ตอนที่ 72
ยกขบวน
หวังเจิ้งหู่ย่อมมิได้มาเพียงลำพัง เพราะข้างกายของมันยังโอบประคองมาด้วยสตรีผู้หนึ่ง สตรีที่หานเฟิงเห็นแล้วก็รู้สึกว่าคุ้นหน้าคุ้นตานัก กระทั่งต่อมาก็จดจำได้ ว่าสตรีผู้นี้คือสุ่ยหลิงเยว่ หญิงสาวผู้คว้ากุมหัวใจของสหายมัน
หากทว่า สุ่ยหลิงเยว่ในวันนี้หาได้ดูเช่นสาวน้อยที่แสนจะบริสุทธิ์ใสซื่อเช่นคราวก่อน เพราะนางที่เห็นอยู่นี้ เนื้อตัวอวบหนา ทั้งท้องก็โตอุ้ยอ้าย กลับกลายเป็นสาวท้องแก่ใกล้คลอดนางหนึ่งไป
“ หืม!!! เจ้าก็ตั้งครรภ์แล้ว...”
คำกล่าวนี้หานเฟิงย่อมมอบต่อสุ่ยหลิงเยว่
“ เพ่ย ใครมันจะเหมือนเจ้า จนป่านนี้แล้ว เมียสักคนก็ยังไม่มี” กลับเป็นหวังเจิ้งหู่ที่ตอบแทน
หานเฟิงคิ้วกระตุก หากมิทันได้กล่าวคำใดก็เห็นว่ามารดาของตนเดินตรงเข้าไปประคองสุ่ยหลิงเยว่แล้ว
“ เยว่เอ๋อร์ เจ้าท้องแก่ใกล้คลอด ไฉนไม่พักผ่อนอยู่บ้าน”
จะอย่างไร มารดาของหานเฟิงก็เป็นคนตระกูลสุ่ย พบบุตรหลานตระกูลสุ่ยด้วยกัน ย่อมเอ็นดูดุจดั่งบุตรธิดาตัวเอง อีกทั้ง บิดาของซุ่ยหลิงเยว่ก็เป็นถึงพี่ชายคนโตของท่าน ไหลเลยจะคิดกับนางเป็นคนอื่นคนไกล
“ หลิงเยว่ได้ยินว่าหานเฟิงกลับมาแล้ว จึงอยากจะมาแสดงความยินดีต่อท่านอา” กล่าวจบก็พากันจากไปนั่งคุยที่มุมหนึ่ง
ส่วนหวังเจิ้งหู่ที่สองแขนมิต้องประคองภรรยา ก็สาวเท้าเข้าหาหานเฟิง มันกางแขนออก ก่อนจะโอบกอดสหายที่จากไปเกือบจะสองปี
“ ยินดียิ่ง ที่เจ้าปลอดภัยกลับมา หากพี่ชายข้ารู้ข่าว คงจะยินดีมิใช่น้อย”
“ หวังมู่? แล้วพี่สาวเจ้า หวังซูเหยา นางเป็นเช่นไรบ้าง?”
“ เพ่ย บุตรสาวข้าเป็นเช่นไร นั่นข้องเกี่ยวอันใดกับเจ้า”
หากที่ตอบคำกลับเป็นหวังจินเต๋อ มันที่ขยับร่างท้วมๆเดินตามเข้ามาเป็นคนสุดท้าย
“ พอเจอหน้าก็ถามถึงบุตรสาวข้า แท้ที่จริงเป็นเจ้าคิดอันใดต่อนางกันแน่ แต่ถ้าหากคิดหวังจะตบแต่งนางเป็นภรรยา ข้าบอกไว้ก่อนว่า เด็กน้อยเช่นเจ้ายังคงอย่าได้หวังอันใด เพราะนางยามนี้หาใช่ตัวตนเช่นเจ้าจะไขว่คว้าเอื้อมถึง นางที่มีโอกาสได้กราบพบอาจารย์จากนครหลวง มีอนาคตยาวไกล สามีนางย่อมมิใช่เพียงชนชั้นธรรมดา...”
