บทที่ 35 โครงการใหม่
เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังสนั่นไปทั่วลานหน้าบ้านหัวหน้าหมู่บ้านหลังจากการถกเถียงอันดุเดือดจบลงและหวงจิ่งผูจำต้องยอมแก้ไขสัญญาให้เป็นธรรมชาวบ้านหมู่บ้านวัดเหลียนหนิวต่างก็เหมือนได้ปลดหินก้อนใหญ่ที่กดทับอยู่บนอกมานานหลายปีออกไปเสียที
“รอดแล้ว…พวกเรารอดแล้วจริง ๆ” ชายชราคนหนึ่งพูดพลางใช้แขนเสื้อปาดน้ำตา
“ถ้าไม่ได้เสี่ยวเฉินพวกเราคงถูกรีดจนไม่เหลืออะไรแล้ว”หญิงวัยกลางคนที่นั่งข้าง ๆกล่าวเสียงสั่นก่อนจะหันไปมองเด็กชายที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยสายตาซาบซึ้ง
บางคนถึงกับทรุดตัวลงกับพื้นยกมือขึ้นไหว้ฟ้าดินราวกับได้รับชีวิตใหม่ขณะที่บางคนเดินเข้ามาจับมือหลินเสี่ยวเฉินแน่น พูดขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในขณะนั้นเองเสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัวของเด็กชาย
[ติ๊ง! ช่วยเหลือชาวบ้านแก้ปัญหาหนี้สิน ได้รับคะแนนความสุขเพิ่ม 2700คะแนน]
หลินเสี่ยวเฉินชะงักไปเล็กน้อยยกยิ้มบาง ๆคะแนนจำนวนนี้นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียวและมันหมายความว่าสิ่งที่เขาทำลงไปไม่สูญเปล่า
แต่ถึงแม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความยินดีทว่าไม่นานนักความกังวลก็เริ่มกลับมาเยือนอีกครั้ง
หลังจากหวงจิ่งผูเก็บเงินดอกเบี้ยแล้วจากไปชาวบ้านต่างพากันนั่งล้อมวงกันสีหน้าที่เคยสดใสเมื่อครู่ค่อย ๆ กลับกลายเป็นเคร่งเครียด
“ถึงจะลดหนี้ลงได้มากก็จริง แต่พวกเราก็เพิ่งจ่ายดอกเบี้ยไปหมดแล้ว”ชายวัยกลางคนพูดขึ้น
“ใช่เงินที่เหลือแทบไม่มีแล้วจะเอาอะไรไปซื้อเมล็ดพันธุ์ปลูกรอบหน้าอีกเล่า”อีกคนเสริม
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเป็นระยะความหวังที่เพิ่งจุดขึ้นกลับเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง สายตาของทุกคนค่อย ๆหันไปมองหลินเสี่ยวเฉินโดยไม่ได้นัดหมาย
เด็กชายมองภาพนั้นแล้วก็เข้าใจดีเขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “พวกท่านไม่ต้องกังวลเรื่องเมล็ดพันธุ์”
“เสี่ยวเฉิน…เจ้าหมายความว่าอย่างไร” หัวหน้าหมู่บ้านถาม
“ข้าจะจัดหาเมล็ดพันธุ์ผักมาให้เหมือนเดิม” เขาตอบ“วันนี้ตอนเย็นให้ทุกคนทยอยมารับที่บ้านข้า”
คำพูดนั้นทำเอาชาวบ้านตกตะลึงค่าเมล็ดพันธุ์ผักไม่ใช่ถูก ๆ แล้วหลินเสี่ยวเฉินจะหาเงินจากที่ไหนไปซื้อมาเมื่อครู่คนบ้านหลินเองก็เพิ่งจ่ายหนี้จนเงินแทบหมดบ้านไปเหมือนกันมิใช่หรือ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ เจ้ายังจะให้พวกเราอีกหรือ” หญิงคนหนึ่งถามออกมา
“แต่พวกเรายังไม่มีเงินจ่ายนะ” อีกคนพูดเสียงเบา
หลินเสี่ยวเฉินยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ เอาไปปลูกก่อนพอขายได้แล้วค่อยจ่ายทีหลัง”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่” เขาพูดแทรก น้ำเสียงหนักแน่น“ถ้าพวกท่านไม่มีทุนจะเอาอะไรไปเริ่มต้นใหม่ พวกเราต้องเดินต่อไปไม่ใช่หยุดอยู่เพียงเท่านี้”
