Emperor of the Immortal God

    ตอนที่ 49 สี่รุมหนึ่ง

    ไตรภพเดินออกมาจากห้องอธิการบดีในใจเขาครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยุคสมัยนี้ไม่แตกต่างกับโลกเบื้องบน หรือดวงดาราอื่น ๆ ในห้วงสุริยะเลย ผู้คนล้วนกดขี่ ย่ำยี ข่มแหง ผู้อ่อนแอกว่าโดยใช้อิทธิพล อำนาจ

     

    กฎหมายในสังคมปัจจุบันนี้มันสามารถที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมได้เท่าเทียมกันทุกคนได้จริงหรือไตรภพได้แต่งสงสัยในบทเรียนวิชาสังคม เมื่อเขาคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเขาก็ได้ตระหนักดีว่า หากไม่มีเส้นสาย หรือ อำนาจและอิทธิพลย่อมไม่อาจที่จะดำรงอยู่ได้ในสังคมอย่างไม่ถูกรังแก

     

    ฟึบ

     

    “หืม”

     

    ไตรภพหันคอไปด้านขวาในขณะที่เขากำลังเดินกลับไปที่ตึกเรียนพลางคิดอะไรไปเรื่อย ๆเขารู้สึกว่ารอบข้างเหมือนมีคนจ้องมองอยู่

     

    “ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน”

     

    ไตรภพเดินออกจากทางหลักตัดสินใจเดินตัดสนามหญ้าไปอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นโซนของมหาลัยที่ไม่มีคนพลุกพล่านมากนัก

     

    อีกมุมหนึ่งของมหาวิทยาลัยชายสามคนและหญิงหนึ่งคน กำลังใช้กล้องส่องทางไกลจ้องมองไตรภพอยู่ห่าง ๆไกลพอที่จะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

     

    “หรือมันรู้ตัว?“

     

    “บ้ามันจะไปรู้ตัวได้ยังไง เราอยู่ไกลขนาดนั้น”

     

    “พวกแกเบา ๆหน่อยไม่ได้หรือยังไง”

     

    ผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มหันไปต่อว่าผู้ชายทั้งสองคนเธอรู้สึกไม่พอใจในความไม่เป็นมืออาชีพเช่นนี้ พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่าภารกิจในวันนี้คืออะไร

     

    “ประเมินพลังฝีมือได้ไหมเพชรอุมา”

     

    “จับพลังไม่ได้ค่ะหัวหน้า”

     

    “อืมน่าจะเป็นคนธรรมดา”

     

    ผู้ชายอีกคนหนึ่งไว้หนวดเคราเอ่ยถามเพชรอุมา ที่เชี่ยวชาญด้านการวางแผนของกลุ่มทั้งยังมีความเฉียบคมด้านประสาทสัมผัสดีเยี่ยม

     

    “ฆ่ามันเลยไหมครับหัวหน้าเพชรกล้าคนนี้ขออาสาเอง”

     

    “เพียงแค่สามวินาทีเท่านั้นหัวมันหลุดออกจากบ่าอย่างแน่นอน ไว้ใจเพชรสมิงได้”

     

    ชายสองคนเสนอตัวประจบเอาใจผู้ชายอีกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มทั้งสี่คนนี้ได้รับภารกิจมาลอบสังหารจากเจ้านายของคงอินทร์นั่นเอง

     

    “รอจนกว่าในรัศมี500 เมตรจะไม่มีคนอยู่ จากนั้นค่อยโจมตี”

     

    “ครับ/ค่ะ หัวหน้า”

     

    หัวหน้ากลุ่มมีชื่อว่าเพชรคีรีทั้งสี่คนล้วนแต่เป็นผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่ง โดยกลุ่มของพวกเขามีสมาชิกทั้งหมดสี่คนเป็นสี่เสาหลักแห่งองค์กรเพชร ชื่อของทุกคนในองค์กรจะถูกลบเลือนโดยจะได้รับชื่อใหม่ที่ขึ้นต้นด้วย ‘เพชร’ จึงไม่แปลกใจว่าสมาชิกในกลุ่มต่างมีชื่อคล้าย ๆกัน

     

    เพชรคีรีหัวหน้ากลุ่ม เชี่ยวชาญด้านกระบี่ไว มีความสุขุม ดุดัน มีพื้นฐานพลังลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่เก้า