“ สุนัขเฒ่า!!! มาถึงก็จ้องแต่จะคุยข่ม ให้มันน้อยๆหน่อยได้หรือไม่” เสียงกล่าวที่เต็มไปด้วยความขุ่นข้องนี้ย่อมเป็นของหลี่หานซาน
“ เพ่ย หากมิใช่ข้าเข้ามาก็ได้ยินบุตรชายเจ้าถามหาบุตรสาวข้าละก็นะ…”
“ แล้วนั่นเกี่ยวข้องอันใดมิทราบ... คิดว่าบุตรสาวเจ้ามีความสำเร็จเลิศล้ำแต่เพียงผู้เดียวหรือไร?”
“ แล้วบุตรชายเจ้ามีอันใดเปรียบได้กับบุตรสาวข้า?”
“ เช่นนั้นเจ้าก็ลองตรวจสอบความสำเร็จมัน”
“ โถ่ กะอีแค่ปราณปฐพี…”
“ ขั้นปลาย!!!”
หวังจินเต๋อโพลงคำอย่างแตกตื่น เรียกเป็นเสียงหัวร่อด้วยความสาแก่ใจจากหลี่หานซาน จากนั้นจึงพาให้ทั้งหานเฟิงและหวังเจิ้งหู่ที่ชมมอง ต้องส่ายหน้าอย่างระอา
“ ความสำเร็จเจ้า ปราณปฐพีขั้นปลายแล้ว?” เป็นหวังเจิ้งหู่ที่กล่าวคำขึ้น ในน้ำเสียงเจือความตระหนกไม่น้อย
“ อื่ม พานพบโชควาสนาในคราเคราะห์อยู่บ้าง”
“ นั่นก็ดีแล้ว กลับมาครานี้คงไม่จากไปอีกกระมัง”
“ ฮาๆ ๆ ย่อมอยู่กับพวกเจ้า ไหนเลยจะจากไป หากเป็นเจ้า ที่ยามนี้มีทายาทแล้ว ข้ายินดีด้วย แล้วก็ขอโทษด้วย ที่วันแต่งของพวกเจ้า มิอาจนำของขวัญไปมอบ มิอาจไปร่วมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว”
“ อย่าได้คิดเล็กคิดน้อย เจ้ากลับมา นั่นจึงนับเป็นของขวัญวันแต่งงานที่ประเสริฐสุด มาเถอะ เล่าให้ข้าฟัง ว่าเกือบสองปีมานี้เจ้าพานพบสิ่งใดมา...”
คนทั้งหมดจับกลุ่มพูดคุยกัน กระทั่งเข้าสู่ช่วงบ่าย คนจากตระกูลหวังจึงได้ขอตัวกลับ หานเฟิงที่วันนี้ได้สนทนากับหวังเจิ้งหู่ก็รู้สึกสมใจ ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆมากมาย ในระหว่างที่มันไม่อยู่นี้
อาธิเช่นเรื่องของหวังซูเหยา นางที่ได้อาวุโสจากวังยุทธ์สาขาหลักรับตัวไปเป็นศิษย์ จึงนับเป็นบุญวาสนาของนางยิ่ง บิดานางจึงได้กลายเป็นหลงลำพอง
ส่วนคู่กัดของนาง ลู่เฉิน มันที่เมื่อครึ่งปีก่อนก็ได้เข้าพิธีวิวาห์ แต่งกับเจ้าสาวต่างเมือง จึงเป็นอันว่า เรื่องราวของคู่รักคู่กัดกลับมิได้เกิดขึ้นจริง
ส่วนหวังมู่ ชายชาตรีที่สัตย์ซื่อถือมั่น หานเฟิงได้ทราบว่า ในวันนั้นที่ตำหนักอัคคีปิดลง แล้วตัวมันมิได้กลับออกมา กลับเป็นหวังมู่ผู้นี้ ที่ตีอกชกตัว โทษว่าเป็นความผิดของตน มันกระทั่งไปนั่งที่หน้าผาเพื่อสำนึกผิดอยู่หลายวัน
