เซียวจิ่งหยวนไม่รู้ว่าตนบำเพ็ญอยู่ในห้องลับนานเท่าใดแล้วทว่าเมื่อดูจากฝุ่นที่เกาะอยู่นอกห้องลับ เขาจึงพอเดาได้ว่าตนเองคงใช้เวลาบำเพ็ญไปไม่น้อย
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้รับกลับมานั้นคุ้มค่าเสียจนเรียกได้ว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
การบำเพ็ญตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาไม่เพียงได้ขัดเกลาอาวุธวิเศษและยกระดับการบำเพ็ญเท่านั้นแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาได้คิดวิเคราะห์ทบทวนตนเองอย่างถี่ถ้วนเพื่อเตรียมรับมือกับหายนะที่อาจเกิดขึ้นหลังจากที่ระดับการบำเพ็ญพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ตั้งแต่ที่เขาโดนสายฟ้าฟาดปลุกกระตุ้นปราณเซียน สร้างรากฐานเข้าสู่เต๋า กระทั่งขั้นสะพานเชื่อมปราณเล็กใหญ่ในทุกขั้นตอนแทบจะเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดทั้งสิ้น แถมยังใช้เวลาไปเพียงน้อยนิดไม่ถึงหนึ่งเดือนเท่านั้นด้วยซ้ำ
เวลาเพียงหนึ่งเดือนนี้เทียบเท่าความพยายามเป็นเวลาหลายสิบปีของผู้อื่นได้
จริงอยู่ที่สิ่งนี้เกิดขึ้นจากบุญวาสนาและการช่วยเหลือจากอาวุธวิเศษมากมายทว่าการบำเพ็ญที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดไม่ได้มีเพียงมีประโยชน์แต่กลับยังมีโทษบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ภายในด้วย
อันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือรากฐานที่ไม่มั่นคงและการไม่คุ้นชินกับพลังของตนเอง
ดังนั้นเมื่อเซียวจิ่งหยวนต้องเจอกับศัตรูที่อยู่ในสระกระบี่เขาจึงมักจะรู้สึกเหมือนถูกควบคุมไปทุกส่วน ราวกับมือเท้าถูกมัด รู้สึกระแวดระวังจนไม่อาจต่อสู้ได้เต็มที่ในด้านหนึ่งคงเป็นเพราะพลังของเขาอ่อนแอกว่าอีกฝ่าย ในอีกด้านหนึ่งนั้นอาจเป็นเพราะการมีอยู่ของผลเสียนี้
ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงทำได้เพียงสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อทำให้ศัตรูหวั่นเกรงยอมเสี่ยงตายไปด้วยกัน ถึงจะสามารถปกป้องชีวิตตัวเองเอาไว้ได้ประกอบกับการมีคุณชายรูปงามคอยอุดช่องโหว่อยู่ข้างกาย เขาจึงสามารถนำบัวขาวจิตกระจ่างกลับมาอย่างราบรื่นและปลอดภัยเช่นนี้
ทว่าวิธีสู้ยิบตาอย่างสุดชีวิตใช้เพียงครั้งเดียวก็พอแล้วไม่สามารถใช้วิธีการนี้ไปได้ตลอด ไม่เช่นนั้นหากสู้ไปเรื่อยๆจนเกิดตายขึ้นมาจริงๆ คงเกิดเป็นโศกนาฏกรรมแน่นอน
เซียวจิ่งหยวนคิดทบทวนตัวเองพลางหวนคำนึงถึงประสบการณ์ไม่ดีในอดีต เมื่อได้รู้จุดอ่อนของตนเขาจึงจะสามารถแก้ไขได้
เมื่อครั้นตั้งใจบำเพ็ญห้ามรีบร้อนเพิ่มพูนระดับพลัง แต่ควรค่อยๆ สร้างรากฐานให้แน่นขึ้นทีละนิด
หลังจากรากฐานมั่นคงแล้วทุกอย่างจึงจะลุล่วงไปได้ด้วยดี...
