หลังจากที่ฟ่านเสวี่ยหลีเข้าไปในภูเขาศักดิ์สิทธิ์เสียงวุ่นวายโดยรอบก็หายไป เขามองไม่เห็นเหล่ามนุษย์เงือกที่อยู่ด้านหลังอีกต่อไป เบื้องหน้ามีขั้นบันไดนับไม่ถ้วนที่เรียงถี่ถึงขอบฟ้าส่วนบนภูเขาสูงมีตำหนักอยู่หลังหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่าตำหนักเมฆา
มนุษย์เงือกทั้งสิบสองตนที่มาถึงตรงนี้ต่างสีหน้าเคร่งขรึมและกำลังก้าวขึ้นบันไดอย่างมุ่งมั่น
แต่ละก้าวราวกับต้องใช้พลังงานมหาศาล และต้องผ่านการขัดเกลานับไม่ถ้วน
แม้แต่หลินเถายังไม่มีเวลาสนใจฟ่านเสวี่ยหลี เพียงจดจ่อกับขั้นบันไดเหล่านี้
“บันไดแต่ละขั้นก็ถูกควบคุมด้วยผนึกอันแข็งแกร่งและมีพลังกดทับการเดินแต่ละก้าวจะได้ดูดซับปราณต้นกำเนิดฟ้าดินไม่น้อย”
ฟ่านเสวี่ยหลีจ้องมองผนึกเหล่านี้แล้วพยักหน้าชื่นชมในใจวิธีการผนึกแบบนี้สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ต่อให้ล้มเหลวก็ได้รับประสบการณ์บ่มเพาะมากมายจากมัน
แต่ฟ่านเสวี่ยหลีกลับทำตัวแตกต่างไปจากเหล่ามนุษย์เงือกเขาหันตัวออกแล้วเดินเข้าไปในเส้นทางเล็กข้างภูเขาสูง ก้าวเข้าไปในดงหญ้ารกร้างแล้วเดินไปยังอีกด้านหนึ่งของภูเขาศักดิ์สิทธิ์
ความผิดปกติของเขาทำให้มนุษย์เงือกสิบสองตนที่อยู่โดยรอบสีหน้าเปลี่ยนและมองฟ่านเสวี่ยหลีอย่างเย้ยหยัน
“มนุษย์ผู้นี้ไม่เดินทางหลัก กลับเลือกเส้นทางพิสดารน่าขันสิ้นดี! เขาไม่รู้หรือว่าหากเดินผิดเพียงก้าวเดียว ก็จะพลาดไปทั้งพันลี้ดูท่าเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาจะส่งเขามาตายจริงๆ แม้แต่จุดนี้ยังไม่ยอมเตือนเขา!”
“เส้นทางรกร้างนั่นเป็นเพียงเขาวงกตที่ไม่มีวันพบทางออกดูท่าเขาคงถูกคัดออกตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มประลองเสียแล้ว ช่างน่าสังเวชเสียจริง...”
หลินเถารู้สึกเย้ยหยัน ก่อนหน้านี้ที่ได้ยินคำพูดของฟ่านเสวี่ยหลียังทำให้เขารู้สึกกังวลเล็กน้อยแต่ตอนนี้เขาถึงกับหลุดยิ้ม คาดไม่ถึงว่าตนจะตกใจกับคำพูดของมนุษย์โง่เขลาผู้นี้ ช่างน่าขันเสียจริง
ฟ่านเสวี่ยหลีเดินอยู่บนเส้นทางรกร้างและออกห่างไปเรื่อยๆ
มันไม่เพียงเป็นคำแนะนำที่เกสรดอกหิมะจันทราในอ้อมอกบอกกับเขาอีกทั้งยังมาจากสายตาปรมาจารย์ปรุงยาที่เขามีตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน
ฟ่านเสวี่ยหลีจ้องมองไปที่พื้น เขาคอยเฉียงและหมุนตัวเป็นระยะเพื่อหลบดอกไม้สีสันสดใสที่อยู่โดยรอบด้วยสายตาปรมาจารย์ปรุงยาของเขาย่อมรู้ว่าหญ้ารกจำนวนมากที่อยู่บริเวณนี้สามารถทำให้ตายเมื่อเผลอสัมผัสซึ่งแม้แต่เขายังไม่สามารถหวนคืนกลับมา
สาเหตุที่มนุษย์เงือกตนอื่นไม่มาเส้นนี้เป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถรับมือพืชพรรณเหล่านี้แต่พวกเขาหาได้รู้ฝีมือที่แท้จริงของฟ่านเสวี่ยหลี
ฟ่านเสวี่ยหลีทำเช่นนี้จนไปถึงยอดเขาอย่างช้าๆ และในที่สุดก็ไปถึงหน้าประตู“ตำหนักเมฆา” ที่เห็นก่อนหน้านี้ ลมปราณร้อนผ่าวที่เกสรดอกหิมะจันทราสัมผัสได้ก็แผ่มาจากที่แห่งนี้
