เช้าตรู่ความสว่างไสวได้สาดส่องลงมายังภูเขาวิญญาณของสำนักเหิงเยว่ ภูเขาวิญญาณที่ผันผวนไม่หยุดนิ่งก็ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก
เมื่อทอดสายตามองไกลออกไปที่แห่งนี้เป็นเหมือนภาพลวงตาทั่วทั้งสำนักเหิงเยว่เป็นเหมือนดินแดนสวรรค์บนโลกมนุษย์
ในขณะนี้ทุกๆ ถ้ำพำนักล้วนแต่มีศิษย์เดินออกมา ดุจดั่งกระแสน้ำที่ต่างไหลมาบรรจบกันที่หอฟ้าดิน
หอฟ้าดินมีกระแสมวลชนไหลมาอย่างมหาสมุทร
เมื่อเย่เฉินได้นำหู่หวาเข้ามาจึงเป็นที่ดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนมาก มีทั้งความอิจฉา ทั้งความริษยาและยังมีทั้งความเกลียดชัง
เย่เฉินไม่ได้สนใจต่อสิ่งเหล่านี้และพาหู่หวามายังด้านมุมที่ลึกที่สุด
การประลองของสำนักนอกในครั้งนี้หู่หวาได้ลงชื่อไว้ด้วย เย่เฉินไม่ได้หวังให้หู่หวาได้เข้าสู่สำนักในเขาต้องการให้หู่หวาได้สัมผัสบรรยากาศต่างๆ เอาไว้ล่วงหน้าเพียงเท่านั้น
“หากต้องพบกับศิษย์ที่มีความแข็งแกร่งก็ให้ยอมจำนน จำไว้นะ!” เย่เฉินลูบศีรษะของหู่หวา
“ขอรับข้าเข้าใจแล้ว” หู่หวายังคงนั่งเป็นกังวลอยู่ข้างกายของเย่เฉินนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นภาพฉากที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้
ในไม่ช้าก็มีเหล่าบรรดาศิษย์ทยอยกันเข้ามา หอฟ้าดินก็คึกคักมีชีวิตชีวาในทันที
“ศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางมาแล้ว”เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นมา เจียงเฮ่าในชุดคลุมสีขาวก็ปรากฏตัวต่อสายตาของทุกคน
เอ๊ะ?
เย่เฉินพูดเบาๆเขาเห็นเงาร่างของฉีเฮ่าจากในหมู่ศิษย์ของยอดเขาเหรินหยาง
“นี่ผ่านมาไม่กี่วันเจ้าก็กลับมามีชีวิตชีวาได้แล้วหรือนี่” เย่เฉินลูบคางและคิดไว้ว่าหากต้องพบกับเขาอีกครั้ง จะต้องตีให้พิการไปอีกสักครั้ง
ขณะที่เย่เฉินมองไปศิษย์ยอดเขาเหรินหยางจำนวนมากต่างมองมาทางเขา สีหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความบึ้งตึงโดยเฉพาะฉีเฮ่า ที่มีสีหน้าดุร้ายน่ากลัวอย่างไม่สามารถควบคุมไว้ได้แล้ว
เย่เฉินเหลือบมองแล้วละสายตากลับมา
ศิษย์ยอดเขาตี้หยางก็ตามมาถึงและเช่นเดียวกันกับศิษย์ยอดเขาเหรินหยาง พวกเขาต่างส่งสายตามามองเย่เฉินอย่างเกลียดชัง
ถัดจากยอดเขาตี้หยางเย่เฉินก็ได้เห็นศิษย์ของยอดเขาเทียนหยางแต่ศิษย์ชุดครามที่นำเหล่าบรรดาศิษย์นั้นอยู่เพียงระดับสูงสุดของขั้นพลังธาตุมองดูแล้วค่อนข้างใจดีอย่างน้อยก็ไม่หยิ่งผยองเหมือนคนของยอดเขาเหรินหยางและยอดเขาตี้หยาง
“คนผู้นี้คงจะไม่ใช่ศิษย์อันดับหนึ่งในตำนานของสำนักนอกหรอกนะ!” เย่เฉินตกตะลึงเล็กน้อย “ระดับการฝึกตนของเขาด้อยกว่าเจียงเฮ่าหรือ?”
“เขาไม่ใช่ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักนอก”เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ เขา
เย่เฉินหันไปมองโดยทันทีจึงได้พบว่ามีชายหนุ่มผู้หนึ่งเอนกายนั่งอยู่ข้างๆ เขา เนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าไม่เป็นระเบียบ เส้นผมยุ่งเหยิง ทั่วทั้งตัวมีลักษณะท่าทางอย่างคนพเนจร
“ลมหายใจดูคลุมเครือมาก”เมื่อมองไปยังชายหนุ่มผู้นี้ สายตาของเย่เฉินก็ส่องแววแห่งความสงสัยนึกไม่ถึงว่าเขาจะดูไม่ออกว่าชายผู้นี้อยู่ในระดับการฝึกตนขั้นใด
เรอ!
