ครานี้จางอวี้เหลียนไม่ลังเลแม้แต่น้อยสามารถบรรเทาได้ก็ยังดี นางทนทุกข์กับการเฝ้าห้องหอว่างเปล่าเพียงลำพังมามากพอแล้ว
"ตกลงข้าจะจัดยาให้ ท่านกลับไปต้มดื่มทุกวัน และจะให้ตำรับสมุนไพรสำหรับอาบแก่ท่านอีกชุดแช่ทุกสามวันก็พอ นอกจากนี้ข้าจะทำสีผึ้งยาให้ท่านทาอีกอย่าง อีกสองวันท่านค่อยแวะมาเอา"
การรักษาขนคุดต้องรักษาทั้งภายในและภายนอกตามสาเหตุของโรค
รักษาภายในโดยการบำรุงเลือดและชะล้างไขมันตัวอย่างเช่น ยาต้มที่นางจ่ายให้
รักษาภายนอกโดยการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนบำรุงให้ความชุ่มชื้น ค่อยๆ ขจัดสิ่งอุดตัน ตัวอย่างเช่น สมุนไพรอาบและสีผึ้งยาที่นางปรุงให้
เมื่อรักษาร่วมกันทั้งสองทางจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
"ดี ไม่ว่าเท่าไรข้าก็ยอมจ่ายขอแค่เห็นผลก็พอ!"
แท้จริงแล้วฐานะทางบ้านของจางอวี้เหลียนไม่ลำบากเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่มีอันจะกิน มีเงินเก็บอยู่บ้าง
ที่ผ่านมานางประหยัดอดออมมาโดยตลอดแต่มิเคยได้สิ่งใดตอบแทน นอกจากถูกสามีนอกใจ
แทนที่จะให้เขาเอาเงินไปผลาญมิสู้เก็บไว้ใช้เองยังดีกว่า เรื่องในบ้านส่วนใหญ่จางอวี้เหลียนยังคงเป็นคนตัดสินใจ
ด้วยอุปนิสัยที่เด็ดขาดของนางตลอดหลายปีมานี้แม้แต่สามีก็ยังไม่กล้าทำให้นางขุ่นเคืองจริงๆ
ที่นางลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งเรื่องที่เขามีหญิงอื่นข้างนอกก็เพราะนางรู้สึกด้อยค่าในตัวเอง
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วนางมีท่านหมอหมิงผู้มีวิชาการแพทย์ล้ำเลิศเป็นที่พึ่ง นางจะต้องเอาชนะใจสามีอีกครั้งให้จงได้!
"การรักษาโรคนี้ต้องมีความอดทนและความสม่ำเสมอต่อเนื่อง อย่าล้มเลิกกลางคัน"
หมิงเป่าจูกลัวว่าอีกฝ่ายจะใจร้อนจึงกำชับข้อควรระวังเพิ่มเติม ห้ามเกา ห้ามบีบ มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดการอักเสบของรูขุมขนซึ่งจะยิ่งรับมือได้ยาก
ความเร่งรีบจะทำให้เสียการหากต้องการให้ผิวกลับมาเรียบเนียนสวยงาม ก็ต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็จะสูญเปล่า
จางอวี้เหลียนแสดงท่าทีบอกเป็นนัยว่าจดจำใส่ใจแล้วจากนั้นจึงขอตัวกลับไปก่อน
ส่วนหม่ากุ้ยฮวากลับไม่รีบร้อนนางกระซิบกับหมิงเป่าจูว่า "เป่าจู ยาอาบสมุนไพรตำรับนั้น จัดให้ป้าสักชุดได้หรือไม่"
"ได้เลยช่วงนี้ต้องขอบคุณท่านป้ากุ้ยฮวามากที่คอยช่วยเหลือ" หมิงเป่าจูตอบตกลงทันที พร้อมกับไปจัดยาใส่ห่อแล้วส่งให้นาง
"โธ่เอ๊ยป้าก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น เจ้าช่วยดูแลเสี่ยวอวิ๋นของเราป้าต่างหากที่ต้องกล่าวขอบคุณ"
หม่ากุ้ยฮวายิ้มจนแก้มปรินางไม่เพียงแต่ผิวพรรณดีขึ้นเท่านั้น การค้าก็ยังไปได้สวย ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ร่วมกันไม่มีใครเสียเปรียบใคร
ก่อนจากไปนางก็ยังคงจ่ายเงินครานี้หมิงเป่าจูไม่ปฏิเสธ รับเงินมาแต่โดยดี