     

    เพชรอุมารองหัวหน้ากลุ่ม เชี่ยวชาญเข็มพิษ มีสมองเป็นเลิศ เจ้าแผนการมีพื้นฐานพลังลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่เจ็ด

     

    เพชรกล้าเชี่ยวชาญด้านการใช้กระบอง นิสัยมุทะลุ กล้าเสี่ยงตายมีพื้นฐานพลังลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่ห้า

     

    เพชรสมิง ผู้อ่อนด้อยที่สุดในกลุ่มเชี่ยวชาญในเพลงดาบหนัก นิสัยเจ้าอารมณ์ไม่แพ้เพชรกล้ามีพื้นฐานพลังลมราณชนชั้นสีม่วง ระดับที่สี่

     

    “หัวหน้าคะฉันอยากถามค่ะ”

     

    “ว่ายังไงเพชรอุมา”

     

    “หัวหน้าคิดว่าพลังของเจ้านายอยู่ระดับเท่าไหร่คะฉันรู้แค่ว่าเป็นพลังลมปราณชนชั้นสีครามเท่านั้น”

     

    เพชรคีรีหันมามองลูกน้องสาวด้วยแววตาขบคิดเขาเองก็สงสัยถึงระดับพลังของเจ้านายเช่นกัน แต่ก็ไม่อาจจะคาดเดาได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากพลังห่างกันถึงช่วงหนึ่งของชนชั้นเป็นช่องว่างทางพลังลมปราณที่มหาศาล

     

    ลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับสิบไม่อาจจะต่อกรกับลมปราณชนชั้นสีครามระดับหนึ่งแม้แต่กระบวนท่าเดียวนี่คือคำอธิบายได้ดีที่สุดถึงความต่างชั้นของช่วงลมปราณ

     

    “ถ้าถามฉันฉันคงว่าคงจะอยู่ในระดับ3 - 5”

     

    “จะไม่ให้เจ้านายเลื่อนพลังการบ่มเพาะได้เร็วได้อย่างไรในเมื่อมีเงินเท่าไหร่ เขาก็ไปกว้านซื้อโสมหิมะและสมุนไพรต่าง ๆ จนหมดไม่แบ่งมาที่เราบ้างเลย”

     

    “หุบปาก!”

     

    เพชรคีรีหันไปดุเพชรสมิงที่พาดพิงเจ้านายแม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเขา ไม่สามารถวิจารณ์อะไรได้

     

    “หัวหน้าพวกเราทั้งสี่คนร่วมเป็นร่วมตายกันมากว่าสิบปี เห็นอยู่ชัด ๆว่าเจ้านายไม่อยากให้หัวหน้าตัดผ่านไปสู่ลมปราณชนชั้นสีครามเขากลัวหัวหน้าจะแข็งข้อกับเขาได้”

     

    “เรื่องนี้ฉันก็เห็นด้วยนะคะพักหลัง ๆ นี้ พวกเราได้ทรัพยากรการบ่มเพาะน้อยมาก ๆน้อยจนไม่รู้ว่าจะชีวิตนี้จะสามารถตัดผ่านได้รึเปล่า”

     

    คราวนี้เพชรอุมาผู้ปราดเปรื่องก็ได้สนับสนุนความคิดของเพชรกล้าและเพชรสมิงหากพูดถึงความผูกพัน พวกเขาทั้งสี่คนรักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งกว่าความสัมพันธ์ที่ห่างเหินระหว่างพวกเขาและเจ้านายอีก

     

    “หยุดพูดได้แล้วเป้าหมายกำลังเดินไปทางนั้น”

     

    เพชรคีรีพยายามเปลี่ยนเรื่องไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่เขาไม่มีอำนาจพอจะต่อต้านเจ้านายผู้ลึกลับได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวความต่างชั้นของพลังลมปราณมันมากจนเกินไป

     

    “เป้าหมายหายไปแล้ว”

     

    “อะไรนะ!!!”

     

    เพชรอุมาเอ่ยอย่างตกใจจู่ ๆ ชายหนุ่มที่พวกเขาติดตามหายไปดื้อ ๆ เหมือนไม่เคยปรากฏมาก่อนสมาชิกที่เหลือต่างรีบยกกล้องส่องทางไกลมองไปทั่วบริเวณ

     

    “หายไปไหนกันเพชรอุมา!”

