ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 136 เตรียมตัว (2)

            “หยาง หยาง หยางอวี้....” ไม่รู้บรรยากาศเงียบลงไปนานแค่ไหนแต่แล้วเมาปาเอ้อก็พูดขึ้นเสียงสั่นเครือ “นาย นาย นายพูดอีกทีซิ!”

            “ฉันเข้าใจข้อสงสัยของทุกคน...” สวีหยางอี้หุบยิ้มสนิทกวาดมองทุกคนพร้อมเอ่ย “ดังนั้นพวกเราจะทำการสำรวจแค่พื้นที่รอบนอก”

            “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พวกฉันสงสัย!” แผงขนเมาปาเอ้อตั้งชันเขาตกใจจนแทบร่วงจากเก้าอี้ “นี่มันหนึ่งในแปดพื้นที่ต้องห้ามเชียวนะ!นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย! แยกแยะด้วย!”

            “หัวหน้า...” เมื่อมู่ตันเรียกสติกลับมาได้จึงเอ่ยถามสวีหยางอี้อย่างไม่อยากเชื่อ “พวกเรา... ไม่สิ ไม่ใช่แค่พวกเราตอนนี้กองกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดไม่มีใครกล้าย่างเท้าเข้าไปในแปดพื้นที่ต้องห้ามแม้แต่กองกำลังเดียว...กองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของพวกเราเพิ่งก่อตั้ง ประสบการณ์ก็ยังไม่มี อีกอย่างเครื่องมืออุปกรณ์ก็ยังไม่พร้อม!เงินทุนก็ไม่พอ!”

            “หยางอวี้ ไหนนายบอกฉันมาซิ!”เมาปาเอ้อกระโดดขึ้นโต๊ะมายืนอยู่ตรงหน้าสวีหยางอี้ และถามอย่างจริงจัง“ตอนนี้นายกำลังฝันกลางวันอยู่ใช่ไหม?”

            หลี่จงหยวนสีหน้าถอดสีลงทันที เขานึกไม่ถึงว่าภารกิจแรกของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์จะเป็นการสำรวจตำหนักภูผาสายรุ้ง!

            สวีหยางอี้ไม่สนใจคำทัดทานของทุกคน หลังจากเสียงโวยวายเงียบลงเขาจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ฉันตัดสินใจแล้ว”

            “ถ้าใครไม่เห็นด้วย ก็ไม่ต้องไป และยังเป็นสมาชิกของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์แต่ว่า...” สวีหยางอี้ยืนขึ้นหยิบเสื้อคลุม “ฉันจะไป”

            “หลังจากนี้ห้าวันฉันต้องการแผนการสำรวจพื้นที่รอบนอกของตำหนักภูผาสายรุ้งและงบประมาณที่ต้องใช้อย่างละเอียด”

            “ตึง!” ประตูปิดสนิท สีหน้าทุกคนหลากอารมณ์เหนืออื่นใดเปรียบ

            ไม่มีใครคาดคิดถึงค่าตัวเลขระดับความยากของภารกิจแรกของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ว่าจะสูงลิบขนาดนี้!

            พื้นที่รอบนอกงั้นเหรอ?

            ต่อให้เป็นรอบนอก แต่ก็เป็นบริเวณรอบนอกของพื้นที่ต้องห้าม!

            ตั้งแต่เหตุการณ์ณ์หลุมยุบที่ปรากฏเหตุดอกพลับพลึงเบ่งบานชื่อของแปดสถานที่ต้องห้ามก็กลายเป็นชื่อเขย่าขวัญทั่วทั้งโลกผู้ฝึกตน!

            ภายในห้องเงียบสงัด ไม่รู้เวลาเดินผ่านไปนานเพียงใด โจวถิงถิงจึงค่อยๆยกมือขึ้นอย่างประหม่า “ทุกท่าน เอ่อ... เพื่อนร่วมกอง...มันก็แค่พื้นที่รอบนอกไม่ใช่เหรอ... ฉันก็เคยได้ยินชื่อตำหนักภูผาสายรุ้งมาบ้างแต่ก็แค่เป็นชื่อเรียกที่...”