ส่วนเรื่องราวอื่นๆที่วังยุทธ์ ก็ไม่มีใดแปรเปลี่ยนไปมากนัก อีกทั้งยังมีหลายคนที่มันไม่รู้จัก ฟังไปจึงมิค่อยทราบรู้เรื่องราว
กระทั่งตกเย็น ภายในคฤหาสน์ตระกูลหลี่ก็มีงานเลี้ยงสังสรรค์ มิได้เชื้อเชิญแขกเหรื่อจากภายนอก ผู้ร่วมงานก็มีแต่ข้ารับใช้ภายในตระกูล บรรยากาศครึกครื้นชื่นมื่น ทุกคนต่างโอภาปราศรัยกันอย่างมีความสุข ดึกดื่นงานเลี้ยงก็เลิกรา ทุกคนกลับเข้าที่พักนอน
พอรุ่งเช้า ทุกสิ่งอย่างยังคงปกติ การกลับมาของหานเฟิงแม้จะทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นยินดี หากกิจการงานของตระกูลยังต้องดำเนินสืบไป ซึ่งหานเฟิงที่อยู่ว่าง ก็มิได้คิดจะอยู่ว่าง จึงได้พาซวงเอ๋อร์และจิ่วโม่ไปช่วยงานของตระกูล เด็กน้อยซวงเอ๋อร์ก็เป็นที่รักใคร่ ผู้ใดพบเห็นก็ถูกใจชื่นชม ซึ่งหานเฟิงที่เห็นว่านางยิ้มแย้มแจ่มใสก็ยินดียิ่ง ขบคิดว่าตนคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ตัดสินใจพานางร่วมมา
และแล้ววันเวลาก็ล่วงผ่าน สองวัน สามวัน... กระทั่งผ่านไปถึงวันที่เจ็ด เป็นก่อนเวลานัดหมาย ที่หลงซุนจะนำนาวาเหินหาวกลับมารับหานเฟิงไปร่วมงานที่วังมังกร ก็ได้ปรากฏมีแขกเหรื่อพากันมาเยี่ยมเยียน
“ หานเฟิง ข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว... ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นความผิดข้า วันนั้น หากข้าไม่น่าปล่อยให้เจ้าล่องูจากไป เจ้าคง...”
แน่นอน คนผู้นี้คือหวังมู่ มันที่ตอนนี้ใช้ร่างอันยักษ์ใหญ่กอดรัดหานเฟิงแน่น ชมดู คล้ายว่ามันจะสิงเข้าไปในร่างของหานเฟิงก็มิปาน
“ พ พอแล้ว เจ้าจะกอดข้าอันใดนักหนา ข้าที่ไม่ตายในวันนั้น คงได้ตายวันนี้ด้วยน้ำมือเจ้าจริงๆแล้ว”
แน่นอนว่าหานเฟิงมิได้จะขาดใจตายจากการกอดของมัน แต่เป็นเพราะถูกชายหนุ่มด้วยกันกอดรัด จึงอดรู้สึกไม่สบายใจ อีกทั้ง จากที่ได้ยินได้ฟังมา หวังมู่ที่อายุจะเข้าเลขสามผู้นี้ หากกลับยังมิได้ตบแต่งภรรยา มันที่กระทั่งชายตามองสตรียังไม่มี จึงอดคิดไปไม่ได้ ว่ามันจะเป็นพวกที่ชื่นชอบในบุรุษด้วยกัน…
“ ยินดียิ่ง ที่เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย”
เสียงอันคุ้นเคยนี้ดังขึ้นจากด้านหลังของหวังมู่ หานเฟิงเหลียวหน้าชมดู ก็เห็นว่าผู้กล่าวเป็นซูหยวนป้า อาจารย์ที่ปรึกษาในครั้งนั้นของมัน
