ตอนที่ 18 บรรเทาภัยในฝู่โจว (2)
เมื่อคำสั่งนี้สั่งการลงไป ก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ใครบางคนในทันที รองหัวหน้าหน่วยหลี่อี้ ผู้ซึ่งมีหน้าที่เป็นรองผู้นำขบวนทหารในครั้งนี้กล่าวพลางยกมุมปากว่า “ท่านอ๋องของพวกเราช่างรักใคร่ราษฎรดั่งลูกหลานเสียจริง!”
ไต้อวี้หลินผู้ซึ่งขี่ม้าอยู่เบื้องซ้ายของเขา ทอดสายตาไปเบื้องหน้าพลางพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ครั้งนี้พวกเราไปปฏิบัติภารกิจบรรเทาภัย รักใคร่ราษฎรดั่งลูกหลานย่อมดีกว่าไม่รู้ร้อนรู้หนาว เจ้าจะพูดพล่ามไปไย”
หลี่อี้ถูกสหายพูดดักคอไปเช่นนั้นแล้ว ก็ยังคงบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจว่า “บรรเทาภัย บรรเทาภัย ฝ่าบาทมีรับสั่งให้แจกจ่ายเสบียงอาหารแก่ราษฎรทุกอำเภอในฝู่โจวไปแล้ว พวกเราเข้าไปช่วยในยามนี้ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มลวดลายบนผ้าทอดิ้นเงินดิ้นทอง[1] เหตุใดจึงต้องรีบร้อนขนาดนี้ด้วย” เป็นเพราะท่านโซ่วอ๋องต้องการสร้างผลงานจากความเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ จึงได้รีบร้อนถึงเพียงนี้ หาได้สนใจความเป็นความตายของเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาไม่
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไปก็ต้องถูกไต้อวี้หลินถลึงตาใส่ในทันใด “หุบปาก! มีเวลาว่างเช่นนี้ยังไม่รีบไปจัดเตรียมกำลังพลเอาไว้อีก” ท่านโซ่วอ๋องเป็นบุคคลที่พวกเขาจะคิดกังขาได้งั้นหรือ เจ้านี่นับวันยิ่งไม่รู้ที่ต่ำที่สูง
ไม่ต้องพูดถึงว่าเหล่าทหารเมื่อได้ยินคำพูดนี้แล้วในใจจะรู้สึกรันทดขนาดไหน แค่กล่าวถึงฉู่อวี้ ตัวเขาเองในใจมีแผนการที่จะต้องทำหลังจากเดินทางไปถึงฝู่โจว ทว่าเขาไม่รู้เลยว่า แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังจำนวนไม่น้อยที่เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดจากความรีบร้อนของเขา
หลังจากรีบเร่งเดินทางตามมาถึง มู่จิ่นอวี๋ที่มีอาการปวดเอวเมื่อยหลังและขาอ่อนปวกเปียก นั่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่บนม้าของโซ่วอ๋อง “ข้าว่านะโซ่วอ๋อง ถึงแม้ว่าการบรรเทาภัยจะเป็นเรื่องด่วน แต่เหล่าขุนนางในท้องที่ก็ได้แจกจ่ายเสบียงอาหารไปตั้งแต่แรกแล้ว ที่ฝ่าบาททรงรับสั่งไปมาบรรเทาภัย ก็เพียงหวังให้เจ้าได้ออกเดินทางมาว่าราชการนอกสถานที่ ไยเจ้าต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้”
หลังจากได้รู้ข่าวเวลาก็ล่าช้าไปครึ่งวันแล้ว รวมกับเวลาที่ต้องเก็บข้าวของ สั่งการคนในเรือน สุดท้ายทำให้ล่าช้าไปหนึ่งวัน เขาใช้เวลาในการเดินทางแปดวันเต็มๆ จนเข้าเขตพื้นที่ของฝู่โจวแล้ว ถึงได้ตามมาทัน ด้วยความเร็วระดับนี้ เขาเองยังจะพูดสิ่งใดได้อีก