            “แค่ชื่อเรียกงั้นเหรอ?สีหน้ามู่ตันเยือกเย็นลงฉับพลัน ในปี 1962กู่ซ่งเจินเหรินทำการบุกเข้าไปในตำหนักภูผาสายรุ้ง เข้าไปยังไม่ถึงเจ็ดร้อยเมตรแต่กลับเลือดกระอักกลับมา เขาใช้เวลารักษาตัวหลายสิบปีเต็ม และตั้งแต่นั้นมาก็ประจำการอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมาตลอดไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ออกห่างจากที่นั่นแม้แต่ก้าวเดียว”

            โจวถิงถิงตกตะลึงไปเลย

            “ในปี 1978 จางเซิงจื่อ[1]แห่งสำนักเขาชิงเฉิงหนึ่งในสามมหาอาศรมแห่งลัทธิเต๋าได้นำมหาตราเวทสังหารเซียนเก้าชั้นแห่งยอดเขาปราการด่านแห่งเขาชิงเฉิงและกำลังนักพรตสามสิบคนบุกตำหนักภูผาสายรุ้งโดยใช้เส้นทางเดียวกับที่กู่ซงเจินเหรินใช้เมื่อสิบกว่าปีก่อน...”มู่ตันถลึงตาใส่โจวถิงถิง “ฉันเชื่อว่าเธอน่าจะรู้จักสามมหาอาศรมแห่งลัทธิเต๋าอย่างสำนักชิงซานสำนักเฮ้อหมิง และสำนักหลงหูนะแล้วเธอเองก็น่าจะรู้นะว่าระดับฝีมือของเหล่าสาวกหรือนักพรตในสำนักอยู่ขั้นไหนฉันคงไม่ต้องอธิบายซ้ำ”

            โจวถิงถิงพยักหน้างึกเรื่องพวกนี้ผู้ฝึกตนบ้านนอกอย่างเธอไม่เคยได้ยินมาก่อน เธอจึงถือโอกาสถาม“หลัง... หลังจากนั้นล่ะ?”

            มู่ตันหน้าตึงไปเลย แต่เธอก็พยายามฝืนยิ้ม “ไม่มีใครรอดออกมาสักคน”

            “หลังจากนั้นสิบวันนักพรตผู้เฒ่าผมขาวเต็มหัวคนหนึ่งได้นำใบดอกท้อจำนวนหนึ่งมาเผาประกอบพิธีกรรมด้านหน้าตำหนักภูผาสายรุ้งสามวันสามคืนตราเวทสังหารเซียนเก้าชั้นที่เต็มไปด้วยคราบเลือดก็ลอยออกมาในสภาพไม่มีชิ้นดี”

            “มหาตราเวทป้องกันสำนักเนี่ยนะมหาตราเวทสังหารเซียนชั้นเก้าพังทลายงั้นเหรอ?!” ไม่ใช่แค่โจวถิงถิงแต่ครั้งนี้เฉิงเฟิงเจี้ยนกับหลี่จงหยวนร่วมวงตกใจด้วย

            “นี่เป็นตราเวทป้องกันเขาปราการด่านหน้าของสำนักชิงเฉิงที่เป็นหนึ่งในสามมหาอาศรมแห่งลัทธิเต๋าเชียวนะแม้ไม่ใช่ตราเวทที่เทพศาสดาจารย์จางเทียนซือสร้างขึ้นมาแต่มันก็อยู่ปกปักษ์รักษาสำนักชิงเฉิงมาเป็นพันๆ ปีว่ากันว่าสุดยอดผู้ฝึกตนแห่งสมัยราชวงศ์ถังนามว่าหลี่ชุนเฟิงและท่านอาวุโสหยวนเทียนกังรวมพลังกันสร้างขึ้นมา”มู่ตันมองทุกคนด้วยแววตาเยือกเย็น “ทุกคน ตอนนี้ยังคิดว่ามันเป็นสถานที่ที่ปรากฏดอกพลับพลึงเบ่งบานธรรมดาๆอยู่อีกไหม? ลำพังแค่เป็นสถานที่ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดอกพลับพลึงเบ่งบานได้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว”

            “พวกนายยังจะคิดว่าพื้นที่ต้องห้ามเป็นแค่ชื่อเรียกขานอยู่ไหม? แล้วยังคิดว่าที่นั่นไม่มีภัยอันตรายอยู่อีกไหม?”

