เมื่อได้ยินคำถามของผู้เป็นว่าที่ภรรยา เย่หยุนซีก็ถึงกับใบหน้าแข็งค้าง ในใจเริ่มเกิดความวิตกกังวลว่านางจะโกรธเคืองเขาหรือเปล่า
‘ขอให้ฉางเยว่เข้าใจอะไรง่ายๆเหมือนเสี่ยวหลิงด้วยเถอะ’ เด็กหนุ่มภาวนา แต่เมื่อเบนสายตาไปมองที่ด้านหลังก็พบว่าโฉมสะคราญกำลังนั่งจ้องมองหน้าเขาด้วยความสงสัย ใบหน้างามของนางประดับไว้ด้วยอารมณ์อันหลากหลายเกินประมาณ
“ท่านอยากจะรู้เรื่องใดล่ะ?” เย่หยุนซีไถ่ถาม
“เจ้าฝึกฝนลมปราณได้ ใยต้องปิดบัง?” หยุนฉางเยว่ถามกลับเพียงสั้นๆได้ใจความ
“ข้าพึ่งปลุกจิตอสูรขึ้นมาได้ในวันรับราชโองการหมั้นหมาย และด้วยความที่กลัวผลกระทบอันเลวร้ายจึงได้ปิดบังเอาไว้จนถึงปัจจุบัน” เย่หยุนซีตอบกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำ
พอหยุนฉางเยว่ได้ยินคำพูดนั้น ดวงตาคู่งามของนางก็เบิกกว้างอย่างช่วยไม่ได้ เพราะวันรับราชโองการหมั้นหมายมันพึ่งผ่านมายังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน! คนหนึ่งคนสามารถพัฒนาพลังได้รวดเร็วถึงเพียงนี้จริงๆน่ะหรือ
“หากท่านยังไม่เชื่อถือคำพูดข้า เอาไว้กลับไปเมืองชายแดนแล้วค่อยสอบถามท่านพ่อกับท่านแม่ดูก็ได้” เย่หยุนซียังคงยืนยัน
หยุนฉางเยว่ส่ายศีรษะ “ไม่ล่ะ นั่นไม่สำคัญ การที่เจ้าฝึกฝนพลังปราณได้ถือเป็นเรื่องดี และนับจากนี้เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวตนหรอก เพราะเป็นข้าเองที่อ้อนวอนเสด็จพ่อให้ออกราชโองการหมั้นหมาย ข้ารับประกันได้ว่าจะไม่มีผลกระทบเลวร้ายอะไรทั้งนั้น”
“เอ๋! แล้วท่านไม่โกรธที่ข้าโกหกงั้นหรือ?” เด็กหนุ่มเอ่ยถาม
“อืม......ถือซะว่าหักล้างกับตอนที่ช่วยชีวิตข้าในสงครามก็แล้วกัน แค่วันหลังอย่ามีเรื่องปิดบังอีกก็พอ” โฉมสะคราญเผยรอยยิ้มพลางกล่าวออกมา บอกตามตรง! นางมิได้มีอารมณ์โกรธเลยสักนิด เพียงแค่อยากรู้ข้อเท็จจริงจากปากของเขาก็เท่านั้น
เย่หยุนซีถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยพลัน แต่ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน สีหน้าของเขาก็ต้องเจื่อนลง เพราะเขาคิดได้ถึงอีกหนึ่งความลับที่จำเป็นต้องบอกหญิงงามเสียตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในภายหลัง
“ฉางเยว่ ข้ามีความลับอีกอย่างจะบอกท่าน”
“หืม เรื่องอะไรงั้นหรือ?” หยุนฉางเยว่หรี่ตามองพร้อมถามด้วยความสงสัย เด็กหนุ่มคนนี้ยังจะมีความลับอะไรยิ่งใหญ่กว่าเรื่องที่เขาบ่มเพาะพลังปราณได้อีกงั้นหรือ?
“เอ่อ.......คือเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับ ‘นิกายท่วงทำนองสวรรค์’........ความจริงพวกเขาไม่ได้เป็นกลาง แต่เป็นพันธมิตรกับกองทัพประจิมของพวกเรามาแต่ต้น” เย่หยุนซีสารภาพไปตรงๆ
คำพูดนี้! ทำเอาดวงเนตรของหงส์สาวสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัดและหากที่นี่ไม่ใช่ถ้ำใต้น้ำตกเกรงว่าเย่หยุนซีอาจจะได้ยินเสียง ‘ตึกตัก’ ดังมาจากกลางหน้าอกของหญิงสาว
“ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงงั้นรึ?” นางถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสั่นเทา เย่หยุนซียกยิ้มบางเบา จากนั้นเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆให้นางฟังตั้งแต่ต้น
ซึ่งเมื่อฟังจบ! โฉมสะคราญก็เข้าสู่สภาวะตกตะลึงอย่างสมบูรณ์ไปครู่ใหญ่ แต่หลังจากเรียบเรียงเรื่องราวทุกอย่างได้ นางก็เผยสีหน้าบึ้งตึงเล็กน้อยออกมา “ที่แท้ชายที่ข้าคุ้นหน้าคนนั้นก็คือหลิงจี.........แบบนี้ก็แสดงว่าพวกเจ้าอยู่ด้วยกันทุกวันคืนเลยน่ะสิ”
“อะไร? ท่านหึงหวงข้างั้นหรือ?”เย่หยุนซีหัวเราะขบขัน