มองเห็นชายหนุ่มผู้แสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนใจแต่ก็ไม่ลดท่วงท่าสง่างาม ฉู่อวี้พลันรู้สึกว้าวุ่นในจิตใจ แต่กลับถามออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “จิ่นอวี๋ เหตุใดจึงมาถึงที่นี่”
“เหตุใดจึงมาถึงที่นี่ เจ้ายังมีหน้าถามเช่นนี้ได้” หลังจากดื่มชาอุ่นๆ เข้าไปหนึ่งคำ มู่จิ่นอวี๋ก็ยกมือขึ้นเช็ดปากโดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์พลางพูดว่า “เจ้าออกมาปฏิบัติภารกิจเป็นครั้งแรก และยังเป็นเรื่องที่สำคัญอีกด้วย เหตุใจเจ้าจึงไม่ไปทูลกับเสด็จอาหญิงที่วังหลังสักคำเล่า”
ใช่แล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถพูดจาเป็นกันเองกับโซ่วอ๋องได้ ทั้งหมดเป็นเพราะทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตมาพร้อมกัน
พระสนมเหยาเฟยมีโอรสทั้งหมดสามพระองค์ โอรสองค์โตประสูติออกมาไม่ถึงหนึ่งเดือนก็สวรรคตไปเสียก่อน คังอ๋องโอรสองค์ที่สองแม้จะมีชีวิตจนเติบใหญ่ ทว่าตั้งแต่เกิดจนถึงทุกวันนี้ก็ยังต้องเสวยโอสถอยู่ตลอดเวลา ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าการประชวรหนักในคราใดจะพรากชีวิตของพระองค์ไป มีเพียงโอรสองค์ที่สามโซ่วอ๋อง ที่ไม่เพียงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์แล้ว แต่ยังทรงสง่างามอีกด้วย ในสายพระเนตรของพระสนมเหยาเฟย เขาจึงเปรียบดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์ ใครจะคิดว่าคลาดสายตาเพียงนิด เจ้าตัวจะเดินทางไปไกลถึงฝู่โจวแล้ว
ในความคิดของพระสนมเหยาเฟย สถานที่อาศัยของผู้ประสบภัยคงจะวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ ไม่รู้ว่าลูกชายจะกินอิ่มหรือไม่ ได้พักผ่อนเต็มที่หรือไม่ ด้วยความกังวลใจนี้จึงได้เรียกหามู่จิ่นอวี๋ หมายใจให้หลานชายรีบตามไปช่วยดูแล
เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ชาย ฉู่อวี้ใช้มือทั้งสองกุมถ้วยน้ำชาเอาไว้ ไม่ปริปากพูดสิ่งใดออกมา ความจริงแล้วเมื่อชาติภพก่อนเขาก็หาได้เดินทางด้วยความรีบร้อนเช่นนี้ไม่ เมื่อต้องออกไปว่าราชการเป็นครั้งแรก เขาซึ่งกำลังรู้สึกสับสนในจิตใจได้ไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ก่อนออกเดินทาง ในตอนนั้นเสด็จแม่รู้สึกไม่วางใจเป็นอย่างมาก จึงรับสั่งให้ลูกพี่ลูกน้องที่โตกว่าเขาสองปีร่วมเดินทางไปด้วย แต่สุดท้ายเมื่อถึงฝู่โจวตัวเขาเองไม่เป็นอะไร แต่พี่ชายกลับติดโรคระบาด ทำให้มีอันตรายถึงชีวิต
เมื่อเกรงว่าจะเกิดเรื่องซ้ำรอยเดิม ครั้งนี้เขาจึงเจตนาไม่ไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ นึกไม่ถึงเลยว่าพี่ชายจะตามมาจริงๆ
เชิงอรรถ
^ สำนวนจีน หมายถึง การประดับตกแต่งสิ่งที่สวยงามอยู่แล้วให้สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก เปรียบเปรยถึงการกระทำที่ไม่จำเป็น