            ไม่มีใครเอ่ยปากพูด แม้แต่เมาปาเอ้อก็เงียบขรึมลงอย่างหาดูได้ยาก

            “ในปี 1983เจ้าอาวาสวัดเป้ากั๋วแห่งเขาเอ๋อเหมยที่เป็นเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งลิทธิพุทธได้อันเชิญพระพุทธรูปของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์แห่งปรินิพพานและนำเหล่านักบวชทองคำสิบแปดรูปที่เป็นนักรบนักบวชผู้คุ้มครองพุทธองค์เข้าสำรวจเพื่อแสวงบุญในตำหนักภูผาสายรุ้งยามค่ำคืนหลังจากนั้นสิบวัน มีเลือดไหลออกมาจากดวงตาพระพุทธรูปของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ข่าวนี้สามารถเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตดูก็ได้ ถ้าตอนนี้ยังมีอยู่อ่ะนะในเวลาเดียวกันม้วนหยกแห่งชะตาชีวิตของเจ้าอาวาสและนักบวชทองคำทั้งสิบเก้าม้วนก็แตกหักพร้อมกันทันที”

            เหตุการณ์นองเลือดที่หยิบยกขึ้นมาแต่ละเหตุการณ์ทำเอาสีหน้าของทุกคนยิ่งลำบากใจขึ้นเรื่อยๆ

            ถึงตอนนี้โจวถิงถิงกับเฉิงเจี้ยนเฟิงนั่งเงียบไม่พูดอะไรขึ้นอีกแล้วก่อนหน้านี้ได้ยินแต่คำว่าพื้นที่ต้องห้ามจนคุ้นหูและด้านชา ตอนนี้พอได้ฟังคำอธิบายจากคนในแวดวงพวกเขาถึงได้ตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าพื้นที่ต้องห้ามอย่างลงลึกถึงแก่นเป็นพื้นที่ต้องห้ามที่คร่าชีวิตผู้ฝึกตนยอดฝีมือไปอย่างนับไม่ถ้วนอย่างแท้จริง!”

            บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง ผ่านไปอีกหลายวิฯ มู่ตันจึงยืนขึ้นขยับขาแว่น“ทุกคน ภายในตำหนักภูผาสายรุ้งจะต้องมีบางสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่แน่นอนและสิ่งนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ที่แห่งนี้ถูกเรียกว่าพื้นที่ต้องห้าม”

            “ฉันไม่อยากให้หัวหน้าไปแตะต้องมัน สถานที่แบบนี้อันตรายเกินไปผู้ฝึกตนขั้นจู้จีมากมายรวมถึงจินตันเจินเหรินต่างพากันหลีกเลี่ยงหากปล่อยให้กองกำลังทัณฑ์สวรรค์เข้าไป มีหวังตายสถานเดียว!ต่อให้เป็นการสำรวจพื้นที่รอบนอกก็ตาม ฉันไม่ยอมเด็ดขาด!”

            “พวกเราเป็นสมาชิกในกอง เป็นสมาชิกกลุ่มแรกของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์หน้าที่หลักๆ ของพวกเราคือช่วยออกความเห็นให้แก่หัวหน้าฉันหวังว่าก่อนประชุมลงความเห็นรอบหน้าทุกคนจะเก็บเรื่องนี้ไปไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน”

            เห็นไม่มีใครเอ่ยตอบ เธอจึงพยักหน้าและผลักประตูออกไป

            ...

            ในคืนวันเดียวกันสวีหยางอี้ได้รับรายชื่อจากจ้าวอู๋เย่ผ่านทางอีเมล์ส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อย

            มีทั้งหมดเจ็ดคนด้วยกันเป็นขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางหกคนและผู้ฝึกตนหน้าใหม่ที่เพิ่งฝึกดูดซับอณูปราณนอกจากนี้จ้าวอู๋เย่ยังแนบรายการเครื่องมืออุปกรณ์ฝึกตนที่อาจได้ใช้มาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ แต่สวีหยางอี้ไม่ดู และส่งต่อให้มู่ตันจัดการ

            เขากลับเข้าห้องฝึกตนอีกครั้ง ครั้งนี้ก็เพื่อหลอมโอสถ

            ผ่านไปห้าวันสวีหยางอี้ที่อยู่ในห้องฝึกตนกำลังจ้องมองโอสถวิเศษสองเม็ดที่ลอยอยู่ด้านหน้าตัวเองมุมปากระบายยิ้มอย่างพอใจ

            ยังเป็นโอสถหลอมจิตเหมือนเดิม... และยังคงเป็นกลิ่มหอมอันคุ้นเคย

            แต่เวลาที่ใช้ไม่เหมือนเดิม!