และแน่นอนว่า ที่มา ย่อมมิใช่เพียงหวังมู่และซูหยวนป้าแค่สองคน เพราะที่หานเฟิงแลเห็น ก็มีทั้งซูเยว่ สหายทั้งสี่ของหวังมู่ ที่หานเฟิงพบได้พบเจอกันที่ตำหนักอัคคี นอกจากนี้ก็ยังมีจ้าววังยุทธ์เมฆครามเขตสิบสอง ซีคงเล่ย อีกทั้งรองเจ้าวัง ที่เป็นผู้นำพาหานเฟิงและคณะเข้าร่วมตำหนักอัคคีในครานั้น
หานเฟิงที่พอเห็นผู้คนที่ทั้งคุ้นเคยและไม่ค่อยจะคุ้นเคยเดินเข้ามา ก็สืบเท้าขึ้นหน้า ประสานมือคารวะ แล้วกล่าวคำ
“ ผู้เยาว์หานเฟิงคารวะทุกๆท่าน ขออภัยที่มิได้ไปเยี่ยมเยียน จึงต้องลำบากพวกท่านเดินทางมาไกลแล้ว”
“ ฮาๆ ๆ ไหลเลยไกล ระยะทางเพียงแค่เท้านี้ พวกข้าที่ทราบข่าวว่าเจ้ากลับมา ก็พากันรีบมาพบเจ้าในทันที”
ผู้กล่าวเป็นซูหยวนป้า ในกลุ่มคนที่มานี้สมควรเรียกได้ว่าเป็นมันที่สนิทและคุ้นเคยกับหานเฟิงที่สุด
“ ข้าแจ้งข่าวเรื่องการกลับมาของเจ้าไปยังวังหลวงแล้ว...”
ครานี้ผู้กล่าวเป็นซีคงเล่ย จ้าววังยุทธ์เมฆครามเขตสิบสอง
“ หากยังคงช้าไป องค์หญิงท่านได้เสด็จไปกับผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่วังมังกรแล้ว”
“ องค์หญิง? ไฉนจึงต้องบอกกล่าวต่อนาง?”
“ เป็นองค์หญิงท่านฝากฝั่งตระกูลหลี่ไว้แก่ข้า…”
กล่าวเพียงเท่านี้ หากสายตาที่จับจ้องสื่อเป็นนัยบางประการ กระทั่งที่หานเฟิงเหลียวหน้ามองดูผู้คน สายตาที่จับจ้องมองมา กลับมิได้ต่างกันเลยแม้แต่น้อย
“ แค่กๆ ๆ ๆ...” หานเฟิงแสร้งเป็นไอกลบเกลื่อน “ ขอบคุณท่านจ้าววังที่ช่วยดูแลตระกูลหลี่ข้า ส่วนองค์หญิง ไว้พบเจอนางที่นั่น คงต้องกล่าวคำขอบคุณต่อนางสักคำ”
ก็เพียงแค่คำกล่าวทั่วไป ฟังผ่านแล้วก็เลยผ่านไป ไม่ต้องเก็บมานึกคิดอันใดอีก หากจะมีก็แต่บางคนที่จับใจความบางอย่างไว้ได้ทัน คนผู้นั้นจึงรีบกล่าวความขึ้นโดยทันใด
“ ที่นั่น!!... เป็นเจ้าว่าที่ใด?” ผู้กล่าวเป็นรองจ้าววังชราผู้นั้น
“ ย่อมเป็นที่วังมังกร”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอวดโอ้ภูมิใจ หากที่กล่าว กลับมิใช่หานเฟิง ทั้งมิใช่คนที่ยืนอยู่ ณ ที่ตรงนี้
“ เจิ้งหู่ เจ้าไฉนไม่รอข้ากลับ แล้วค่อยมา นี่ข้าก็กำลังจะไปแล้ว” หานเฟิงกล่าวคำขึ้น
“ เพ่ย เรื่องอะไรต้องให้เจ้าไปสนุกแค่คนเดียว ข้าย่อมต้องไปด้วย…”
“ แต่…” หานเฟิงคิดกล่าวแย้ง หากมิทันได้กล่าวความก็พลันถูกเสียงที่ดังกว่าแทรกคำ
“ เดี๋ยว... เมื่อครู่ที่เจ้าหนุ่มนั่นพูด เป็นเรื่องจริง?...”