หากมนุษย์เงือกตนอื่นเห็นฉากนี้จะต้องตกใจจนหน้าซีดแน่นอนเนื่องจากพวกเขาเคยผ่านบททดสอบมากมายจากการทดสอบในอดีต กลับไม่เคยมีใครได้ผ่านเข้าไปในประตูตำหนักบานนี้แต่ฟ่านเสวี่ยหลีกลับมาถึงจุดที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างใฝ่ฝันได้อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ร่างกายของฟ่านเสวี่ยหลีเกร็งแน่น เนื่องจากเขาสัมผัสได้ถึงพลังแห่งวิถีสวรรค์อันยิ่งใหญ่กำลังถาโถมเข้ามามันก่อเกิดเป็นพันธนาการขึ้นตรงหน้าเขา และมีห้วงมายาแห่งหนึ่งเปิดออก
การจะเข้าไปในตำหนักเมฆาจำเป็นต้องผ่านการทดสอบอันยิ่งใหญ่นี้
ฟ่านเสวี่ยหลีพลันเห็นแสงดวงหนึ่งตกลงมาจากอากาศ และเขาก็เข้าไปในห้วงมายา
เขาพบว่าตัวเองกำลังอยู่บนหน้าผาที่มีหินรูปร่างประหลาดนับไม่ถ้วนอยู่โดยรอบ
ส่วนเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มคนตัดไม้ ร่างกายอ่อนล้าและไร้ตบะ
ไกลออกไปมีเสือหิวโซนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งเข้าหาเขา
ดวงตาของพวกมันแดงก่ำ จิตสังหารแผ่ซ่าน ดูยากเกินต้านท้านเห็นได้ชัดว่าเสือเหล่านี้ไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว
บนท้องฟ้าในเวลานี้ปรากฏข้อความขึ้น “เสือร้ายอยู่เบื้องหน้า จะเสวนาศาสตร์อย่างไร ”
มันเป็นบททดสอบที่ยากมากในบรรดาบททดสอบจำนวนมากมายของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ต้องเผชิญกับเสือร้ายแบบนี้ ศ้ำเนื้อกายยังไร้ประโยชน์ ต้องถูกเสือดุร้ายกลืนกินโดยไม่สามารถหลบหนีและต่อต้าน
ผู้ศึกษาศาสตร์ต้องรู้จักเหตุการณ์ “สละชีพป้อนเสือ” แน่นอน แต่กรณีนั้นเป็นการพบเจอเสือที่ใกล้หมดลมหายใจ อีกฝ่ายไร้กำลังทำร้ายเจ้าและเจ้าก็ยอมสละเนื้อกายตนเพื่อช่วยชีวิตเสือ ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์ตรงหน้าโดยสิ้นเชิง
มันจึงถูกจัดเป็นบททดสอบที่ยากมากและตั้งอยู่บนยอดเขาเมฆาเดิมทีมันมีเพื่อให้ผู้ทดสอบลำบากใจ ทำให้ทุกคนรู้ว่าการศึกษาศาสตร์ที่แท้จริงนั้นง่ายในช่วงต้นยากในช่วงท้าย และการศึกษานั้นไร้ที่สิ้นสุด
การจะผ่านบททดสอบนี้อย่างราบรื่นด้วยเนื้อกายธรรมดาเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ขณะที่เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ฟ่านเสวี่ยหลีก็จมดิ่งสู่ห้วงความคิด
“แม้จะเป็นเนื้อกายธรรมดา ลมปราณมีขีดจำกัดและไม่สามารถใช้หัตถ์ทรงพลังทั้งหลาย แต่ก็มีหัตถ์มายาพิบัติของปรมาจารย์ปรุงยาอันหนึ่งที่ใช้ได้พอดี!”สายตาของฟ่านเสวี่ยหลีเปล่งประกายแสงสีทอง และแสดงหัตถ์มายาพิบัติออกมาในชั่วพริบตา
หลังจากที่ฟ่านเสวี่ยหลีใช้หัตถ์ แสงสีขาวบริสุทธิ์นับไม่ถ้วนก็แทรกซึมเข้าไปในตัวเขาและคนตัดไม้ที่อยู่โดยรอบทำให้เสือร้ายเหล่านั้นเห็นมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าเป็นแค่หินรูปร่างประหลาดเท่านั้น
จากนั้นเสือดุร้ายเหล่านี้ก็เดินผ่านเหล่ามนุษย์ไป
ในขณะเดียวกัน เหล่าคนตัดไม้ข้างกายฟ่านเสวี่ยหลีที่อยู่ภายใต้หัตถ์ก็เห็นเสือเหล่านั้นเป็นแค่ก้อนหินขนาดใหญ่เท่านั้นเช่นกันพวกเขาจึงไม่สนใจและตัดไม้ต่อไป