ขณะนี้เซียวจิ่งหยวนกำลังยืนอยู่กลางลานกว้าง ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ลอยสูงอยู่กลางอากาศ สาดแสงสีทองเรืองรองลงมาแสงอาทิตย์นั้นสว่างเจิดจ้าจนต้นไม้ใหญ่ในลานกว้างแห้งเหี่ยว ใบไม้ต่างร่วงโรย
ทว่าสำหรับเซียวจิ่งหยวนแล้วพลังเปลวเพลิงอันร้อนผ่าวของแสงอาทิตย์อันเจิดจ้ากลับกลายเป็นเพียงไอเย็นสดชื่น
เมื่อสายลมเย็นพัดโชยมาหยินกับหยางจึงแปรเปลี่ยน สร้างความแข็งแกร่งปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย
“นึกไม่ถึงเลยว่าข้าจะมีวันนี้วันที่ได้เป็นมนุษย์เครื่องปรับอากาศ”เซียวจิ่งหยวนยิ้มแย้มอย่างมีความสุข สายตาพลันเหลือบมองก่อนจะมีวงแสงอันเฉิดฉายปรากฏขึ้นในทันทีหลังชี้นิ้ว
วงแสงอันแวววาวตอนแรกมีขนาดแค่เพียงฝ่ามือเท่านั้นทว่าเมื่อบินวนไปมาอย่างรวดเร็ว จู่ๆ ก็ก่อตัวกลายเป็นดวงอาทิตย์ที่ร้อนแผดเผาเปล่งประกายแสงอันสว่างเจิดจ้าออกมาท้าทายกระบี่บินที่พุ่งมาจากท้องฟ้า
เมื่อกระบี่บินสีทองและเงินอันแหลมคมไร้เทียมทานได้มาพบเจอกับวงแสงเข้าปลายกระบี่ถึงกลับนิ่งชะงัก ไม่สามารถทะลุผ่านไปได้ขณะเดียวกันนั้นวงแสงอันเฉิดฉายจู่ๆ กลับหดเล็กลงจนเป็นเหมือนวงแหวนโอบรัดกระบี่บินไว้แน่น
“หา?”
เมื่อเสียงตื่นตระหนกดังขึ้นเงาของฟางเส้าไป๋ก็ปรากฏขึ้นด้านบนกำแพง ท่าทางของเขาดูกังวล เพราะจิตใจของเขาผูกติดเข้ากับกระบี่บินดังนั้นจึงรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
“กลับมารีบกลับมาเสีย...”
เสียงเรียกขานของฟางเส้าไป๋ทำให้กระบี่บินเล่มนั้นเปล่งแสงสีทองและเงินขึ้นกลางอากาศตัวกระบี่ที่สั่นไหวอย่างรุนแรง แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามดึงกลับมาเช่นไรกระบี่บินที่สั่นไหวกลับค่อยๆ สงบนิ่งลง
จนกระทั่งสุดท้ายแสงสีทองและสีเงินล้วนสลายหายไปเหลือไว้แค่เพียงแสงอันเลือนรางที่เป็นประกายอยู่บนสันกระบี่
“มาสิ...”
เซียวจิ่งหยวนยิ้มบางพลางโบกมือเบาๆก่อนจะมีแสงสว่างเจิดจ้าสว่างวาบขึ้น กระบี่บินกลับมาปรากฏอยู่บนมือของเขาอย่างว่าง่าย
“อ๊ะ!”
ฟางเส้าไป๋ร่อนลงมาด้วยความตระหนกตกใจ“กระบี่ของข้า...”
“ข้ารู้ว่าเป็นกระบี่ของเจ้า”
เซียวจิ่งหยวนหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะคืนกระบี่ชุนชิวกลับไป
“นี่มันอะไรกันเนี่ย”
ฟางเส้าไป๋รับกระบี่คืนมาอย่างฉงน“เหตุใดวงแสงของเจ้าถึงทำให้กระบี่ของข้าไม่เชื่อฟังคำสั่งข้าได้ข้าขัดเกลาจนสำเร็จไปแล้วนะ ไม่ควรเกิดสิ่งนี้ขึ้นสิ...”
