ตอนที่ 120 :หาคู่หูในโอ่ง
“เมิ้งอี คุณอยู่ไหน ? ”
“อยู่ไหนนะย่าหลัน เธออยู่ไหน ? ”
“ซินซินซินซิน ! ”
ท่ามกลางทุ่งดอกไม้กว้างใหญ่เหล่าคุณชายสวมเสื้อแขนสั้นสีต่าง ๆ ด้านหลังแปะป้ายชื่อตัวเองเอาไว้ ได้ขยายพื้นที่การค้นหาไปเรื่อยๆ ปากก็ตะโกนเรียกชื่อคู่หูของตัวเอง
“ฉันอยู่นี่ๆ ” ขณะที่หลิวจือเซียวิ่งไปทางตะวันออกของทุ่งดอกไม้ จู่ ๆเสียงที่คุ้นเคยก็ลอยมา
“ฉันอยู่นี่! ” หลี่เมิ้งอีที่อยู่ในโอ่งร้อนจนหน้าแดง “ทำไมยังไม่มาอีก ? ”
“ซวบ! ”
ทันใดนั้นเมื่อแผ่นไม้ไผ่สานถูกเปิดออก หลิวจือเซียปรากฎตัวต่อหน้าหลี่เมิ้งอี
“เจอเธอแล้ว! ” หลิวจือเซียถอนหายใจด้วยความโล่งอก สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“เจอแล้ว! ” หลี่เมิ้งอีเองก็ดีใจและแสดงท่าทางเหมือนเด็กน้อยอย่างหาได้ยาก “เอ่อ... เฮ้อทำไมนายถึงเปียกแบบนี้ล่ะ ? ”
หลิวจือเซียเอ่ยอย่างจนปัญญา“ถูกคนในโอ่งสาดน้ำใส่น่ะสิ”
“หา? พวกคุณหาเจอแล้วหรือ ? ! ”เติ่งไค่ที่อยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นหลิวจือเซียพยุงหลี่เมิ้งอีออกมาจากโอ่งก็อดร้องตะโกนไม่ได้“อย่าลืมนะ ต้องขี่หลังกลับไป ! ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเติ่งไค่หลี่เมิ้งอีก็หน้าแดงเล็กน้อย
“มาเถอะอย่าเสียเวลาเลย ! ” หลิวจือเซียกลับใจกว้าง เวลาช่วงเวลาสั้น ๆ ทั้งสองคนก็ได้จับมือกันกอดแนบชิดกัน... ไม่มีอะไรที่ปล่อยวางไม่ได้แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นคุณห้ามปล่อยฉันนะ”
หลี่เมิ้งอีกระซิบหลังจากที่หลิวจือเซียทำท่าทางให้ขี่หลัง เธอก็กระโดดขึ้นไปบนหลังเขา สองแขนขาวเนียนดั่งดอกบัวโอบกอดคอของหลิวจือเซียอย่างไม่รู้ตัว
หลิวจือเซียรับรู้ถึงความนุ่มนวลสองก้อนที่แนบชิดด้านหลังจิตใต้สํานึกจิตใจของเขาก็เริ่มทำงาน นึกไม่ถึงว่าหลี่เมิ้งอีจะอวบอิ่มขนาดนี้
หลิวจือเซียสะบัดหัววางมือไว้ที่ข้อพับขาของหลี่เมิ้งอีเมื่อแน่ใจว่าหลี่เมิ้งอีจะไม่ตกลงไป เขาเลาะไปตามทางและออกวิ่ง
หลี่เมิ้งอีที่เกาะอยู่บนหลังของหลิวจือเซียพร้อมทั้งใบหน้าแดงก่ำเธอคิดไม่ถึงว่าครั้งแรกที่ได้แนบชิดกับหลิวจือเซียจะเกิดขึ้นในการอัดรายการวาไรตี้แบบนี้
ทว่าความรู้สึกแบบนี้ดีมาก !
“พวกเราเป็นที่หนึ่งหรือ? ” หลี่เมิ้งอีถามเบา ๆ
“น่าจะใช่”หลิวจือเซียวิ่งไปพูดไป
หลี่เมิ้งอีขานรับเบาๆ และเอ่ยว่า “นายว่าพวกเขาหาเจอกันหรือยัง ? ”
“ฉันคิดว่ายังหาไม่เจอ”หลิวจือเซียตอบกลับ “ไม่สนใจพวกเขาแล้ว พวกเราไปก่อนเถอะ”
…………………….
