บทที่ 12: โลกของการเข่นฆ่า
*ร่างกายคือภาชนะกักเก็บพลังิญญา ยื่งร่างกายแข็งแกร่งก็ยิ่งเก็บพลังิญญาได้มาก หากบำเพ็ญพลังิญญาเจอคอขวด ก็หยุดฝึกพลังิญญาชั่วคราว แล้วมาขัดเกลาร่างกาย*
ข้อความหน้าแรกจากคัมภีร์ฝึกกาย
ภาพมุมสูงเห็นบรรยากาศสวนสมุนไพรใหญ่ด้านล่าง บนท้องฟ้าปุยเมฆขาวบริสุทธิ์ถูกแหวกฝ่าไปด้วยความเร็ว
“ว๊า…ฮู๊…” เกาจิ้งกำลังฝึกขี่ดาบบินอย่างร่าเริงบนท้องฟ้า พอเข้าระดับ5เขาก็เคยฝึกแล้วครั้งหนึ่งแต่มันเปลืองพลังปราณมาก เขาจึงพักไว้ก่อน พอเลื่อนขั้นสำเร็จ จึงลองฝึกใหม่ถึงรู้ว่าไม่เปลืองพลังมากเท่าครั้งก่อนแล้ว
ย้อนเวลาไปเมื่อเช้า ่สามเดือนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วในที่สุดเกาจิ้งก็สามารถทะลวงจุดชีพจร ก้าวเข้าสู่ ‘ระดับหลอมปราณขั้นที่ 6’ ได้สำเร็จ สามเดือนที่ผ่านมานอกจากการฝึกฝนร่างกาย หลอมยา ฝึกบำเพ็ญ เกาจิ้งก็หาประวัติต่างๆ มาอ่าน เพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรม การเมืองการปกครองของโลกนี้และพูดคุยกับพวกศิษย์พี่ สอบถามสถานการณ์เื่ขุมอำนาจต่างๆ เกาจิ้งได้รู้ว่าโลกที่เขาอยู่นี้ไม่มีกษัตริย์หรือฮ่องเต้ แต่มีนครศักดิ์สิทธิ์ เมืองที่ตั้งอยู่กึ่งกลางทั้งเก้าแดน นครศักดิ์สิทธิ์มีองค์กรเป็กลางที่ไม่มีสำนักใดกล้าล่วงเกิน เช่น หอคอยจิติญญา ควบคุมการจัดอันดับและภารกิจต่างๆ ,หอหมื่นโอสถ สมาพันธ์นักหลอมโอสถ,
ศาลาเทียนจี รวบรวมข่าวสารและควบคุมการค้าทั่วแดนเซียน,ตำหนักผู้พิทักษ์ ผู้รักษากฎเกณฑ์ระหว่าง 9 แดน,หอประมูลสี่สมุทร ตลาดแลกเปลี่ยนสมบัติระดับสูง
องค์กรณ์ทั้งห้าไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองการปกครองของเผ่าต่างๆ แต่เปลี่ยนาระหว่างเผ่าพันธุ์เป็การแข่งขันและมอบของรางวัลต่างๆ เพื่อส่งเสริมการฝึกบำเพ็ญเพียร
เกาจิ้งรู้ว่าแม้ไม่มีา แต่กิจกรรมต่างๆ ที่หอคอยจิติญญาจัดให้มีการแข่ง ก็เหมือนให้เผ่าต่างๆ ได้มาฆ่าฟันกันเอง ภายใต้การบีบคั้นตัวเองอย่างบ้าคลั่งและการฝึกฝนกายาด้วยวิธีที่คนทั่วไปมองว่าเป็การรนหาที่ตาย เกาจิ้งก็ได้รู้ว่าร่างกายพิเศษอย่างไร ทว่า… ถึงแม้มันจะพิเศษแค่ไหน แต่มันก็ไม่มีอะไรที่ได้มาอย่างง่ายดาย ทุกพิษที่กินเข้าไปเขาต้องได้รับความเ็ปแบบที่คนทั่วไปได้รับก่อน ร่างกายถึงจะได้รู้จักกับพิษนั้นแล้วลดความเ็ปลงในครั้งถัดไป อย่างเดียวที่การันตีได้จากที่ระบบบอกก็คือ ไม่ว่าพิษจะร้ายแรงขนาดไหน ก็ไม่ทำให้เขาถึงตาย พิษหรือความเสียหายต่างๆ ที่เขาได้รับ ถ้าเป็ของเสียร่างกายจะหาทางขับมันออกมา แต่ส่วนที่เป็พลังงานร่างกายก็จะเก็บไว้ใช้