            ครั้งแรกเพื่อเรียนรู้ ครั้งต่อไปเพื่อฝึกปรือ...การหลอมโอสถวิเศษครั้งนี้เขาใช้เวลาเพียงห้าวันก็สามารถหลอมโอสถหลอมจิตได้สองเม็ด!

            “น่าจะเริ่มแล้ว...” เขาปัดมือเล็กน้อย โอสถหลอมจิตที่หมุนอยู่ในอากาศก็ลอยมาอยู่ในมือเขาแววตาพลันเร้ช่าร้อนขึ้นเหมือนอดไม่อยู่ “ปล่อยให้กองกำลังทัณฑ์สวรรค์...ป่าวประกาศให้ทั่วโลกได้รับรู้ไปเลยว่า... ศาสตร์หลอมโอสถโบราณที่หายสาบสูญไปสองร้อยปีปรากฏขึ้นบนโลกอีกครั้งแล้ว...”

            “ในฐานะผู้ชนะที่หายตัวไปไร้ร่องรอยสามปี ฝึกตนลำบากมาสองปีนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้พูดต่อหน้าโลกผู้ฝึกตน ช่างเป็นจังหวะที่ดีจริงๆ”

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามห้วง ก็เดินออกจากห้องผู้ฝึกตนพร้อมใช้ยันต์ชะล้างทำความสะอาดร่างกายเมื่อถึงห้องทำงาน มู่ตันก็รออยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว

            “หัวหน้าคะ” มู่ตันโค้งคำนับ เอกสารปึกหนาวางอยู่บนโต๊ะทำงานเสร็จสรรพ“ตามบัญชา สองสามวันมานี้ ดิฉันได้สรุปข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นเรียบร้อยแล้วค่ะ”

            สวีหยางอี้นั่งลงพลันยกแก้วกาแฟขึ้นมา สายตาจ้องมองมู่ตันพลางระบายยิ้ม“อะไรกัน ครั้งนี้ไม่ห้ามฉันแล้วเหรอ?”

            “จะทำแบบนั้นได้อย่างไรล่ะคะ?” มู่ตันเอ่อตอบกลับ“ก็ดิฉันเป็นแฟนคลับตัวยงของหัวหน้ามาตลอดหนิคะ”

            สวีหยางอี้เลิกคิ้วพลันนึก... สองสามวันมานี้ มู่ตันเข้าใจแล้วงั้นเหรอ?

            เข้าใจแล้วก็ดี เขาผละสายออกจากเธอ... สำหรับเรื่องบางเรื่องสวีหยางอี้ไม่ต้องการคนให้คำปรึกษา แต่ต้องการผู้ลงมือปฏิบัติและคิดได้ด้วยตัวเอง

            เขารู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าที่ตัดสินใจทำภารกิจแรกจะให้ไปขอร้องสมาชิกในกองกำลังให้เห็นด้วยและร่วมมือคงไม่ใช่เขา

            ในกองกำลังนี้  ตัวเขาเป็นใหญ่เขาพูดคำไหนคำนั้น แล้วก็ต้องทำเลยต่อให้เป็นการสำรวจพื้นที่รอบนอกของพื้นที่ต้องห้ามก็ตาม!

            “คำนวณงบประมาณเสร็จรึยัง?”

            “เสร็จแล้วค่ะ” มู่ตันคลี่ยิ้ม“ทั้งหมดสามพันห้าร้อยก้อนหินวิญญาณระดับกลางหรือประมาณเจ็ดร้อยล้านหวาซย่าปี้ค่ะ”

            แก้วกาแฟที่เกือบจะถึงริมฝีปากหยุดชะงัก เขามองมู่ตันอย่างตกใจ“เท่าไหร่นะ?”