     

    “ได้ค่ะหัวหน้า”

     

    การที่อยู่ด้วยกันมานานเพชรอุมารู้ว่าเพชรคีรีต้องการอะไร เธอรวบรวมสมาธิผนึกพลังลมปราณวิชาที่เธอเชี่ยวชาญนอกจากเข็มพิษแล้ว ยังเป็นการค้นหาในรัศมีห้าร้อยเมตรนี้แม้แต่มดแมลงก็ไม่มีทางหลุดรอดจากประสาทสัมผัสของเธอได้

     

    “อยู่ตรงโน้นค่ะหัวหน้าสี่ร้อยเมตรในทิศทางสองนาฬิกา”

     

    เพชรอุมาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่จับตัวเป็นรูปร่างของมนุษย์จึงรีบบอกเพชรคีรีทันที

     

    “ในรัศมี 500 เมตร มีผู้คนรึเปล่าเพชรอุมา ?”

     

    “ไม่พบผู้คนค่ะ”

     

    “อืม”

     

    เพชรคีรีเกรงกลัวว่าการลงมืออย่างโจ่งแจ้งในมหาวิทยาลัยพื้นฐานประจำจังหวัดเช่นนี้จะส่งผลให้เกิดผลกระทบตามมา เพราะเป็นการกระทำที่อุกอาจ

     

    ไม่ใช่ว่าเขาเกรงกลัวกับเหล่าเจ้าหน้าที่รัฐทหาร ตำรวจ ฯลฯ แต่สิ่งที่เกรงกลัว คือ การถูกค้นพบ ถูกไล่ล่า ไม่จบไม่สิ้นต่างหากเพราะการฆ่าฟันสำหรับเขาแล้วล้วนเป็นเรื่องปกติของผู้บ่มเพาะ แต่ในสังคมล้วนไม่ใช่ใครที่ฆ่าคนตายต้องติดคุกและรับโทษตามกฎหมาย

     

    “ย้ายตำแหน่งพร้อมกัน”

     

    ฟึบ

     

    ฟึบ

     

    ฟึบ

     

    ฟึบ

     

    ทั้งสี่คนเคลื่อนที่ด้วยวิชาตัวเบาไปยังตำแหน่งที่เพชรอุมาบอกเอาไว้ เมื่อเพชรคีรีให้สัญญาณพวกเขาก็กระโดดขึ้นมาบนต้นมะม่วงใหญ่ เหยียบบนกิ่งไม้ทั้งสี่กิ่ง

     

    “ไม่เห็นมีใครเลย?”

     

    เพชรสมิงเอ่ยถามขึ้นเขาพยายามมองดูรอบ ๆ ทิศทางที่เพชรอุมาบอกแล้ว แต่ก็ไม่พบแม้แต่สุนัขสักตัวหนึ่ง

     

    “เป็นไปไม่ได้ก็ฉันสัมผัสได้ว่าอยู่ตรงนี้”

     

    เพชรอุมาเอ่ยยืนยันประสาทสัมผัสเธอไม่มีทางผิดพลาด เรื่องนี้คนในองค์กรเพชรทุกคนล้วนรู้ดีนอกจากเจ้านายผู้ลึกลับแล้ว เรื่องประสาทสัมผัสล้วนไม่มีใครเทียบเธอได้

     

    “ฉันรู้สึกแปลกๆ”

     

    เพชรคีรีเอ่ยอย่างกังวลดูเหมือนภารกิจครั้งนี้จะไม่ง่ายเหมือนที่คิดไว้แต่แรกแล้วสัญชาตญาณของเขากำลังบ่งบอกว่าเรื่องนี้มีสิ่งผิดปกติอยู่

     

    “เจอแล้วค่ะหัวหน้าใต้ต้นไม้ต้นนั้น”

     

    เพชรอุมาชี้ไปทางต้นไม้ใหญ่อีกต้นหนึ่งสายตาอีกสามคู่มองตามทันที เห็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลากำลังยืนหันหน้าเข้าหาต้นไม้ ทั้งยังหันหลังให้พวกเขาอีกต่างหาก

     

    “ผมจัดการเองงานง่าย ๆ ทุบมันให้สลบ จากนั้นก็เค้นว่ามันเอาของไปไว้ที่ไหน”

     