พลังปราณในร่างของเขาควบแน่นและไหลเวียนอย่างเชี่ยวกราก ทว่าสิ่งที่พัฒนาไปไกลกว่าระดับพลังบำเพ็ญคือ ‘ร่างกาย’ กายาไร้มลทินที่ผ่านการซึมซับพิษร้ายและการทุบตีจากหุ่นเชิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ารวมกับการแช่น้ำสมุนไพรทุกเดือน บัดนี้ได้ยกระดับความแข็งแกร่งจนิัแฝงประกายสีทองแดงจางๆ ยามที่โคจรพลัง เคล็ดหลอมกายาขั้นแรกได้หลอมรวมเข้ากับสายเืของเขาอย่างสมบูรณ์ ทำให้เขามีพละกำลังพื้นฐานเหนือกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันถึงสามเท่า
ที่หอวรยุทธ์ หุ่นฝึกกำลังโจมตีเกาจิ้ง แต่ก่อนที่ลูกไฟจะถึงตัว เกาจิ้งดึงยันต์ออกมาใบหนึ่ง มันกลายเป็โล่สีน้ำเงินใส มีไอปราณรายรอบกันลูกไฟไว้ได้ เกาจิ้งดึงยันต์มาอีกหนึ่งใบ ทันใดนั้นร่างเขาก็หายไป เหลือเพียงภาพเงาติดตาจางๆ ตัวเขาโผล่ไปหลังหุ่นฝึก แล้วปายันต์สายฟ้าไปที่หุ่น แรงะเิทำให้หุ่นหยุดทำงาน
“โคตรเจ๋ง ยันต์ป้องกัน ยันต์เคลื่อนที่พริบตา ยันต์โจมตีธาตุสายฟ้าเล่นหุ่นระดับหลอมปราณขั้น สิบสองสะง่องเลย ใช้คะแนนแลกมาแค่อย่างละร้อยคงไม่พอแล้ว ไว้ต้องไปแลกเพิ่ม” เกาจิ้งไปแลกยันต์ต่างๆ มาลองฝึกใช้ดูแล้วชอบมาก
“โอสถคือตัวช่วยการบำเพ็ญ ยันต์คือตัวช่วยในการต่อสู้ น่าสนใจ แต่เวลามีไม่พอให้ศึกษา” เกาจิ้งลูบเข็มขัดจอมมารที่ตอนนี้ถูกพรางตาให้กลายเป็ผ้าคาดเอวสีดำเรียบๆ อย่างพึงพอใจในการฝึกเช้านี้ เขาเก็บยันต์ต่างๆ ไว้ในถุงมิติ
“ตำรับยาที่อาจารย์ให้มา ไม่ใช่ตำรับยาทั่วไป แต่เป็บันทึกความเข้าใจในการหลอมโอสถต่างๆ ซึ่งช่วยข้าได้อย่างมาก นี่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของอาจารย์ บุญคุณนี้ต้องจดจำไว้ ข้าต้องเชี่ยวชาญให้ได้สักหนึ่งสูตร เชี่ยวชาญสักอย่าง ดีกว่ารู้ทุกอย่าง แต่ไม่เชี่ยวชาญเลย”
เกาจิ้งเลือกที่จะฝึกหลอมโอสถบำรุงิญญา สรรพคุณช่วยเพิ่มพลังจิตรับรู้ กับพลังิญญา พลังจิตรับรู้จำเป็สำหรับนักหลอมโอสถเป็อย่างมาก แถมยังช่วยเื่จิตััด้วย เขาแลกสมุนไพรต่างๆ ตุนไว้มากมาย และเตรียมออกไปซื้อของในเมือง พวกศิษย์พี่ให้แผนที่แบบสามมิติมาพร้อมบอกตำแหน่งร้านต่างๆ ไว้ให้เขาแล้ว
เมืองหลวงน่าตื่นตาตื่นใจมากในสายตาของเกาจิ้ง ต่างจากเมืองหินครามราวฟ้ากับเหว ถ้าเมืองหินครามคือแนวจีนโบราณ เมืองนี้คือแนวอานิเมะ
“โห…แฟชั่นเมืองนี้มันแนวอานิเมะเอไอแฝดสี่ชัดๆ มีชุดจีนโบราณซีทรูด้วย” ^o^!