ในขณะที่เย่เฉินมองเขาชายหนุ่มผู้นั้นก็เรอสุราออกมา ซึ่งดื่มไปจนเมาเลอะเลือน
“คนผู้นี้ไม่ธรรมดา” เย่เฉินบ่นพึมพำ และเอ่ยคำนี้ออกมา
“ศิษย์ของวิหารประกาศิตมาถึงแล้ว”เมื่อสิ้นเสียง อิ่นจื้อผิงก็นำกลุ่มศิษย์เข้ามา
เขายังคงดูสูงส่งเช่นเดิมขยับพัดเบาๆ ด้วยบุคลิกที่ดูสง่าผ่าเผย จึงทำให้ศิษย์สตรีจำนวนมากต่างส่งเสียงกรีดร้องออกมา
และเช่นเดียวกันกับเจียงเฮ่าและจื่อซานอิ่นจื้อผิงซึ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็ได้พบกับเงาร่างของเย่เฉินเช่นกันจากนั้นจึงมองเขาด้วยสายตาที่ดูขี้เล่นและบึ้งตึง
“ไม่ช้าก็เร็วจะต้องจัดการเจ้าให้ได้”ดวงตาของเย่เฉินดูเย็นชา มองไปอย่างไม่ละสายตา
ต่อมาคือหวังหลินผู้นำศิษย์ของสวนผลไม้วิญญาณ เซียวจิ้งผู้นำศิษย์ของตำหนักบังคับคดีลู่ซวนเอ๋อร์ผู้นำศิษย์ของหอคัมภีร์ ฮั่วเถิงผู้นำศิษย์ของหอภารกิจและฉีเยว่ของหอโอสถวิญญาณก็ต่างนำศิษย์ของตนเองเข้ามา
ด้วยเหตุเช่นนี้ศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองของสำนักนอก ล้วนแต่ได้มาถึงโดยพร้อมเพรียงแล้ว
ในไม่ช้าก็มีเมฆมงคลลอยมาจากทุกทิศทาง ประมุขของหนึ่งตำหนัก หนึ่งวิหาร สองสวน สามยอดเขาและแปดหอ แห่งสำนักนอกก็มาถึง
จากนั้นก็มีสายรุ้งเทวะสามสายพุ่งออกมาจากทิศทางของสำนักใน และยืนอยู่บนก้อนเมฆ
เมื่อเห็นผู้มาเยือนดวงตาของเย่เฉินก็เปล่งประกาย เป็นเพราะสองในสามของผู้ที่มาถึงเป็นคนที่เขารู้จักนั่นคือฉู่ซวนเอ๋อร์ประมุขแห่งยอดเขาดรุณีหยกและเฟิงอู๋เฮิ่นประมุขแห่งยอดเขาอวี้เจี้ยน
สำหรับบุคคลที่สามคือประมุขแห่งยอดเขาเทียนเสวียนผู้เป็นอันดับหนึ่งในเก้ายอดเขาหลักแห่งสำนักในคนสำนักเหิงเยว่ต่างเรียกขานเขาว่า นักพรตเต้าเสวียน
“สำนักเหิงเยว่ให้ความสำคัญกับการประลองของสำนักนอกขนาดนี้เลยหรือ?” เย่เฉินถอนหายใจ “ที่สำนักเจิ้งหยางไม่เห็นจะเข้มงวดถึงขนาดนี้เลย”
ระหว่างที่พูดเย่เฉินก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังมองอยู่ไม่บอกก็รู้ว่าคือฉู่ซวนเอ๋อร์ที่ยืนอยู่บนก้อนเมฆ
“อย่าลืมการทดสอบที่ข้าให้เจ้าไว้ล่ะ!” ดวงตาอันงดงามของฉู่ซวนเอ๋อร์ เปล่งประกายแวววาวมองดูเย่เฉินอย่างเบิกบานใจ
“รู้แล้วๆ”เย่เฉินยิ้มอย่างมีนัย
เวิง!
เสียงหึ่งๆดังขึ้น แสงศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งก็พุ่งขึ้นไปในอากาศและกลายเป็นจานเข็มทิศขนาดใหญ่ ความสดใสของพลังวิญญาณก็สว่างไสวด้านบนนั้นสลักรายชื่อของศิษย์ผู้เข้าร่วมการประลองเอาไว้เข็มทิศนี้จะเป็นเครื่องมือในการสุ่ม เพื่อความเป็นธรรมในการประลอง
นี่จึงเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองของสำนักนอกจะไม่มีใครรู้เลยว่าตนเองกำลังจะต้องพบกับผู้ใด
“การประลองของสำนักนอกเริ่มขึ้นแล้วบัดเดี๋ยวนี้”
เสียงของนักพรตเต้าเสวียนดังกึกก้องไปทั้งฟ้าดินดังนั้นสายตาของทุกคนจึงจ้องไปยังจานเข็มทิศบนท้องฟ้า
เวิง!