    เพชรสมิงเอ่ยพลางทะยานล่างลงจากต้นไม้ พุ่งไปที่ชายหนุ่มทันทีเขารู้สึกว่ามันไม่จำเป็นถึงขนาดให้พวกเขาทั้งสี่คนกลุ้มรุมพร้อมกัน

     

    ฟ้าว

     

    ดาบใหญ่ถูกชักออกมาจากด้านหลังเขามือขวากำดาบใหญ่แน่น ระยะทางจากต้นไม้ที่พวกเขายืนอยู่ ถึงตำแหน่งของชายหนุ่มมีระยะทางประมาณหนึ่งร้อยเมตร

     

    เกร้ง

     

    เข็มพิษพุ่งจากทางต้นไม้ใหญ่พร้อมกับกระบี่เข้าปะทะกับดาบของเพชรสมิง ที่กำลังจะบั่นคอชายหนุ่มเพชรสมิงหันไปมองด้านหลังด้วยความตกใจ

     

    “เจ้าโง่ถ้ามันตายขึ้นมา เราจะไปตามของคืนจากที่ไหน ?”

     

    ร่างทั้งสามทะยานร่างลงจากต้นไม้มายืนเคียงข้างเพชรสมิง เพชรคีรีส่ายหัวอย่างจนใจอาการใจร้อนของลูกน้องเขาแก้ไม่เคยหาย จะทำให้งานใหญ่ต้องพังลงง่าย ๆ

     

    “เจ้าหนูไปกับเรา”

     

    “…”

     

    “ไอหนู หัวหน้าฉันพูดกับแกอยู่”

     

    เพชรกล้าตะคอกไปทางไตรภพดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลย ทำเหมือนหูทวนลมราวกับไม่ได้ยินคำพูดเขา

     

    “กวนตีนหรอเดี๋ยวพ่อจะเอาตีนง้างปากหรอก”

     

    เพชรกล้าทนไม่ไหววิ่งเข้าไปใช้เท้าขวาเตะไปบริเวณท้ายทอยของไตรภพ ด้วยแรงเตะเช่นนี้ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ก็มีสิทธิล้มลงด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว

     

    ตึก

     

    “เอ๋”

     

    สายตาทั้งสามคู่ด้านหลังรวมถึงสายตาของเพชรกล้ามองอย่างตื่นตกใจเท้าขวาของเพชรกล้าซึ่งสมควรจะเตะไปบริเวณท้ายทอยกลับถูกหยุดด้วยหลังมือขวาของชายหนุ่ม

     

    ปึก

     

    ไตรภพขยับมือขวาดีดเท้าที่ปะทะอยู่บริเวณหลังมือ ให้กระแทกย้อนกลับทำให้เพชรกล้าเซไปด้านหลังคล้ายจะล้มลง

     

    ”พวกแกทั้งสี่คนตามฉันมาตั้งแต่ออกจากหอประชุมทั้งยังถืออาวุธครบมือมาแบบนี้ ไม่ใช่ว่าต้องการฆ่าฉันหรืออย่างไร ?”

     

    ไตรภพกลับหลัง หันหน้ามาเผชิญกับพวกเขาทั้งสี่คนในตอนแรกไตรภพสัมผัสได้แค่เลือนรางเท่านั้น แต่เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้ในระยะสัมผัสไตรภพจึงมั่นใจว่าถูกสะกดรอยตามจึงใช้วิชาตัวเบามังกรเทพเคลื่อนย้ายหลีกหนีจากการติดตามล่อให้พวกเขามาที่บริเวณนี้

     

    “แกรู้ว่าพวกเราตามแกมา?”

     

    เพชรคีรีพูดเหมือนกับไม่เชื่อคำพูดของไตรภพการสะกดรอยตามของพวกเขาค่อนข้างที่จะสมบูรณ์แบบหากไม่ใช่ผู้บ่มเพาะในระดับสูงกว่าย่อมไม่สามารถสัมผัสได้

     

    “ฮึลมปราณชนชั้นสีม่วงระดับที่เก้า เพียงระดับนี้ กลับเชื่อมั่นในตัวเองสูงขนาดนั้น ?พวกแกมันแค่กบในกะลาจริง ๆ”

     

    “!!!”

    คล้ายกับเรื่องEmperor of the Immortal God ที่คุณอ่าน