เกาจิ้งกางแผนที่แล้วรีบไปร้านการค้าเมฆดำ เขาไม่มีเวลาเดินเล่น เขาต้องรีบซื้อแล้วกลับไปฝึก เกาจิ้งกวาดยันต์ขั้น2มามากมายหลังสอบถามสรรพคุณ เขารีบกลับสำนักไปลองใช้
หน้าบันไดทางขึ้นเขาโอสถ หลี่เสียนศิษย์พี่รองของเกาจิ้งนั่งเท้าคางอยู่ตรงบันได ท่าทางหมดอาลัยตายอยาก เกาจิ้งไปนั่งลงข้างๆ แล้วนั่งเท้าคางท่าเดียวกับหลี่เสียน ทั้งคู่ถอนหายใจพร้อมกัน
“ศิษย์พี่รอง นั่งกลุ้มเื่ศิษย์พี่หญิงใหญ่อีกแล้วหรือขอรับ” เกาจิ้งชินตาภาพแบบนี้ หลังเห็นมาสามเดือนแล้ว
“เ้าหก ข้าตามเฝ้าเอาใจศิย์พี่มาเป็สิบปีแล้ว คนทั้งสำนักก็รู้ แต่ศิษย์พี่ก็ไม่ยอมใจอ่อน แดนลับครั้งนี้ข้าไปไม่ได้ตามนางไปด้วย ข้าเป็ห่วงนาง” หลี่เสียนถอนใจอีกครั้ง
“พี่รองท่านทนความเ็ปกับรักข้างเดียวมาสิบปี ท่านเริ่มท้อ เริ่มเข้าใจคำว่าตบมือข้างเดียว ยังไงก็ไม่ดัง แต่มีคนคนหนึ่งสิบปีแล้ว เขายังไม่เคยท้อเลย”
“ใครรึ?” หลี่เสียนถามยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงหญิงสาวสดใสดังขึ้นมา
“ศิษย์พี่รอง ข้าวเย็นพร้อมแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้มีเนื้อกวางอสูรของโปรดพี่ด้วยนะ”
ซูเซียนหนิวศิษย์พี่หญิงลำดับสามวิ่งมาหาทั้งสองคน เกาจิ้งลุกขึ้นตบบ่าหลี่เสียนเบาๆ ก่อนขอตัวขึ้นดาบบิน บินกลับที่พัก
ก่อนวันออกเดินทาง เ้าสำนักได้เรียกตัวเกาจิ้งเข้าพบเป็การส่วนตัวเพื่อมอบรางวัลพิเศษตามที่เคยรับปากไว้ “ฐานบำเพ็ญของเ้าในตอนนี้ยังไม่อาจรองรับอาวุธระดับสองได้ ข้าจึงอนุญาตให้เ้าเลือกอาวุธระดับหนึ่งขั้นสูงสุดจากคลังสมบัติส่วนตัวของข้าได้หนึ่งชิ้น” เ้าสำนักกล่าว
เขาใช้เนตริญญาสแกนหาอาวุธที่เน้นการใช้งานจริงและไม่สะดุดตา ท้ายที่สุดเขาจึงเลือก ‘ดาบเสี้ยวจันทรา’ มันเป็ดาบใบมีดโค้งสันหนา ที่ตีขึ้นจากเหล็กนิลกาฬ ตัวใบดาบเป็สีดำสนิทไร้ความเงางาม ไม่สะท้อนแสงแม้แต่น้อย ทว่ามีความคมกริบระดับตัดเหล็กกล้าให้ขาดได้ในดาบเดียว มันคืออาวุธที่เกิดมาเพื่อการลอบสังหารและการต่อสู้ในเงามืดอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับวิชาย่างก้าวไร้ขอบเขตและกายากลมกลืนของเขา
จบตอน.