“หึ! ใช่ที่ไหนกัน ข้าก็แค่ไม่คิดว่านางจะปิดบังข้าเรื่องเจ้า” หยุนฉางเยว่กอดอกเบือนหน้าหนี ต้องบอกก่อนว่านางและหลิงจีถือได้ว่าสนิทกันมาก แต่พักหลังๆมานี้พวกนางไม่ค่อยได้พบเจอกันสักเท่าไร
“เห้อ ถ้างั้นก็แล้วไป” เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกอีกครา ก่อนจะเอนศีรษะซบไหล่ว่าที่ภรรยาของตนเองซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
“ชิ! คนฉวยโอกาส” หยุนฉางเยว่กล่าวด้วยความหมั่นใส้ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงให้ว่าที่สามีซบไหล่ต่อไปโดยไม่คิดหลีกหนีหรือตีตัวออกห่าง ดวงตาคู่งามจับจ้องไปยังใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับสวรรค์บรรจงสร้างด้วยความหลงไหล
‘ดูเหมือนข้าจะค่อนข้างมีโชคเรื่องการเลือกสามี’ นางบ่นพึมพำในใจ
ต้องบอกก่อนว่าตั้งแต่วันที่ทั้งสองได้พบกันครั้งแรก หยุนฉางเยว่ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากแล้วที่ได้เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลามาเป็นสามี
ทว่าพอมาถึงวันนี้นางยิ่งรู้สึกว่าตนเองโชคดีเข้าไปใหญ่ เพราะชายที่นางเลือกนอกจากจะหล่อเหลาแล้วยังมากไปด้วยพรสวรรค์ ถึงแม้จะมีนิสัยเจ้าเล่ห์อยู่บ้างแต่ในสายตาของนางนี่ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย
“ฉางเยว่ ถ้าหากท่านยังมองหน้าข้าเช่นนี้ เห็นทีข้าคงทนไม่ไหว” ขณะที่หญิงงามกำลังครุ่นคิดอะไรเพลินๆ เสียงของชายหนุ่มที่คุ้นเคยก็พลันดังขึ้นมา
หยุนฉางเยว่เบือนหน้า “ไม่ได้ๆ ห้ามทำอะไรมากกว่านี้”
“เอ๋! แต่ท่านรับปากแล้วนี่ว่าหากหนีรอด ข้าจะทำอะไรท่านก็จะไม่ห้าม” เย่หยุนซีเอ่ยวาจาออดอ้อนอย่างหนัก ทำเอาหยุนฉางเยว่คนงามถึงกับต้องถลึงตาใส่
“ฮึ่ม!! คนชั่วร้าย นอกจากเจ้าจะหลอกศัตรูให้ติดกับแล้ว ยังหลอกข้าให้ติดกับด้วยงั้นรึ เห็นทีในอนาคตข้ากับหลิงจีคงจะต้องคิดหนักว่าจะรับมือเจ้าอย่างไรดี”
คำกล่าวนี้ของนาง! ทำให้เย่หยุนซีหัวเราะร่า “ก็มันช่วยไม่ได้นี่น่า ในเมื่อมีโอกาสข้าก็ต้องรีบคว้าไว้”
หลังจากวาจาสุดแสนเจ้าเล่ห์สิ้นสุดลงไป เย่หยุนซีใช้มือข้างหนึ่งโอบเอวบางมาแนบชิดกาย ก่อนจะประทับริมฝีปากของตนเองลงไปที่ริมฝีปากสีอมชมพูของโฉมสะคราญอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวลราวกับอยากถนอมบุปผามิให้บอบช้ำ
ส่วนทางฝั่งหยุนฉางเยว่แม้ตอนแรกจะมีอาการขัดขืนอยู่บ้าง แต่พอได้สัมผัสกับรสจูบอันหอมหวานเป็นเวลานานนางก็คล้อยตามเด็กหนุ่มอย่างง่ายดาย
จวบจนเวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ ทั้งสองก็นอนกอดก่ายกันอย่างรักไคร่โดยไร้ซึ่งอาภรณ์ขวางกั้นเป็นอุปสรรค์
“ฉางเยว่ ท่านช่างงามนัก” เย่หยุนซีผละริมฝีปากพร้อมทั้งเอ่ยชมเชยร่างเปลือยเปล่าสุดแสนจะยั่วยวนของว่าที่ภรรยา
“เจ้า! เจ้ามันคนชั่วช้า” หยุนฉางเยว่รีบซุกหน้าเข้าไปที่อกของเด็กหนุ่ม ก่อนจะใช้มือเล็กๆทุบเบาๆด้วยความเขินอาย
เย่หยุนซีจับมือทั้งสองข้างของนางเอาไว้ จากนั้นก้มหน้าลงไปบดจูบนางอีกครา แต่ทว่าการจูบครั้งนี้กลับดูดดื่ม ดุเดือด และร้อนแรงยิ่งกว่าเก่า ทำเอาในหัวสมองของหงส์สาวขาวโพลนไปหมดไม่สามารถคิดเรื่องอื่นได้ มืออันซุกซนลูบไล้ไปตามส่วนโค้งส่วนเว้าของร่างกายด้วยความเสน่หา โดยเฉพาะดอกบัวคู่งามที่ใหญ่เกินหน้าเกินตา เย่หยุนซีไม่มีทางพลาดที่จะเชยชมมัน
ต่อมาหลังจากนั้น ณ บริเวณถ้ำใต้น้ำตกก็เกิดเสียงคราญครางของสตรีดังขึ้นไม่ขาดสายทั้งยังไม่มีท่าทีจะหยุดอีกต่างหาก แต่ทว่าก็น่าแปลกใจนักที่เหล่าสัตว์อสูรรอบข้างล้วนแต่ไม่มีตนไหนเลยที่ได้ยินเสียงนี้
#เนื้อหาตอนต่อไปเป็น NC นะครับ(ตอนพิเศษ) ใครอยากอ่านเชิญได้ แต่ถ้าไม่อยากอ่านก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นแค่ส่วนขยายเท่านั้น