เมื่อคนตัดไม้มีจิตใจเป็นหนึ่ง เสือหิวโซที่ดุร้ายก็เป็นแค่หินประหลาดที่ผอมแห้งในสายตาพวกเขา
จากนั้นฟ่านเสวี่ยหลีอาศัยหัตถ์หลอมเป็นข้อความขึ้นบนอากาศ“เมื่ออยู่ต่อหน้าก้อนหินหาได้จำเป็นต้องเสวนาศาสตร์”
ศาสตร์ที่แท้จริงคือการเมินต่อสิ่งเร้าภายนอก ศาสตร์ที่จริงแท้อยู่ภายในใจต่อให้มีสาวงามยั่วยวนอยู่ตรงหน้า แท้จริงก็เป็นแค่โครงกระดูกในสายตาแห่งสัจธรรมเท่านั้น
เมื่อข้อความของฟ่านเสวี่ยหลีปรากฏขึ้นบนอากาศทั้งห้วงมายาก็พังทลายในทันที จากนั้นพลันมีตัวอักษรคำว่า “เจ๋อ” ตกจากฟ้าลงมาที่มือของฟ่านเสวี่ยหลี และประตูตำหนักเมฆาก็เปิดออกให้เขา
อักษร “เจ๋อ”นี้เรืองแสงสีทองและประทับลงกลางฝ่ามือของฟ่านเสวี่ยหลี มันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเขาผ่านการทดสอบนี้แล้ว
จากนั้นฟ่านเสวี่ยหลีก็เข้าไปในตำหนัก
เขาได้ฝ่าด่านยากที่ไม่มีใครผ่านได้ในรอบหลายสิบปีหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าจะทำให้เหล่ามนุษย์เงือกตกตะลึงอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้เงือกตนอื่นต่างอยู่ที่เชิงเขาจึงไม่รู้เรื่องนี้ทว่าภายในตำหนักกลับมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจ
ภายในตำหนักดูสง่าและเคร่งขรึม จัดวางไปด้วยรูปปั้นมนุษย์เงือกมากมายให้กลิ่นอายโบราณและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
รูปปั้นมนุษย์เงือกอันหนึ่งที่อยู่ตรงกลางสุดของตำหนักดูแปลกประหลาดอย่างยิ่งมันกางแขนทั้งสองข้างออกและหงายฝ่ามือขึ้นฟ้า กำลังแสดงหัตถ์หลอมรวมอันแปลกประหลาดราวกับต้องการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีสวรรค์ บนใบหน้ามีรอยยิ้มภาคภูมิใจ
แต่เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีกวาดตามองผ่านๆ ก็พบว่ารูปปั้นเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงของไร้ชีวิตไม่สามารถสร้างภัยคุกคามต่อเขาได้
กลางตำหนักมีดอกชงโคที่บานสะพรั่งอย่างงดงาม ราวกับมีพลังชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุด
ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีรู้สึกว่าเกสรดอกหิมะจันทราในอ้อมอกร้อนผ่าวถึงขีดสุดมันบินพุ่งออกไปด้วยตัวเอง และตกลงไปที่ใต้ดอกชงโคตรงกลางตำหนัก ราวกับต้องการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดอกชงโคแต่กลับทำไม่ได้
“หืม? ดอกชงโคมีอะไรผิดปกติกัน”
ฟ่านเสวี่ยหลีเดินไปตรงหน้าดอกชงโค เขาพบว่าดอกชงโคนี้มีลมปราณที่เข้มข้นมากลมปราณของมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเกสรดอกหิมะจันทรา เกรงว่าจะเป็นสมบัติที่พบได้ยากมาก
เขาใช้หัตถ์หลอมรวมเสริมเข้าไป
หัตถ์หลอมรวมชนิดนี้เป็นหัตถ์ที่ผ่านการปรับปรุงโดยตัวเขาซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าหัตถ์หลอมรวมทั่วไปหลายสิบเท่า
ทันใดนั้น รูปปั้นมนุษย์เงือกที่มีรอยยิ้มภาคภูมิใจตรงกลางตำหนักก็เคลื่อนสายตาจ้องมองหัตถ์หลอมรวมของฟ่านเสวี่ยหลีและเผยสีหน้าประหลาดใจ