เมื่อหลิวจือเซียกําลังวิ่งไปยังจุดเริ่มต้นแขกรับเชิญชายคนอื่นก็กำลังค้นหาอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเห็นว่าหลิวจือเซียกําลังวิ่งกลับไปที่จุดเริ่มต้นหลี่เฉินก็หาจางหลานซินพบแล้ว หวังจู่หนานก็หาหลี่ย่าหลันพบเช่นกัน
หลี่เฉินมีฉายาว่าผู้มีความสามารถไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังหรือสมรรถภาพทางกายล้วนอยู่ในระดับของนักกีฬาการแบกจางหลานซินย่อมไม่ใช่ปัญหา
แต่สำหรับหวังจู่หนานแล้วค่อนข้างลำบาก
ก่อนหน้าที่หลี่ย่าหลันจะเป็นนักแสดงเธอเคยเป็นนางแบบมาก่อน เธอได้รับรางวัลชนะเลิศมิสไชนีสเวิลด์ ความสูง 175 เซนติเมตร แม้ว่าหุ่นจะเรียวบาง แต่ก็คงหนักประมาณ 60 กิโลกรัมได้มั้ง ?
หวังจู่หนานสูงแค่163 เซนติเมตร แม้ว่าจะมีแรงแต่หากจะแบกหลี่ย่าหลันเดินในระยะทาง 200 เมตรก็ยังลำบากอยู่ดี
หลิวจือเซียและหลี่เมิ้งอีไม่สนใจคนอื่นนาทีนี้พวกเขากลับไปถึงจุดเริ่มต้นแล้ว
เมื่อเห็นสมาชิกกลับมาแล้วไกลออกไป ผู้กำกับก็ตะโกนว่า “คนที่กลับมาถึงตรงนี้แล้วสามารถปล่อยคู่หูลงได้จากนั้นพวกคุณก็จูงมือกันเดินกลับมาที่จุดเริ่มต้น จำไว้ ต้องจูงมือกันมา ! ”
เยว่เยว่ยืนอยู่ข้างผู้กำกับที่กำลังตะโกนเธอชูกำปั้นน้อย ๆ ขึ้นแล้วตะโกน “คุณพ่อสู้ ๆ แม่... คุณน้าเมิ้งอีสู้ ๆ ! ”
หลังจากที่มาถึงที่นี่มู่เฉินก็ไม่ต้องวิ่งตามพวกหลิวจือเซียในไปในทุ่งดอกไม้แล้ว
ถึงอย่างไรมู่เฉินก็เป็นหัวหน้าทีมย่อย มีงานก็ให้ลูกน้องทำ ตอนนี้เธอจึงมีหน้าที่ดูแลเยว่เยว่ให้ดีก็พอแล้ว
มาถึงข้างกายผู้กำกับหลิวจือเซียก็ปล่อยหลี่เมิ้งอีลง มือซ้ายลูบศีรษะของเยว่เยว่ มือขวาก็จูงมือหลี่เมิ้งอีเดินไปยังจุดเริ่มต้น
เมื่อกลับมาถึงยังจุดเริ่มต้นผู้กำกับก็ไม่เสียเวลาพูดอ้อมค้อมกับหลิวจือเซียและเอ่ยเข้าประเด็นทันที“พวกคุณสองคนต้องกินขนมชิ้นเดียวกัน และกินให้เหลือน้อยกว่าหนึ่งเซนติเมตรถึงจะถือว่าสำเร็จ”
หลิวจือเซียหันหน้าไปมองเยว่เยว่และสบถออกมาว่า“ผมมีครอบครัวแล้วนะครับ”
“ฮ่าๆๆ...”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างหัวเราะออกมา
“ฉันยังไม่แคร์คุณจะงอแงอะไรคะ ? ” การร่วมรายการรันนิ่งแมนครั้งนี้ ภาพลักษณ์เทพธิดาผู้เย็นชาของหลี่เมิ้งอีถูกสลัดทิ้งไปอย่างสมบูรณ์“คุณไปถามเยว่เยว่สิ ว่าเธอแคร์ไหม ? ”
เยว่เยว่ที่เดิมตามมาแล้วเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เมิ้งอีก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว “คุณพ่อ ทำไมคะ ?เรียกหนูหรือคะ ? ”
ท่าทางน่ารักของเยว่เยว่บวกกับน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ทำให้คนอดตกหลุมรักไม่ได้
“เยว่เยว่อีกเดี๋ยวคุณพ่อจะเล่นเกม” หลิวจือเซียบอกกับเยว่เยว่ด้วยท่าทางจริงจัง“อีกเดี๋ยวพ่อกับคุณน้าเมิ้งอีจะต้องกินขนมแท่งเดียวกันให้เหลือน้อยกว่าหนึ่งเซ็นติเมตรหนูวางใจได้ พวกเราจะไม่สัมผัสริมฝีปากกันแน่นอน”
“ไม่เป็นไรค่ะ ! ” เยว่เยว่เอ่ยอย่างเปิดเผย “แต่คุณพ่อทำได้แค่กับคุณน้าเมิ้งอีคนเดียวนะคะ? ”
“กึก! ”
เวลานี้ไม่เพียงแค่ทีมผู้กำกับแม้แต่ทีมงานที่อยู่รอบ ๆ และคนดูที่กำลังดูเรื่องคึกคักต่างกลายเป็นก้อนหินแล้ว
เด็กน้อยเปิดเผยอะไรขนาดนี้กัน?