“แล้วเจ้าล่ะเจ้าจะเอาเงินจากที่ใดไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาให้พวกเรา”หัวหน้าหมู่บ้านเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
“ข้าทำงานที่ร้านเถ้าแก่หลิวทุกวันพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง อีกอย่างข้ารู้จักกับคนขายข้าซื้อได้ในราคาที่ไม่แพงอยู่แล้ว พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกขอแค่พวกท่านตั้งใจปลูกผักมาขายส่งต่อให้ข้าให้ได้มาก ๆ ก็พอแล้ว” เด็กชายพูดไปยิ้มไปเป็นการให้กำลังใจชาวบ้านไปด้วย
บรรยากาศเงียบลงไปชั่วครู่เสียงพูดกันอย่างซาบซึ้งดังขึ้นอีกครั้ง
“เสี่ยวเฉิน…เจ้าช่างเป็นคนดีจริง ๆ”
“พวกเราจะไม่ลืมบุญคุณนี้แน่นอน”
“พวกท่านอย่าได้พูดถึงบุญคุณเลย”หลินเสี่ยวเฉินส่ายหน้าเบา ๆ “พวกเราต่างก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน พวกท่านปลูกผักส่งให้ข้าข้าเอาไปขายก็ได้กำไร พึ่งพากันเช่นนี้ย่อมดีที่สุด”
พวกเขาขอบคุณเด็กชายผู้เป็นความหวังของหมู่บ้านอีกครั้งหลังจากนั้นชาวจึงค่อย ๆแยกย้ายกลับไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากตอนมาอย่างสิ้นเชิง แม้จะยังมีปัญหาทว่าก็มีความหวัง
เมื่อกลับมาถึงบ้านหลินทั้งครอบครัวก็มานั่งรวมกันในห้องหลักสีหน้าของทุกคนยังคงเคร่งเครียดเล็กน้อย
หลินกวงเป็นคนเปิดประเด็นก่อน“เสี่ยวเฉิน...เรื่องเรียนของเจ้าพวกเราควรคุยกันให้ชัดเจนเสียที”
“ใช่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้ว ถึงจะยังลำบากอยู่บ้างแต่ก็ควรคิดถึงอนาคตของเจ้า”จางเว่ยเยียนพยักหน้า
หลินอวี้หรานมองน้องชายด้วยสายตาจริงจัง“ข้าพูดไปก่อนหน้านี้แล้ว เจ้าควรไปเรียน”
“ข้าก็ไม่ได้ปฏิเสธหรอกแต่เรื่องเงินนี่สิพวกเรามีเหลือกันอยู่เท่าไรหลังจากจ่ายดอกเบี้ยให้กับเจ้าเมืองหวงไปแล้ว” หลินเสี่ยวเฉินถอนหายใจเบาๆ
“เรื่องเงินพวกเราลองคำนวณกันแล้ว” หลินกวงพูดพลางหยิบถุงเงินออกมา“ตอนนี้ที่บ้านเรามีอยู่ทั้งหมด 6 ตำลึง”
“6 ตำลึง” หลินเสี่ยวเฉินทวน
“ค่าเล่าเรียนปีหนึ่ง 4 ตำลึง” หลินอวี้หรานเสริม“ถึงจะแพงแต่ก็ยังพอจ่ายได้”
“แต่ถ้าจ่ายไปแล้ว พวกเราจะเหลือเงินแค่ 2 ตำลึงแล้วจะเอาอะไรใช้ในบ้าน” เด็กชายขมวดคิ้ว
“พวกเรายังมีผักยังมีอาหารอยู่ ไม่ถึงกับอดตายหรอก” จางเว่ยเยียนยิ้มอ่อน
“ใช่ ข้ากับแม่เจ้าทำงานหนักขึ้นอีกหน่อยก็ได้” หลินกวงพยักหน้า
หลินเสี่ยวเฉินนิ่งไปเขามองหน้าทุกคนทีละคน ทำท่าทางเหมือนกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างจากนั้นก็ส่ายหน้า
“ไม่ได้ ข้าไม่ยอมให้ทุกคนต้องลำบากเพราะข้าคนเดียว” เขาพูดน้ำเสียงเป็นกังวลไม่น้อย
“นี่ไม่ใช่เพราะเจ้า แต่เพราะพวกเราทุกคนฝากความหวังไว้กับเจ้า”หลินอวี้หรานพูดทันที