กระทั่งหม่ากุ้ยฮวาไปแล้วบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวข้างกายหมิงเป่าจูในท่ายืนกอดอก มองออกไปข้างนอกตามสายตาของนาง
"ต่อไปท่านอย่าไปค่อนแคะป้ากุ้ยฮวาอีกเลยนางเป็นคนที่ใช้ได้อยู่เหมือนกัน"
หมิงเป่าจูเอ่ยพลางครุ่นคิดบางทีคืนวันเทศกาลจงหยวนนางอาจเข้าใจผิดไปเองก็ได้ อย่างน้อยดูจากสองวันที่ผ่านมา นางก็เป็นคนมีน้ำใจดี
หลี่ไหวฺอวี้หลุบเปลือกตามองนางปราดหนึ่งพ่นลมหายใจทางจมูก แต่ไม่ได้ตอบอะไร
"เป่าอวี้ยังหลับอยู่อีกหรือ"
หมิงเป่าจูเปลี่ยนเรื่องคุยนางกอดอกเลียนแบบเขา น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่อาจเดาอารมณ์ได้ แม้แต่ศีรษะก็ยังไม่หันไปมองจดจ้องไปข้างนอกตลอดเวลาเหมือนเดิม
"คง...อย่างนั้น"
หลี่ไหวฺอวี้ลดมือลงเว้นวรรคระหว่างคำอยู่เล็กน้อย
"อืม"หมิงเป่าจูพยักหน้า "ดียิ่ง"
หลี่ไหวฺอวี้ใช้ลิ้นดุนฟันล่างนึกไม่ออกว่าครั้งนี้หมิงเป่าจูหมายความว่าอย่างไร จากนั้นจึงทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ สาวน้อยนี่เก่งขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว
กระทั่งตกเย็น หมิงเป่าจูถึงเห็นน้องชายออกมาจากห้อง
พอเห็นนางยืนอยู่ในบ้านเท้าของเขาก็ชะงักเล็กน้อย สีหน้าเผยแววลนลานอย่างชัดเจน จากนั้นก็ร้องทัก "พี่หญิง!"
หมิงเป่าจูชำเลืองมองเขาแวบหนึ่งไม่ได้พูดอะไร แต่กระแทกไม้บดสมุนไพรในมือดังโป๊กๆ
นางใส่ซิ่งเหรินเถาเหริน[1]ลูกเดือยไป๋เจียงฉาน[2]ไป๋ฝูหลิง[3]ไป๋จื่อ[4]เทียนฮวาเฝิ่น[5]กานเฉ่า[6]ใบหม่อน[7]เปลือกหม่อนขาว ใบสนหอม[8]ชางจู๋[9]อย่างละสิบเฉียน
"นี่คือสิ่งใด?"
หมิงเป่าอวี้เข้าไปชวนคุยก่อนอย่างระมัดระวังเขายกชายกางเกงขึ้นแล้วนั่งยองลงข้างๆ เงยหน้าขึ้นถาม แต่หมิงเป่าจูยังคงไม่พูด
"พี่หญิงให้ข้าช่วยหรือไม่"
แม้จะเป็นการถามแต่หมิงเป่าอวี้ก็ไม่ได้รอคำตอบจากหมิงเป่าจู รีบคว้าไม้บดยาขึ้นมาตำอย่างขะมักเขม้น"ต้องตำให้ละเอียดเป็นผงใช่หรือไม่"
หมิงเป่าจูไม่ขัดขวางกำลังวังชาของน้องชายดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นมาก แขนเล็กจ้อยที่ยื่นออกมาก็ดูแข็งแรงกว่าเดิมเห็นได้ว่าเติบโตขึ้นมาบ้างแล้ว
นางลุกขึ้นเดินตรงไปที่ห้องครัวมีเนื้อหมูสามชั้นชิ้นโตที่ให้หลี่ไหวฺอวี้ซื้อมาวางอยู่บนโต๊ะ
ใช้น้ำล้างให้สะอาดซับให้แห้งแล้วพักไว้
จุดเตาไฟ อุ่นกระทะให้ร้อนหั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นๆ แล้วใส่ลงไปเจียว
ไม่นานนัก เนื้อหมูสามชั้นก็เริ่มเดือดปุดๆส่งเสียงดังฉู่ฉ่า
หมิงเป่าอวี้ก็ยกโกร่งบดยาตามมาแล้วยืนโขลกสมุนไพรต่อที่หน้าประตูห้องครัว มองหมิงเป่าจูด้วยท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจ ในใจกลับกระสับกระส่ายหัวใจเต้นแรงเหมือนย่ำกลอง
พี่สาวฉลาดปราดเปรื่องยิ่งคงมิใช่ว่ารู้เรื่องที่ตนเองแอบเรียนวิทยายุทธ์กับพี่ไหวฺอวี้แล้วกระมัง
เพียงแค่คาดเดาหมิงเป่าอวี้ก็ขวัญหนีดีฝ่อแล้วยิ่งเห็นหมิงเป่าจูเงียบไม่พูด ยิ่งคิดว่าตนเองเดาไม่ผิด
หากเป็นเช่นนั้นเขาก็ควรเป็นฝ่ายเข้าไปรับผิดและบอกความคิดของตนเองไปดีหรือไม่?
