ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 108 อดีตของเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์
ร่างวิญญาณโปร่งแสงสั่นไหวผันผวน สายตาจ้องมองแผ่นกระดาษสีแดงในมือของมาคัสไม่วางตา เนื้อความทั้งหมดนั่นทำให้หัวใจของจินเต้นระรัว แม้จะไม่มีหัวใจจริงๆ ก็ตาม แต่ความรู้สึกเต้นตูมตามอยู่ในอกนั่นก็เป็นของจริง
เยว่ซินที่เขารู้จักยังคงมีชีวิตอยู่! ทั้งยังกลายมาเป็นมหาอำนาจใหญ่ภายในเขต C เสียด้วย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงที่จินเสียชีวิตอยู่ภายในดันเจี้ยน มันถึงกลับผลักดันให้สาวน้อยจอมซุกซนกลายเป็นเจ้าสำนักผู้เกรียงไกร กลายเป็นยอดสตรีที่อยู่เหนือผู้คนนับล้าน
นี่นับเป็นคนรู้จักคนแรกและคนเดียวที่จินได้พบว่ายังมีชีวิตอยู่หลังจากผ่านมาสามร้อยกว่าปี หมายความว่าลูกหลานของเขาก็ไม่ได้ย้ายถิ่นฐานไปไหนไกล ยังคงปักหลักกันอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เขาแค่ยังไม่มีโอกาสพบเจอคนรู้จักคนอื่นก็เท่านั้น อาจเป็นไปได้ว่าทุกคนตายไปหมดแล้ว หรือไม่ก็กลายเป็นตัวตนระดับสูงจนจินในปัจจุบันเอื้อมไปไม่ถึง
จิตใจของวิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์เผลอคิดไปถึงดวงหน้าของหญิงนางหนึ่งที่ผ่านทุกข์ผ่านสุขร่วมกับตนมา รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งตระกูลพีไรซ์ วางรากฐานตระกูลเอาไว้มากมาย จนคนเป็นสามีอย่างเขายังรู้สึกละอายที่ปล่อยให้ภรรยาเป็นผู้แบกรับหน้าที่เหล่านี้อยู่เพียงผู้เดียว
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าบัดนี้เธอหายไปอยู่ที่ใด แต่หากหวางเยว่ซินยังมีชีวิตอยู่แม้ผ่านกาลเวลามาสามร้อยกว่าปี เช่นนั้นฟางหรูภรรยาของเขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้
จากข้อความในจดหมาย ดูเหมือนจะมีเรื่องราวหลายอย่างที่หัวหน้าสำนักจันทรานิรันดร์ล่วงรู้ แต่คนในตระกูลของเขาไม่รู้
บางทีเรื่องราวของฟางหรูอาจจะพอมีเบาะแสอยู่บ้างก็เป็นได้ เขาจำเป็นต้องถามเยว่ซินในเรื่องนี้ให้ได้ อุตส่าห์ได้มีโอกาสใช้ชีวิตเป็นครั้งที่สองแล้ว เขาไม่ยอมพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักไปอีกเป็นแน่ จะชดเชยในสิ่งที่เขาพลั้งพลาด จะทำนุบำรุงในสิ่งที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาแต่เขาไม่มีโอกาสได้อยู่คอยช่วยเหลือ และรักอีกฝ่ายให้ดีเหมือนเช่นที่เคยรัก มอบความปราถนาดีให้แก่กันไปตราบนานเท่านาน
ในเมื่อจดหมายเชิญถูกส่งมากะทันหัน เห็นทีว่าการคิดบัญชีแค้นกับตระกูลหวงหลงต้องเลื่อนออกไปก่อน เขาไม่ควรจับปลาสองมือในสถานการณ์นี้ เหตุการณ์ทั้งสองฝั่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างสูงทั้งคู่
มาคัสที่อ่านจดหมายและทำความเข้าใจทุกอย่างได้แน่ชัดแล้วก็เรียกประชุมผู้อาวุโสทั้งหมดทันที เรื่องนี้จำเป็นต้องแจ้งให้ทุกคนทราบและขอความเห็นจากทุกๆ คน
การประชุมเริ่มต้นไม่นานหลังจากหัวหน้าตระกูลเรียกรวมตัวผู้อาวุโส โดยมีวิญญาณบรรพบุรุษอย่างจินยืนมองอยู่มุมห้อง
มีเพียงมาดิออสเท่านั้นที่ต้องออกไปลาดตระเวนนอกเมืองจึงไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย
ผลการประชุมเห็นตรงกันว่าควรส่งคาลอสเป็นตัวแทน เพราะอย่างไรคาลอสก็มีความคุ้นเคยกับคนของอีกฝ่ายอยู่แล้ว น่าจะเข้ากันได้ไม่เป็นปัญหาอะไร
ส่วนอีกคนที่จะส่งตามไปด้วยก็คือเคฟลิน เธอเป็นอีกหนึ่งในอัจฉริยะรุ่นที่แปดของตระกูล และเนื่องจากสำนักจันทรานิรันดร์มีแต่สตรีไม่รับบุรุษ การส่งเคฟลินไปเป็นหนึ่งในตัวแทนย่อมเหมาะสมที่สุด