“เจ้าคิดว่าอาวุธที่ขัดเกลาแล้วจะไม่สามารถสูญหายไปได้เลยหรือ”
เซียวจิ่งหยวนหัวเราะเยาะพร้อมพูดเตือนสติ “เจ้านั้นยังไร้เดียงสาอาวุธมากมายบนโลกใบนี้ล้วนสามารถส่งเสริมและทำลายกันเองได้ ในยามที่ได้เข้าไปในสระกระบี่ข้าได้พบเห็นกับตาตนเองแล้วว่ามีผู้บำเพ็ญจากสำนักมารคนหนึ่งใช้ทรายมรกตเรืองแสงทำลายอาวุธของผู้อื่นแต่ในทางกลับกันก็มีอาวุธบางส่วนที่สามารถต้านทานทรายมรกตเรืองแสงไว้ได้”
เซียวจิ่งหยวนพูดต่อ “ทุกสรรพสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมข้อดีข้อเสียที่แน่ชัดไม่ว่าจะเป็นข้อดีหรือข้อด้อยก็ล้วนสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามเวลา สถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน”
“หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว!” ฟางเส้าไป๋ไม่ยอมโดนหลอกอย่างง่ายดาย
“เอาเถิดข้าเพียงอยากบอกว่า...”
เซียวจิ่งหยวนพูดอย่างพอใจ “เดิมทีห่วงวิหคมังกรวงนี้มีพลังในการผนึกอยู่แล้วและด้วยพลังเวทของข้าที่แข็งแกร่งกว่าเจ้ารวมไปถึงการที่เจ้ายังไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่กระบี่บินของเจ้าจะถูกผนึกไว้”
“หืม?”
ฟางเส้าไป๋จ้องเขม็งด้วยสีหน้าที่แปรปรวน
“เข้าใจหรือไม่”
เซียวจิ่งหยวนพูดอย่างจริงจัง “แม้ข้าจะค่อนข้างมั่นใจว่าบนโลกใบนี้จะมีสมบัติหายากดั่งห่วงวิหคมังกรวงนี้อยู่ไม่มากนักทว่าก็มีจำนวนไม่น้อยเสียทีเดียว หากในภายภาคหน้าเจ้ายังคงต่อสู้กับศัตรูด้วยความหยิ่งทะนงอย่างเช่นทุกวันนี้เช่นนั้นข้าคงยืนยันได้เลยว่ากระบี่ชุนชิวของเจ้าเล่มนี้อาจตกไปเป็นของผู้อื่นในสักวันหนึ่ง”
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
ฟางเส้าไป๋สีหน้าเคร่งขรึมคิดไตร่ตรองอยู่สักพัก ก่อนกระบี่ชุนชิวจะพุ่งฝ่าอากาศออกไปทันทีหลังสะบัดมือ
แสงกระบี่แล่นผ่านฟากฟ้าไปราวสายฟ้าหลังจากนั้นเงากระบี่ก็แผ่กระจายตัวเต็มท้องฟ้าประหนึ่งมังกรที่กำลังขดตัวบินว่อนไปมาพร้อมทั้งแสงกระบี่นับแสนที่เข้ามารวมกันกลายเป็นกระบี่บุปผาอันสวยงาม
เพียงไม่นานท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีเงินอันเจิดจ้า ดั่งคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ว่าเมื่อบุปผาร่วงหล่นจากนภาดอกบัวสีทองจักผุดจากแผ่นดิน
ฉากฝนดอกไม้ที่โปรยปรายลงมาอย่างละลานตาช่างวิจิตรงดงาม
ทว่าจู่ๆฝนดอกไม้ที่กระจายตัวอยู่ทั่วท้องฟ้ากลับสลายหายไปเหลือไว้แต่เพียงสายฟ้าที่โลดแล่นอยู่กลางอากาศแสงสีแดงและขาววิ่งไปมาไม่หยุดนิ่งจนผู้คนไม่สามารถจับร่องรอย คาดเดามิได้
“ยะ!”