หานเฟิงเหลียวมอง ก็เห็นว่าผู้กล่าวเป็นซีคงเล่ย จึงตอบกลับไปสั้นๆว่า “ จริง” จากนั้นจึงรีบหันกลับไปเอาความกับเจ้าสหายที่มิได้รู้กาลเทศะผู้นี้ต่อ
“ เจิ้งหู่ ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะพาใครไปด้วย แล้วนั่นอะไร…” หานเฟิงมองเซ่อ เมื่อเห็นว่าที่ติดตามมายังมี สุ่ยหลิงเยว่ที่ท้องโตเพราะตั้งครรภ์ กับหวังจินเต๋อที่ท้องโตเพราะอาหาร
“ ข้าย่อมนำภรรยาและบิดาของข้าไปด้วย เป็นภรรยาข้าใกล้คลอดแล้ว ให้นางได้ชมสถานที่สวยๆงามๆเช่นวังมังกร ข้าคิดว่าคงดีไม่น้อย”
“ นั่น…”
หานเฟิงคิดกล่าวแย้ง หากกลับถูกฝ่ามือที่หยาบหนาฉุดรั้งบ่าไหลจนตัวหมุน ก่อนที่มันจะได้เผชิญเข้ากับใบหน้าอันสัตย์ซื่อถือมั่นของหวังมู่ เห็นใบหน้าที่จับจ้องมองมาอย่างแน่วนิ่ง ก่อนที่ปากจะเผยอเปิดขึ้นกล่าวว่า
“ ข้าไปด้วย”
หานเฟิงอึงงัน คิดกล่าวคำแย้ง พลันได้ยินเสียงบิดาตะโกนขึ้น
“ เสี่ยวหู่ ต้าหู่ ของที่ข้าให้พวกเจ้าจัดเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่... ที่รัก เจ้ากับซวงเอ๋อร์แต่งตัวกันพร้อมแล้วหรือยัง พวกเราใกล้จะเดินทางกันแล้ว”
“ ท่านพ่อ นั่นพวกท่านจะไปที่ใด?” หานเฟิงรีบโพลงขึ้น หากภายในใจคล้ายจะรู้คำตอบ
“ ย่อมไปกับเจ้า”
บิดาก็เป็นไปกับเข้าด้วย…
“ พี่ใหญ่ ข้าพร้อมแล้ว” ซวงเอ๋อร์น้อยในชุดกระโปรงแดงที่ดูน่ารักกระโดดมาราวกับกระต่าย
“ ข้าเองก็พร้อมนานแล้วเจ้าหนู” ที่ตามมาก็เป็นจิ่วโม่
“ แม่พร้อมแล้ว ลูกดูแม่สิ แม่แต่งชุดนี้เป็นยังไงบ้าง?” มารดาเดินเข้ามาพร้อมกับชุดแดงที่เข้ากันกับซวงเอ๋อร์
“ ท่านผู้นำ สิ่งของที่ท่านสั่งการเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้วขอรับ” เป็นเสี่ยวหู่ที่เข้ามากล่าวกับบิดา
“ นำเข้ามา”
สิ้นคำของบิดา จึงค่อยเห็นผู้คนขนเอาสิ่งของมาสารพัดมากองรวม ซึ่งที่เห็น ก็มีทั้งเสื่อ ผืนผ้าที่บับเอาไว้กองใหญ่ ทั้งเคลื่องดนตรีก็มี พอมากเข้าก็ชมดูราวกับสิ่งของในคณะการแสดงชุดหนึ่ง ทั้งสิ่งของก็กองพะเนินจนดูราวกับภูเขาจำลอง
หานเฟิงชมมองจนตาลาย อยากจะกล่าวคำทักท้วง หากมิทันไรก็ถูกบิดาคว้าแขนไว้ แล้วกล่าวคำ
“ ส่งแหวนมิติของเจ้ามา แหวนของบิดาใส่ไม่พอแล้ว”