จานเข็มทิศนั้นได้หมุนไปรอบๆความสว่างของจิตวิญญาณได้ส่องแสงกะพริบ จนกระทั่งแสงศักดิ์สิทธิ์สองสายแยกตกลงมามันจึงค่อยๆ หยุดลง
“ใครได้รับเลือก”ไม่นานเหล่าศิษย์ที่อยู่กันเต็มพื้นที่ ก็ได้มองไปทั้งสองด้าน
ข้างหนึ่งตกลงไปยังฝากฝั่งของศิษย์ยอดเขาเหรินหยาง เมื่อดูให้ละเอียดนึกไม่ถึงว่าจะตกลงไปที่ศิษย์ฝึกที่ส่งเข้ามาโดยตระกูลฉีแห่งหนานเจียงลูกพี่ลูกน้องของฉีเฮ่า นามว่า ฉีอวิ๋น
ส่วนอีกด้านหนึ่งกลับตรงไปยังด้านของยอดเขาเหรินหยาง เมื่อมองดูแล้วนั่นคือหู่หวาที่อยู่ด้านข้างเย่เฉินหรือไม่?
“เอ๊ะ? นั่นคือเจ้าเด็กคนนั้นที่ชื่อหู่หวา ใช่ไหม?” ในไม่ช้าเสียงของความประหลาดใจก็ดังจากทั่วสารทิศ
“เย่เฉินต้องทนทุกข์ทรมานเพื่อเขาไปไม่น้อยเลย”
“แต่เมื่อเทียบกับเย่เฉินพละกำลังของเขายังห่างกันมากเลยนะ”
เมื่อได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์เย่เฉินก็ตบไหล่หู่หวาเบาๆ และพูดว่า “อย่าไปกลัว ทำให้ดีที่สุดก็พอ”
“ข้าไม่กลัว”หู่หวาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “จะแพ้ใครก็ได้แต่ต้องไม่ใช่เขาพี่ใหญ่เอาชนะพี่ชายเขาได้ ข้าก็จะเอาชนะเขาให้ได้เช่นกัน ข้าจะไม่ยอมให้พี่ใหญ่ต้องขายหน้า”
เย่เฉินยิ้มเล็กน้อยแต่กลับไม่ได้พูดอะไร
ฝั่งตรงข้ามฉีอวิ๋นได้กระโดดขึ้นสู่ลานประลองอย่างสง่างาม
เดิมทีเขาก็เพียงจะมาเรียนรู้บรรยากาศไว้ล่วงหน้าเมื่อต้องพบกับศิษย์ที่แข็งแกร่งก็จะยอมรับความพ่ายแพ้โดยทันที เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าการคัดเลือกคู่ต่อสู้จะกลายเป็นหู่หวา จึงทำให้เขาเชิดคางสูงขึ้นอย่างอดไม่ได้ดวงตาเต็มไปด้วยการยั่วยุ
“ถ้ากลัวแพ้ก็ไม่ต้องขึ้นมา”
หู่หวาผู้ใสซื่อประกายแสงเย็นวาบปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา และกระโดดขึ้นไปบนลานประลองทันที
ทั้งสองคนมีอายุไล่เลี่ยกันล้วนแต่อายุเพียงสิบสองสิบสามปี แต่กลับเป็นที่สนใจจากผู้คนโดยรอบการต่อสู้ระหว่างเด็กน้อยทั้งสองคน บางทีก็เป็นที่น่าสนใจอย่างมาก
“ทำไมเศษขยะวันนี้เจ้าขี้ขลาดแล้วหรือ?” ฉีอวิ๋นกวาดสายตามองไปทั่วร่างมองดูหู่หวาอย่างเย้าแหย่และพูดอย่างขี้เล่น “คงจะยังไม่ลืมเหตุการณ์บนลานเมฆวายุในวันนั้นนะที่ถูกข้าทุบจนจมดิน?”
“เจ้าพูดให้น้อยเถอะเข้ามาเลย!” หู่หวาตะคอกจากนั้นพลิกมือของเขานำพลองเหล็กดำของตนเองออกมา
พลอง?
หู่หวาหยิบพลองเหล็กดำออกมาทำให้เกิดเสียงประหลาดใจดังขึ้นโดยรอบ
“ฝึกอะไรไม่ฝึกดันมาฝึกพลอง”
“ข้าคิดว่ามีโอกาสอย่างมากที่เขาจะแพ้อย่างอนาถฉีอวิ๋นผู้นั้นเป็นคนของตระกูลฉีแห่งหนานเจียง พรสวรรค์คงมีไม่น้อยเลย!”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”