ฟางเส้าไป๋ร้องครวญครางแสงสีแดงขาวสว่างวาบวิ่งแล่นหมุนวนอยู่ท่ามกลางกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ในลานกว้างส่องแสงระยับเจิดจ้า ก่อนหายไปราวดาวตก
หลังจากนั้นกระบี่ชุนชิวจึงบินกลับมาก่อนหายเข้าไปในใต้แขนเสื้อของฟางเส้าไป๋อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกันนั้นเองก็มีลมเย็นสดชื่นพัดโชยมาต้นไม้ใหญ่ในลานกว้างมากมายโบกพลิ้วไหว จนใบไม้ร่วงหล่นลงมาตามสายลม
เซียวจิ่งหยวนมองไปอีกครั้งพบว่าใบไม้ที่เคยขึ้นอุดมสมบูรณ์ล้วนถูกฟางเส้าไป๋ตัดออกไปจนหมดเหลือไว้เพียงกิ่งก้านที่ว่างเปล่าและเปลือกไม้สีเขียวเข้มที่แห้งกรัง ดูเยือกเย็นประหนึ่งฤดูเหมันต์
“ไม่เลวเลยนี่เจ้าเก่งขึ้นมาก”
เซียวจิ่งหยวนเอ่ยชมสักพักก่อนจ้องพลางพูดตำหนิ “เย่อหยิ่งน้อยลงกว่านี้จะตายหรืออย่างไรแล้วอย่าลืมชดใช้ใบไม้ของข้าด้วยเล่า...”
“คือว่า…ฮ่าๆ ดูสิ อาจารย์กลับมาแล้ว”
ฟางเส้าไป๋รีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว
ตู้หนานซานเดินเข้ามาอย่างผ่อนคลาย
สิ่งที่อยู่ใต้เท้าของเขาคือก้อนเมฆหลากสีซึ่งแผ่กระจายไอมงคลออกมาอย่างงดงาม
หากแต่เซียวจิ่งหยวนผู้มีสายตาเฉียบคมกลับสังเกตเห็นสีหน้าที่ดูผิดปกติเล็กน้อยของตู้หนานซานเขาดูจริงจังไม่ยิ้มแย้ม ราวกับมีบางอย่างอยู่ในใจ
เพียงเวลาไม่นานตู้หนานซานก็ขี่เมฆร่อนลงมากลางลานกว้างอย่างรวดเร็ว
ฟางเส้าไป๋รีบร้องเรียก “อาจารย์...”
“อาจารย์ตงหลี!” เซียวจิ่งหยวนรีบเข้าไปทำความเคารพเช่นกัน
“อื้ม!”
ตู้หนานซานพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มให้แก่เซียวจิ่งหยวน “จิ่งหยวนเจ้าออกมาแล้ว ดูจากสีหน้าของเจ้า ตบะของเจ้าคงพัฒนาขึ้นมากเลยสินะ ข้าดีใจด้วย”
“ขอบคุณ”
เพราะสิ่งนี้คือความจริงดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้ต้องปฏิเสธ เซียวจิ่งหยวนยิ้มกว้างพลางรู้สึกว่าในเมื่อสนิทกันจึงไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวนัก เขาพยักหน้าก่อนพูดต่อว่า “เป็นเพราะพลังของบัวขาวจิตกระจ่างที่ช่วยทำให้พลังของข้าเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย...”
“จริงสิ”
เซียวจิ่งหยวนใช้โอกาสนี้รีบขอคำปรึกษา“อาจารย์ตงหลีการที่พลังของข้าเพิ่มขึ้นเร็วเช่นนี้จะมีผลเสียใดหรือไม่อย่างเช่นจะสร้างผลเสียให้รากฐานสั่นคลอนได้ง่ายมากขึ้น จนกระทบกับการพัฒนาในอนาคต...”
“ฮ่าๆ !”