“ก็ได้ ! ” หลิวจือเซียพยักหน้าและหยิบขนมออกมา“มาเถอะ ! ”
หลิวจือเซียและหลี่เมิ้งอีทั้งสองคนกัดคนละข้างเดิมทีเนื่องจากทั้งสองเขินอายความเร็วจึงช้า แต่หลังจากกินไปได้หลายนาที จู่ ๆ หลี่เมิ้งอีก็เพิ่มความเร็วทำให้ริมฝีปากของทั้งสองคนแทบจะแตะกันแล้ว
หลิวจือเซียหน้าบางเขาตัดสินใจอย่างรวดเร็ว กัดขนมหักทันที
หลิวจือเซียจ้องตรงไปขณะที่เคี้ยวขนมอยู่ในปากแม้จะไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แต่ก็ยังสามารถรับรู้ความหมายของเขาได้
หลี่เมิ้งอีไม่ได้ตอบกลับเขาเพียงแค่หยิบขนมที่เหลือนิดหน่อยส่งให้กับผู้กำกับ
ผู้กํากับเอาสายวัดมาวัดก่อนจะเอ่ยว่า “โอเค ผ่าน ! ”
หลี่เมิ้งอีสูดหายใจเข้าแล้วชี้ไปที่ทิศทางที่พวกเขาเพิ่งจะวิ่งมา
หลิวจือเซียหันหน้าไปมองเร็วมาก ผู้มากความสามารถหลี่เฉินกำลังจูงมือจางหลานซินวิ่งมายังจุดเริ่มต้นแล้ว
“เป็นยังไงเป็นยังไง ? พวกคุณผ่านหรือยัง ? ” เมื่อวิ่งมาถึงอย่างเร่งรีบ หลี่เฉินก็อ้าปากถาม“พวกเราเริ่มได้เมื่อไหร่ ? ”
“ขอโทษด้วยครับพวกคุณถูกคัดออก” ผู้กำกับเอ่ยด้วยท่าทางเข้มครึม“คัดออกหมายความว่าพวกคุณต้องเริ่มใหม่”
“ห๊า? ” จางหลานซินนิ่งอึ้งไป
“แค่ก้าวเดียวแค่ก้าวเดียวเอง ! ”หลี่เฉินปวดใจ “เฮ้อ จือเซีย ผมรู้ว่าคุณร้องเพลงเพราะมาก แต่ไม่คิดเลยว่าจะเล่นเกมเก่งขนาดนี้อีก”
หลิวจือเซียยักไหล่เอ่ยว่า“ช่วยไม่ได้ มันคือดวง ! ”
“พวกคุณไปพักผ่อนได้เลยครับ”ผู้กำกับเอ่ยอย่างเห็นอกเห็นใจ “ทีมงานได้เตรียมเครื่องดื่ม อาหารว่าง และผลไม้ไว้แล้ว”
กลุ่มแขกรับเชิญย้ายสายตาไปทางทิศใต้เห็นพื้นที่ว่างเปล่าที่อยู่ไม่ไกล ในศาลาถูกจัดฉากขึ้น ภายในมีโต๊ะยาวตัวหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะมีผลไม้ อาหารว่าง รวมไปถึงเครื่องดื่มเย็น ๆ ...”
ด้านข้างโต๊ะมีตู้แช่ด้านในเต็มไปด้วยเครื่องดื่มและเหล้าเบียร์
“ดีจังพวกคุณไปต่อเถอะ พวกเราไปพักผ่อนก่อนแล้ว”หลิวจือเซียนึกไม่ถึงว่ารายการจะเตรียมของไว้เพียบพร้อมเช่นนี้ เขาจึงจูงมือหลี่เมิ้งอีเดินไปทางศาลา
“เยว่เยว่มา ๆ พวกเราไปกินของอร่อยด้วยกันดีกว่า” หลี่เมิ้งอีก่อนออกเดินทางยังไม่ลืมที่จะพาเด็กน้อยไปด้วย
ในเมื่อยากที่จะได้เจอกันทั้งสองคนจึงอยากใช้เวลาด้วยกันให้มากที่สุด
……………………..