หากพูดออกไป พี่สาวจะไม่ให้ตนเองเรียนวิทยายุทธ์อีกหรือเปล่า?
พี่สาวจะตำหนิว่าเป็นความผิดของพี่ไหวฺอวี้หรือไม่แต่ถึงอย่างไรพี่ไหวฺอวี้ก็เหมือนจะเกรงใจพี่สาวอยู่เหมือนกัน
"..."
ขณะที่หมิงเป่าอวี้กำลังถกเถียงกับตัวเองอย่างหนักหลี่ไหวฺอวี้ผู้ถูกประเมินต่ำเตี้ยโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ ก็เดินมาทางด้านหลัง แล้วตบบ่าของเขาเบาๆ
"ความแตกแล้วหรือ"หลี่ไหวฺอวี้ถามหมิงเป่าอวี้เสียงเบา
หมิงเป่าอวี้ส่ายหน้าชี้ไปที่หมิงเป่าจูที่กำลังเจียวน้ำมันอย่างตั้งใจ
หมายความว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ท่าทีของพี่สาวดูพิกลยิ่ง
หลี่ไหวฺอวี้บอกเป็นนัยให้เขาสบายใจจากนั้นก็เดินไปข้างกายหมิงเป่าจูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"สมุนไพรที่บ้านเดิมควรย้ายมาหรือไม่ช่วงนี้เป่าอวี้มักคิดถึงอยู่เรื่อย อยู่ว่างๆ ก็จะไปรดน้ำใส่ปุ๋ยให้เป็นประจำ ข้าตามไปสองครั้งแล้วหากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ใช่ทางออกที่ดี ทางไกลเกินไป ไปกลับไม่สะดวก”
หมิงเป่าอวี้ที่ยืนอยู่หน้าประตูอ้าปากค้างยกนิ้วโป้งให้หลี่ไหวฺอวี้ ก่อนจะรีบลดมือลงก่อนที่หมิงเป่าจูจะหันกลับมา
"เจ้ากลับไปหมู่บ้านมาหรือ"หมิงเป่าจูหยุดมือที่กำลังคนกระทะ หันไปมองน้องชาย
"อื้มอื้ม!"