            “สามพันห้าร้อยก้อนหินวิญญาณระดับกลางหรือประมาณเจ็ดร้อยล้านหวาซย่าปี้ค่ะ” มู่ตันยังคงคลี่ยิ้ม “หัวหน้าคะทรัพย์สินของกองกำลังพวกเรา รวมทั้งถ้าขายยันต์อาคมและเครื่องหมายการค้าราคาตลาดจะตกอยู่ที่ประมาณเก้าร้อยล้านหวาซย่าปี้ ซึ่งมีทรัพย์สินที่เป็นเงินสดอยู่ไม่ถึงสามร้อยล้านเกรงว่าพวกเราคงรับผิดค่าใช้จ่ายในการสำรวจพื้นที่รอบนอกพื้นที่ต้องห้ามนี้ไม่ไหวค่ะ”

            สวีหยางอี้สีหน้าเหยเกเล็กน้อย ครั้งนี้มู่ตันยังไม่ยอมแพ้ที่จะเตือนเขาให้เปลี่ยนเป้าหมายของภารกิจและเลือกใช้อีกวิธีมาเตือนเขาว่า ‘การสำรวจพื้นที่ต้องห้ามไม่ใช่เรื่องที่กองกำลังหน้าใหม่ควรเข้าไปยุ่ง’

            “ทำไมถึงแพงขนาดนี้?” คิ้วขมวดเล็กน้อยเขาคลี่ยิ้มเจื่อนๆ เอ่ยถาม

            “ตัวเลขนี้ดิฉันเลือกคำนวณตามค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นเท่านั้นเป็นตัวเลขที่ไม่มีการเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน ค่าใช้จ่ายเครื่องมืออำนวยความสะดวกอื่นๆและค่าใช้จ่ายสำหรับการป้องกันตัว” สีหน้าของมู่ตันเคร่งเครียดลง “หัวหน้าคะดิฉันไม่ได้พูดหรือคำนวณเกินจริง การสำรวจมิติลี้ลับต่อให้ไม่ใช่พื้นที่ต้องห้ามก็ตามพวกเราจำเป็นต้องเตรียมตราเวทป้องกันอย่างรัดกุมและสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งไม่ใช้การป้องกันจากยันต์อาคมธรรมดาค่ะดิฉันกำลังหมายถึงตราเวทอาคมที่มีแกนพลังเวทจริงๆ ค่ะ...โดยราคาที่ถูกสุดในท้องตลาดตอนนี้อยู่ที่เจ็ดร้อยหินวิญญาณระดับกลางแต่ที่ที่เราจะไปครั้งนี้เป็นพื้นที่ต้องห้าม....”

            “ดิฉันคิดว่า ตราเวทที่เหมาะสมกับภารกิจครั้งนี้ไม่เพียงแต่ต้องมีระยะเวลาใช้งานที่คงทนแต่ยังต้องมาประสิทธิภาพที่เอื้อต่อการสำรวจและป้องกันแบบทูอินวันค่ะ...และไม่ควรใช้ของคุณภาพต่ำแค่รายการนี้รายการเดียวราคาก็อยู่ประมาณหนึ่งพันก้อนหินวิญญาณระดับกลางแล้วค่ะ!”

            “ประการต่อมา พวกเราต้องมีอุปกรณ์ป้องกันและรักษาชีวิตตัวเองติดตัวค่ะอุปกรณ์ตัวนี้จะต้องมีคุณสมบัติเคลื่อนย้ายพริบตาและเสริมความเร็วไปในตัวค่ะ...หัวหน้าคะราคาโดยประมาณของอุปกรณ์ในลักษณะนี้อยู่ระหว่างหนึ่งพันห้าถึงสองพันก้อนหินวิญญาณระดับกลางค่ะ...ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้จะเป็นไพ่ตายที่ใช้รักษาชีวิตพวกเราให้รอดจากพื้นที่ต้องห้ามตำหนักภูผาสายรุ้งค่ะชีวิตของสมาชิกทั้งสิบคนขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ชิ้นนี้ ในราคาสองพันก้อนหินวิญญาณดิฉันยังคงยืนยันในงบประมาณเดิมที่นำเสนอค่ะ”

