย่างน้อยหากหนีไป และมัดฟ่านลี่ไปด้วยสกุลฟ่านก็คงยังอยู่รอด

            ฉะนั้นนางไม่ใช่คนต่อไปที่แต่งงานแน่ จึงยกยิ้มตอบปากไปว่า “เห็นทีต้องเป็นเจ้าแล้วกระมัง คุณหนูรองไป๋” น้ำเสียงเจือแววล้อเลียนทำให้ใบหน้าคุณหนูรองไป๋แดงปลั่ง

            อวี่ฮวาหัวเราะเสียงใสพลางเกาะแขนแล้วพยักหน้าหงึกๆ “ข้าก็ว่าอย่างนั้น คุณหนูรองไป๋แน่ๆ!”

            บรรยากาศชื่นมื่นทำให้ฟ่านหนิงคลี่ยิ้มแต่พอเหลือบตามองอวี่ฮวาที่ยิ้มร่าขัดตาก็อดคิดไม่ได้ นางกำจัดเซี่ยสุ่ยจวี้ไปแล้วหวงซูหรงก็เหยียบได้แล้วเหลือบดขยี้ซ้ำ แต่สำหรับอวี่ฮวานางยังหาทางลงให้ไม่ได้เลยหรือว่าควรหาคู่ครองเลื่องชื่อ ‘ดีๆ’ ให้สักคนเช่นที่มำกับหวงซูหรง

            แต่อวี่ฮวาคนที่มองเปลือกนอกว่าน่ารักร่าเริงหากแต่เป็นคนใจต่ำยิ่งกว่าใคร เพราะความปากหวานแกล้งทำให้ใครๆ เห็นจึงเป็นสิ่งที่ฟ่านหนิงอยากเปิดโปงมากที่สุด ทำให้ยากที่จะดึงส่วนนั้นออกมาแต่ค่อยๆ คิดไปยังมีเวลา...

            หลังจากนั้นผู้คนที่มาร่วมแสดงความยินดีต่างทยอยกลับฟ่านหนิงก็ตัดสินใจกลับจวนด้วยเช่นกัน เมื่อรถม้าจอดนางก้าวเข้าเรือนใหญ่กลับพบว่ามีแขกมาอยู่ที่ด้านในเพราะมีรถม้าจอดอยู่ก่อนพร้อมกันที่คนงานรีบเข้ามารายงาน “คุณหนูใหญ่ องค์หญิงฉิงมาขอรับ”

            ฟ่านหนิงพยักหน้ารับ นางจึงรีบเดินเข้าไปหมายจะคารวะตามมารยาทแต่เมื่อมาถึงโถงรับแขก ก็พบกับคนที่ไม่ทันคิดว่าจะได้พบคนที่ทำให้นางหายใจสะดุดเพราะองค์หญิงฉิงหาได้มาเพียงลำพังหากแต่พาบุตรชายคนเดียวติดมาด้วยซื่อจื่อหลินฝูโหว…จ้าวจวิ้นหยาง

            เพียงได้เห็นร่างสูงสง่าในชุดยาวสีน้ำเงินเข้มประดับลายเงินเรียบวิจิตรเหมือนได้กลิ่นหอมจางจากไม้สนบนเสื้อคลุ้งลอยมากระทบทั้งทีไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่จังหวะหัวใจฟ่านหนิงก็พลันเต้นแรง ใบหน้าขึ้นริ้วแดงอย่างห้ามไม่ได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกหลังจากที่นางได้เผชิญหน้ากับเขาหลังคืนวันนั้น

            นางจึงรีบยอเข่าคารวะ “ฟ่านหนิงคารวะองค์หญิงฉิงคารวะซื่อจื่อ” น้ำเสียงเรียบสนิทนางคุมความในใจให้กลับมาสงบ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อยากรั้งอยู่ต่อหญิงสาวจึงหมายจะถอยตัวกลับไปเงียบๆ ไม่อยากอยู่ร่วมสนทนา

            ทว่าก่อนจะได้ถอยหายตัวไปองค์หญิงฉิงกลับยิ้มละไมส่งมาสายตามองนางอย่างพินิจแล้วเอ่ยขึ้น “วันนี้คุณหนูใหญ่ฟ่านแต่งองค์เสียงามแปลกตานักไม่ค่อยได้เห็นเจ้าใส่สีเช่นนี้แต่คนงามไม่ว่าจะแต่งอาภรณ์ใดก็งามเสมอคือเรื่องจริง”

            ฟ่านหนิงได้ยินดังนั้นก็รีบยกมือประสานตอบ “ขอบพระคุณในคำชมเจ้าค่ะ” จากนั้นก็กล่าวลาทันทีไม่เว้นให้ใครเรียกนางให้อยู่ต่อ“อย่างไรแล้วฟ่านหนิงขอตัวกลับเรือนก่อนนะเจ้าค่ะ” ทว่าก่อนที่นางจะหมุนตัวถอยไปกลับเผลอเงยหน้าสายตาพลันเหลือบประสานเข้ากับแววตาของจ้าวจวิ้นหยางโดยไม่ตั้งใจแววตานิ่งขรึมที่แฝงประกายบางอย่างราวกับโลกเงียบที่เงียบสงัด

            แต่นางออกจากภวังค์รวดเร็วรีบเบนสายตาหนีถอยตัวแล้วสาวเท้ากลับเรือน มีเพียงคำเตือนที่เอ่ยกับตนเองในใจ “ไม่เห็นต้องคิดมาก…นั่นเป็นเพียงความบังเอิญที่ผิดพลาดเท่านั้นเขาคงลืมไปเสียแล้วด้วยซ้ำ”

            หากแต่เหมือนจะมีเพียงฟ่านหนิงต่างหากที่ลืม ลืมว่าจ้าวจวิ้นหยางไม่เคยลืมสิ่งที่พบเจอ

             

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว ที่คุณอ่าน

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    มังกรพลิกสวรรค์

    มังกรพลิกสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    161K 121
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912