“เช่นนั้นปีนี้พวกเราหาเงินได้มากกว่านี้ก่อนดีหรือไม่ข้าไปเรียนปีหน้าก็ได้” หลินเสี่ยเฉินเสนอ
ข้อเสนอของเขาทำให้ทุกคนครุ่นคิดถ้าหลินเสี้ยวเฉินอยู่ช่วยที่บ้านต่ออีกหนึ่งปีไม่แน่ว่าตอนนั้นพวกเขาจะสามารถปลดหนี้ค่าเช่าได้หมดแล้วมีเงินเป็นกอบเป็นกำไปจ่ายค่าเล่าเรียนให้เขาได้อย่างไม่มีปัญหาแต่คนที่ไม่เห็นด้วยก็ยังเป็นหลินอวี้หรานอีกเช่นเคย
“ไม่ได้หรอกอีกไม่กี่เดือนเจ้าก็จะอายุ ๆ 11 ปีแล้ว การเรียนน่ะยิ่งได้เรียนเร็วยิ่งได้เปรียบ ข้าอยากให้เจ้าเข้าเรียนให้เร็วที่สุดเพราะหากเจ้าได้เป็นขุนนางช้าเจ้าจะเติบโตช้า” นางอธิบายนั่นทำให้บิดามารดาเริ่มเห็นด้วยกับนาง
แม้แต่เด็กชายเองก็เริ่มเห็นด้วยกับสิ่งที่พี่สาวพูด“ได้ ข้าจะไปเรียนปีนี้ แต่ข้าขอคิดหาทางก่อน”
เพียงเขาตอบตกลงรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของคนทั้งบ้านทันที
“คิดหาทางอย่างไร” จางเว่ยเยียนถาม
“หากพวกเราต้องการทำเงินให้ได้มากกว่านี้จะหยุดอยู่แค่การทำนาและปลูกผักไม่ได้เพราะการทำนาและปลูกผักนั้นทำได้จำกัด พวกเราทำนานได้เพียงปีละครั้งปลูกผักก็ได้ปีละห้าหกรอบเท่านั้น”
“เจ้าจะทำอะไรอีก” ผู้เป็นบิดาขมวดคิ้ว
หลินเสี่ยวเฉินมองไปที่พี่สาว“พี่หญิง...ข้ามีงานสำคัญให้ท่านทำ”
“ข้าหรือ?” หลินอวี้หรานชี้ตัวเอง
“ใช่” เขาพยักหน้า “พี่หญิงไม่ต้องไปทำงานที่ร้านเถ้าแก่หลิวแทนข้า”
“แล้วจะให้ข้าทำอะไร” หญิงสาวยังคงไม่เข้าใจ
หลินเสี่ยวเฉินยิ้มบางๆ ดวงตาเป็นประกายอย่างมีแผนการ “พวกเราจะทำการค้าอย่างเป็นทางการและข้าจะให้พี่หญิงเป็นคนดูแล”
ได้ฟังแผนการของเด็กชายแล้วทุกคนในห้องชะงักไปทันทีพวกเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องทำการค้ามาก่อน ที่ผ่านมาก็เป็นแค่ชาวนาความรู้อะไรก็ไม่มี แค่ขายผักได้เงินมานี่ก็เป็นเรื่องที่ทำดี้ดีมากแล้วและนี่ถึงขั้นจะทำการค้าจริงจัง ทุกคนกลัวว่าจะไม่ไหว
“เจ้าว่าอย่างไรนะ” หลินอวี้หรานอุทาน
“ข้าจะไปที่หมูบ้านข้าง ๆจะไปชักชวนให้พวกเขาปลูกผักเพิ่มและรับซื้อแล้วพวกเราก็จะได้ผลผลิตอีกมากมายแล้วพวกเราจะเปิดร้านที่ในเมือง ขายทั้งผัก ทั้งข้าว ทั้งปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์”เขาอธิบาย
“แล้วเจ้าจะไปเอาของมากมายพวกนั้นมาจากที่ใด”ทั้งสามคนถามพร้อมกัน
“เรื่องนี้ข้าจัดการได้ไม่มีปัญหา” เด็กชายยืดอกอย่างมั่นใจ
ในใจของเขากำลังคิดว่าเรื่องหาของไม่ใช่เรื่องยากเพราะในระบบเขาสามารถใช้คะแนนความสุขแลกของออกมาได้อยู่แล้วทว่าสิ่งที่ต้องทำก็คือต้องทำให้ผู้คนมีความสุขให้เยอะ ๆแล้วจะได้มีคะแนนเพียงพอที่จะแลกของออกมาส่วนเรื่องค่าเช่าร้านก็ต้องคิดหาทางกันต่อไป
อยู่ๆ เสียงของระบบก็ดังขึ้น เหมือนจะเตือนว่าตอนนี้เขามีคะแนนความสุขเหลืออยู่เท่าไร
[ตอนนี้เจ้ามีคะแนนความสุขเหลืออยู่ที่ 7900 คะแนน]
“7900คะแนนก็ไม่น้อยนี่นา แต่ก็ยังไม่พอ” เด็กชายพึมพำ