            เธอพูดขึ้นด้วยความเคารพ “หัวหน้าคะ แม้แต่กองกำลังที่เส้นสายไม่ธรรมดาอย่างกองกำลังมังกรเร้นของหัวหน้าฉู่ยังไม่มีเลยค่ะทั่วทั้งหวาซย่าอาจมีไม่ถึงสองสามตัวด้วยซ้ำ และถ้าพวกเขามีอุปกรณ์แบบนี้กันกองกำลังพวกเขาคงออกเดินสำรวจไปตั้งนานแล้วค่ะและในบรรดากองกำลังในระดับขั้นเลี่ยนชี่ด้วยกัน ก็ยังไม่มีกองกำลังไหนใช้อุปกรณ์รักษาชีวิตในยามฉุกเฉินแบบนี้เลยค่ะ”

            “หากไม่มีของแบบนี้ ดิฉันก็จะขอค้านสุดตัวเพื่อยับยั้งการสำรวจพื้นที่รอบนอกของพื้นที่ต้องห้ามค่ะ”

            สวีหยางอี้พยักหน้าให้กับการคัดค้านอันนุ่มนวลของมู่ตันแม้การตัดสินใจของเขายังคงเหมือนเดิมแต่ว่าต้องต้องยอมรับเลยว่าผู้หญิงคนนี้ฉลาดหลักแหลมจริงๆต่อให้เป็นการแสดงทีท่าคัดค้านไม่เห็นด้วย วิธีที่เธอเลือกใช้ก็ฉลาดอ้อมค้อมอย่างมีชั้นเชิงจริงๆ

            “ส่วนของอย่างอื่นที่จำเป็นอาทิเช่นยาถอนพิษ โอสถเหลวรักษาบาดแผลอาคมยันต์ชนิดต่างๆ อย่างน้อยก็อยู่ประมาณห้าร้อยก้อนหินวิญญาณเป็นอย่างต่ำและงบประมาณมูลค่าสามพันห้าร้อยก้อนหินวิญญาณระดับกลางนี้เป็นเพียงเป็นงบประมาณขั้นต่ำเท่านั้นค่ะ”

            สวีหยางอี้พยักหน้าเล็กน้อย หากคิดตามนี้ดูเหมือนการสำรวจพื้นที่ต้องห้ามจะเป็นภารกิจที่ไม่เหมาะกับกองกำลังหน้าใหม่จริงๆ 

            แต่ว่า... ย่อมมีกองกำลังหน้าใหม่ที่แปลกแยกออกพวกเสมอ

            ในมือของเขา ยังมีไพ่ตายใบตายอยู่อีกหนึ่งใบ!

            “เก็บเรื่องนี้ไว้ถกต่อทีหลัง” สวีหยางอี้ยิ้มขึ้นมุมปากความคาดหวัง“หลังจากนี้สองเดือนเตรียมจัดพิธีรับสมัครสมาชิกก่อตั้งกองกำลังอย่างเป็นทางการ”

            “หัวหน้าต้องการออกโรงดำเนินการเรื่องนี้เองจริงๆ ใช่ไหมคะ?” มู่ตันถามกลับ แต่เก็บพับเรื่องเมื่อครู่ลงอย่างรู้งาน 

            สวีหยางอี้ยิ้มร่าอย่างดีใจ พลันโยนบางสิ่งออกจากมือ บางสิ่งที่ลักษณะเป็นเม็ดกลมสีดำลอยเข้ามือมู่ตันอย่างรวดเร็ว

            “จะจุดพลุนัดแรกแรกให้กองกำลังทัณฑ์สวรรค์แบบไหนตัวฉันมีความคิดบางอย่างเอาไว้แล้ว พอดีเลย ฉันมีเพื่อนที่มอบของเล็กๆ น้อยๆให้กับฉัน เธอลองดูซิว่า มันมากพอที่จะทำให้คนทั้งโลกผู้ฝึกตนแตกตื่นรึเปล่า?”

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] จางเซิงจื่อผู้บุกเบิกสำนักสุยซานที่เป็นสำนักย่อยของสำนักฉวนเจินของลัทธิเต๋า

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    142K 432
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.78M 1459
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577