หานเฟิงมองเซ่อ ยังคงคิดกล่าวแย้ง หากได้เพียงแค่เปิดปาก ผู้หวังดีก็ขันอาสาเข้ามาโดยพลัน
“ ท่านอาหลี่ไม่ต้อง... ใช้แหวนข้าเอง” มิใช่ใครอื่น หากเป็นหวังมู่ มันที่มิได้แค่มาเปล่า ยังมีหน้าหันกลับไปโบกมือเรียกหาสหาย
“ พวกเจ้าก็มาด้วย แบ่งๆกันไป แหวนข้าคนเดียวคงเก็บไม่พอ”
หานเฟิงเพลียใจ มองดูกลุ่มคนที่ต่างก็วุ่นวาย ไอ้ที่เก็บของเข้าแหวน ก็เก็บของเข้าแหวน ส่วนไอ้ที่แต่งตัวมาเสียสวยสดงดงามก็กล่าวหัวร่อต่อกระซิกกัน ส่วนไอ้คนที่คล้ายจะตามเรื่องตามราวไม่ทัน ก็รีบลากตัวคนอื่นมาสักถามวุ่นวาย สุดท้าย ความวุ่นวายจึงพาให้หานเฟิงต้องแสดงความเหลืออดออกมา
“ พอแล้ว!!!”
มันกล่าวคำเสียงดังกังวาน พาให้สรรพเสียงเซ็งแซ่ต้องหยุดลง ทุกคนหันหน้ามองมัน เห็นมันกวาดสายตามองโดยรอบ ก่อนที่มันจะกล่าวขึ้นต่อ
“ ไฉนจึงวุ่นวายกันนัก...”
“ ข้าเพียงไปทำธุระ หาได้ไปเที่ยวเล่น มิใช่คิดจะนำพวกท่านร่วมทางไปก็สามารถ”
ในคำกล่าวคล้ายจะแฝงไว้ด้วยโทสะ สิ้นความก็มิได้กล่าวคำใดขึ้นต่อ จึงพาให้ทั่วทั้งบริเวณกลับกลายเป็นเงียบงัน หานเฟิงชมมอง ก็เห็นว่าหลายต่อหลายผู้ที่แสดงสีหน้าผิดหวังเสียใจออกมา เห็นเช่นนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวคำ
“ มิใช่ว่าข้าไม่อยากนำพาพวกท่านร่วมทางไป...”
หานเฟิงกล่าวเสียงเบา คล้ายรู้สึกผิดที่ก่อนนี้ตนใช้อารมณ์ออกมา
“ หากเป็นข้าไม่มีอำนาจถึงเพียงนั้น…” มันย่อมไม่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตที่แล้วต่อใคร ทั้งไม่บอกกล่าวถึงเป้าหมายแท้จริงสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้
“ วังมังกรเป็นสถานที่เช่นไร มิต้องให้ข้ากล่าวคำอธิบาย พวกก็ท่านก็คงจะทราบรู้”
“ ดังนั้นแล้ว ตัวข้าที่เป็นเพียงผู้เข้าร่วมการประลอง จึงมิได้มีสิทธิพิเศษอันใด”
ทุกผู้คนเงียบงัน ไม่มีผู้ใดกล่าวคำต่อ กระทั่งที่เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ มี...”
เพียงคำสั้นๆที่ดังขึ้นจากฟากฟ้า นำพาให้ทุกผู้คนต้องแหงนหน้าชมมอง ก่อนจะเห็นว่า มีชายชราในชุดสีครามที่กำลังเหินร่อนลงมาราวกับเทพเซียน
กระทั่งที่สองเท้าของชายชราแตะสัมผัสลงบนพื้น สายตาก็กวาดมองโดยรอบ ก่อนจะกล่าวคำขึ้นต่อว่า
“ เช่นนั้นก็ไปกันให้หมดนี่แหละ”