หมิงเป่าอวี้แสร้งทำเป็นตกใจที่นางรู้แล้วอึกอักครู่หนึ่ง จึงพยักหน้า เหมือนถูกจับได้อย่างไม่ค่อยเต็มใจ
"เมื่อก่อนไม่เคยได้อยู่เป็นสุขกลัวพี่หญิงไม่ให้ไป"
หมิงเป่าอวี้ค่อยๆก้มหน้าลง พยายามกดมุมปากที่ลอบยิ้มลงมา พี่ไหวฺอวี้ฉลาดจริงๆ พูดไม่กี่คำก็ทำให้พี่สาวเชื่อแล้ว
หมายความว่าพวกเขาทั้งสองคนมีแต่ความทรงจำเลวร้ายที่หมู่บ้านชิงหยางกลัวว่าจะไปสะกิดความโศกเศร้าในใจของพี่สาว และกลัวว่านางจะไม่ให้กลับไป
แต่ก็ยังพะวงถึงสมุนไพรที่นางอุตส่าห์ปลูกไว้อย่างยากลำบากจึงแอบกลับไปโดยไม่บอกนาง
ทุกอย่างล้วนคำนึงถึงจิตใจของพี่สาวทั้งสิ้นน้องชายเช่นนี้จะให้นางดุด่าว่ากล่าวลงได้อย่างไร
เชิงอรรถ
[1] เถาเหริน(桃仁) หรือท้อยิ้งคือเมล็ดแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Prunus persica (L.) Batsch. หรือP. davidiana (Carr.) Franch. วงศ์ Rosaceae ช่วยให้เลือดในระบบตับและหัวใจหมุนเวียนดี บรรเทาปวดประจำเดือน ระบายอ่อนๆ
[2] ไป๋เจียงฉาน(白僵蚕) หรือหนอนไหมขาวคือตัวอ่อนของแมลงBombyx moth Bombyx mori ซึ่งติดเชื้อ Beauveria bassiana ตาย ทั้งตัวจึงปกคลุมไปด้วยผงสีขาว เป็นยาออกฤทธิ์ที่เส้นลมปราณตับ ปอด และกระเพาะอาหารช่วยละลายเสมหะ ขับลม ตาแดง คอบวม ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก นอกจากนี้ยังใช้รักษาแผลพุพองลมพิษ หรือโรคผิวหนัง อาการผดผื่น รักษาแผลเป็น
[3] ไป๋ฝูหลิง(白茯苓) หรือ ฝูหลิงหรือโป่งรากสน คือเห็ดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poria cocos (Schw.) Wolf วงศ์ Polyporaceae รสจืดอมหวาน สุขุม มีฤทธิ์ระบายน้ำสลายความชื้น สรรพคุณแก้อาการบวมน้ำ ปัสสาวะขัด และมีฤทธิ์บำรุงม้าม กล่อมประสาท แก้อาการม้ามพร่องระบบการย่อยอาหารอ่อนแอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ใจสั่น นอนไม่หลับ
[4] ไป๋จื่อ(白芷) หรือโกฐสอ มีรสเผ็ดอุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณกระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ปอด มีฤทธิ์แก้อาการจากการกระทบลมเย็นภายนอกแก้ปวดศีรษะโดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ลดอาการคัดจมูก แก้ตกขาว ลดบวม ขับความชื้น ขับหนอง
[5] เทียนฮวาเฝิ่น(天花粉) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTrichosantheskirilowii อยู่ในวงศ์ Cucurbitaceae พบในมณฑลเหอหนานซานตง เหอเป่ย ซานซี เป็นยาสมุนไพรจีนชนิดหนึ่งที่ปัจจุบันถูกนำมาเป็นยาหลักในการรักษาผู้ป่วยโควิดมีรสหวาน ขมเล็กน้อย มีฤทธิ์เย็นอ่อน เข้าสู่เส้นลมปราณปอดและกระเพาะอาหาร สรรพคุณระบายความร้อน เพิ่มสารน้ำลดการกระหาย ระบายปอดให้ความชุ่มชื้น ขจัดพิษ กำจัดหนอง ลดบวม
[6] กานเฉ่า(甘草) หรือชะเอมจีนมีรสหวาน ฤทธิ์ไม่ร้อนไม่เย็น เข้าเส้นลมปราณ หัวใจ ปอด ม้าม และกระเพาะอาหาร ช่วยขับระบายปราณเสีย(邪气) ซึ่งเป็นปัจจัยก่อเกิดโรคทั้งชนิดร้อนและเย็นจากอวัยวะภายในร่างกายเสริมความแข็งแรงของกระดูกและเส้นเอ็น ขับพิษ รักษาแผลอักเสบ ฝีอักเสบต่างๆ รักษาแผลร้อนในแผลในปาก
[7] ใบหม่อน(桑叶) มีสรรพคุณแก้อักเสบป้องกันเชื้อไวรัส บำรุงปอด
[8] ใบสนหอม(柏叶) เป็นสมุนไพรมีรสขมและฝาดเย็น เข้าสู่เส้นลมปราณปอด ตับ และม้าม มักอยู่ในตำรายารักษาโรคเลือด เช่นอาเจียนเป็นเลือดเลือดกำเดาไหล ริดสีดวง ระดูผิดปกติ
[9] ชางจู๋(苍术) หรือโกศเขมาชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAtractylodes lancea (Thunb.) DC. หรือ A. chinensis (DC.)Koidz มีฤทธิ์ต้านปวด ต้านการอักเสบ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน รักษาแผลในกระเพาะอาหารต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดความดันโลหิต กดระบบประสาทส่วนกลาง ลดอุณหภูมิร่างกาย