“ฮืออิจฉาจัง ! ”
“ยังเหลืออีก2 รอบแหนะ พวกเราพักได้แค่ครู่เดียวเท่านั้น”
“ไม่ได้รอบหน้าคุณรีบหาฉันหน่อย”
แม้ว่าแขกรับเชิญชายจะเหนื่อยล้าแต่ก็ไม่มีทางกล่าวออกมาตรง ๆ ทว่าแขกรับเชิญหญิงที่ไม่ได้ออกแรงอะไรเท่าไหร่ กลับบ่นออกมาไม่หยุด
แขกรับเชิญชายไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดรีบรับปาก รอบต่อไปต้องหาเจอให้เร็วที่สุด
การค้นหาแบบปูพรมเริ่มต้นอีกครั้ง...
ทางด้านหลิวจือเซียทั้งสามคนกำลังพักผ่อนอยู่ในศาลา มองดูกลุ่มคนที่พากันวิ่งไป ๆ มา ๆ ในทุ่งดอกไม้ไม่ต้องบอกเลยว่าในฐานะผู้ชม มองดูพวกเติ่งเฉาเอาชีวิตรอด มันสนุกมากแค่ไหน
ผู้ชนะรอบที่สองก็คือเติ่งเฉาและกู่ลี่เร่อจาผู้ชนะรอบที่สามก็คือหวังเป่าเฉียงและถางซินซิน
สุดท้ายทั้ง7 ทีมต่างยืนอยู่ข้างโต๊ะ ผู้กำกับที่เฝ้าอยู่ที่จุดเริ่มต้นเอ่ยว่า “ตอนนี้ที่หนึ่ง ที่สองและที่สาม ผลออกมาแล้ว ผมจะมีคำใบ้ให้กับพวกคุณ ! ”
“เยสในที่สุดก็ได้คำใบ้แล้ว ! ” ถางซินซินตื่นเต้น
“มาหาผมทางนี้เพื่อรับคำใบ้ครับ”ผู้กำกับเอ่ย “หลังจากที่ได้รับแล้วก็เปิดดู ดูเสร็จ พวกคุณก็ตัดสินใจเอาเองนะครับว่าจะเปลี่ยนขวดไหม”
หวังเป่าเฉียงรับคำใบ้มาจากในมือผู้กำกับและเปิดดูบนกระดาษเขียนไว้หนึ่งแถว “สีของขวดน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นหนึ่งในสีของสายรุ้ง”
เวลานี้บนโต๊ะมีน้ำเจ็ดขวด สีของแต่ละขวดเป็น แดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน ม่วง ใน 7สีของสายรุ้งพอดี
มองดูขวดบนโต๊ะแล้วมองคำใบ้ในมือถางซินซินแทบจะคว่ำโต๊ะแล้ว
คำใบ้แบบนี้มีก็เหมือนไม่มี!
“เป็นยังไง? ” หวังเป่าเฉียงหันหน้าไปมองถางซินซินแล้วเอ่ยถาม “เปลี่ยนไหม ? ”
ถางซินซินเข้าใกล้หวังเป่าเฉียงทั้งสองคนเริ่มกระซิบกระซาบกัน
ผ่านไปสักพักหวังเป่าเฉียงเอ่ยว่า “พวกเราตัดสินใจแล้วครับ พวกเราไม่เปลี่ยน ! ”
“ได้ครับ! ” ผู้กำกับพยักหน้า “เชิญทีมสีเหลืองที่สองมาข้างหน้าเพื่อรับคำใบ้”
เติ่งเฉาเดินออกมาสองก้าวค่อย ๆ แกะคำใบ้ “สีของขวดน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นสีหนึ่งในสิบดอกไม้ที่มีชื่อเสียงในประเทศจีน”
สิบดอกไม้ที่มีชื่อเสียงของประเทศจีนคือดอกบ๊วย, ดอกโบตั๋น, ดอกเบญจมาศ, ดอกบัว, ดอกกุหลาบจันทร์, ชวนชม, ดอกคาเมเลีย, กล้วยไม้, ดอกกุ้ยฮวา และแดฟโฟดิล
ดอกไม้เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสีขาว ชมพู เหลือง แดง ม่วง
แต่จุดที่ดูจะเป็นจุดอ่อนก็คือไม่ว่าจะเป็นเติ่งเฉาหรือกู่ลี่เร่อจา รู้จักเพียงแค่ดอกดอกโบตั๋น ดวงกุหลาบจันทร์ และดอกบ๊วย
ทั้งสองคนปรึกษากันสักพักสุดท้ายก็ตามใจกู่ลี่เร่อจา “อืม พวกเราตัดสินใจแล้วเราต้องการเปลี่ยนเป็นขวดที่มีสีเดียวกับเสื้อของเรา”