ตู้หนานซานหัวเราะ น้ำเสียงมีความชื่นชม“เจ้าคิดถึงจุดนี้ได้นับว่าใจเย็นมากมีคนบางพวกต้องการบำเพ็ญตนให้บรรลุเป็นเซียนในเวลาอันสั้นทำให้พวกเขาละเลยจุดอ่อนของตนเองไปอย่างง่ายดาย เพียงแต่ในตอนนี้เจ้ายังไม่ต้องกังวลไปหรอก”
ตู้หนานซานพูดอย่างนิ่งเฉย “ขอเพียงเจ้าพยายามขึ้นอีกนิดก็จะไม่มีผลเสียใดๆแล้ว”
“เพราะอะไรหรือ”
เซียวจิ่งหยวนสงสัยเล็กน้อยการรีบร้อนไม่ได้จะยิ่งล้มเหลวหรอกหรือ ในเมื่อเขาได้ขึ้นนั่งอยู่บนจรวดแล้วหากไม่สามารถควบคุมความเร็วได้ เกรงว่ายิ่งเขาบินสูงขึ้นก็อาจยิ่งตกลงมาแรง
“เพราะไม่ว่าเจ้าหรือเส้าไป๋ล้วนเป็นเพียงผู้เริ่มบำเพ็ญเท่านั้น”
ตู้หนานซานพูดอย่างตรงไปตรงมา “ในยามเริ่มฝึกบำเพ็ญตนผู้ที่มีความสามารถเท่าพวกเจ้ามักจะมีความเข้าใจผิด คิดว่าตนเหาะเหินเดินอากาศบินขึ้นสู่สวรรค์ ดำสู่มหานรก จนดูเหมือนจะเก่งกาจเพียงพอ ทว่าในความเป็นจริงแล้วพวกเจ้าก็แค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นหนทางแห่งการเป็นเซียนนั้นเป็นดั่งคูน้ำไร้จุดสิ้นสุดไม่ว่าพวกเจ้าทั้งสองจะเดินไปอย่างช้าๆ หรือวิ่งเร็วสักเพียงใดแต่หากยังไม่ถึงจุดหมายก็ล้วนไม่มีความต่างใดๆ”
ตู้หนานซานคลี่ยิ้มเล็กน้อย “สำหรับการอัดพื้นฐานให้แน่นนั้นพวกเจ้ายิ่งไม่ต้องเป็นกังวล เพราะในระหว่างการบำเพ็ญขั้นที่อยู่ต่ำกว่ามหาจักรวาลล้วนถือเป็นเพียงการอบอุ่นร่างกายเท่านั้น การอัดแน่นพื้นฐานจริงๆโดยปกติแล้วมักเริ่มต้นเมื่อถึงขั้นควบแน่นพลังงานลบต่างหาก”
ตู้หนานซานชำเลืองมองเซียวจิ่งหยวนที่ดูเหมือนกำลังรู้สึกสงสารอาลัย และเวทนา “จิ่งหยวนยินดีด้วยนะ ความทุกข์…อะแฮ่ม วันที่เจ้าจะต้องเตรียมจิตใจเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับรากฐานใกล้เข้ามาแล้ว”
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างทันทีหลังได้เห็นสีหน้าของตู้หนานซานก่อนพูดเสียงสั่นด้วยความระแวง “อาจารย์ตงหลีท่านอย่าขู่ข้าสิ การควบแน่นพลังงานลบนั้นยากลำบากมากเลยใช่หรือไม่”
“ไม่ไม่ยากหรอก แต่…ทรมาน...”
ตู้หนานซานมือสั่นเล็กน้อยก่อนส่ายหน้าประดุจพยายามขจัดเงามืดในจิตใจ เขาถอนหายใจพร้อมพูดเปลี่ยนหัวข้อสนทนา“ช่างมันเถิดพวกเราค่อยพูดเรื่องนี้กันวันหลัง เพราะข้าได้ยินข่าวลือมาว่า...”
ตู้หนานซานปรับสีหน้าแล้วพึมพำเสียงเบา “การนัดหมายในอีกครึ่งเดือนที่จะถึงนี้นักพรตไป่จู๋ได้เชิญนักพรตระฆังเหล็กผู้เป็นหัวหน้าแท่นบูชาสำนักเทียนซือแห่งภูเขาเหมาซานมาร่วมด้วย...”