วิญญาณบรรพบุรุษซึ่งอยู่ในที่ประชุมไม่ได้มีข้อขัดแย้งอะไรกับมติ เพียงแค่จะต้องเตรียมแผนการใหม่เท่านั้น เขาต้องการส่งข้อความของตนเองออกไปด้วยเช่นเดียวกัน
ใจจริงเขานั้นอยากไปด้วยตัวเอง แม้ว่าเขาจะมีทั้งยันต์วิญญาณสถิต และกายเทียม แต่พวกมันทั้งหมดควรจะเก็บไว้ในช่วงเวลาสำคัญ และการเดินทางในครั้งนี้ก็ใช้เวลาเดินทางนานจนเกินไป หากใช้ร่างวิญญาณจอมเสเพลที่เพิ่งได้มาใหม่ยิ่งเสียเวลาเดินทางทั้งขาไปและขากลับ รวมๆ แล้วคงเป็นเวลาเกือบเดือน
นั่นเป็นระยะเวลาที่นานเกินไปที่จะปล่อยตระกูลเอาไว้โดยที่ไม่มีตนเองคุ้มกัน จริงๆ จะตั้งโกเลมแฝดไว้ก็ได้ แต่ลึกๆ ในใจของเขาไม่อาจวางใจได้จริงๆ สุดท้ายจึงอยู่เฝ้าเขตตระกูล ส่งไปเพียงคำทักทายและคำถามบางอย่างเท่านั้น
ตกดึกวันนั้น ยันต์เข้าฝันก็ถูกใช้ไปอีกหนึ่งใบ ข้อความที่จะส่งถึงหวางเยว่ซินถูกบอกต่อมาคัส ไหว้วานให้อีกฝ่ายร่างจดหมดขึ้นในนามของตนเองเพื่อทักทายและถามคำถามมากมายกับเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์
—------------
ราวครึ่งเดือนต่อมา
ภายในห้องไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก การประดับตกแต่งไม่ได้ดูฟุ้งเฟ้อ ให้ความรู้สึกสุขุมและสบายตา
หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้นวม ทอดสายตาออกนอกหน้าต่าง ด้านข้างมีดรุณีแรกรุ่นนั่งจ้องนางตาแป๋วอยู่ด้วย
ในมือของหญิงวัยกลางคนมีกระดาษแผ่นสีขาวที่ถูกคลี่เปิดค้างไว้ เนื้อความภายในบ่งบอกว่าผู้ส่งรับทราบถึงจดหมายเชิญแล้ว และจะส่งตัวแทนไปตามคำเชิญโดยเร็วที่สุด ท้ายจดหมายฉบับดังกล่าวลงลายมือชื่อของมาคัส หัวหน้าตระกูลพีไรซ์คนปัจจุบัน
แน่นอนหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมผู้นี้จึงเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ เจ้าของจดหมายเชิญฉบับที่ถูกกล่าวถึงนั่นเอง
จริงๆ แล้วจดหมายเชิญฉบับดังกล่าวควรจะส่งถึงมือมาคัสตั้งแต่สองเดือนก่อน ติดตรงที่ว่าเยว่ซินปิดตัวฝึกฝนพลังอยู่เพียงลำพังไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปรบกวน นั่นทำให้เวลาผ่านพ้นไปเกือบสองเดือนกว่าหานฮวาจะสามารถเข้าไปรายงานเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้สตรีอายุสามร้อยกว่าปีผู้นี้ฟังได้
เมื่อได้ฟังครั้งแรกเจ้าสำนักผู้เคร่งขรึมมาโดยตลอดพลันตื่นตกใจ หมดสิ้นท่าทางที่เคยสุขุมมา รีบซักไซ้ถามหลานสาวของตนด้วยความร้อนอกร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง
หานฮวาตกใจไม่น้อยที่เห็นแง่มุมบุคลิกของเจ้าสำนักที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจ และโล่งใจ จึงรีบเล่าความที่ตนได้ฟังมาให้อีกฝ่ายฟัง รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในมิติลึกลับ ทั้งเรื่องที่รอดตายมาได้เพราะชายหนุ่มสองคนผ่านทางมาพบ และเรื่องร่างพลังงานสีทองที่ก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์
แน่นอนว่าเจ้าสำนักผู้ไม่หลงเหลือมาดสุขุมย่อมสงสัยใคร่รู้ต่อร่างพลังงานดังกล่าวอย่างมาก ถามไถ่ลักษณะของอีกฝ่ายซ้ำไปซ้ำมา รวมถึงเรื่องที่คาลอสบอกว่านั่นคือบรรพบุรุษของตน
แม้จะไม่มั่นใจนักว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ใจส่วนหนึ่งของเยว่ซิน เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ก็เชื่อว่านั่นอาจเป็นวิญญาณของจินหรือไม่ก็เป็นบางสิ่งที่จินส่งต่อไว้เพื่อปกป้องลูกหลานจริงๆ เธอแอบหวังเสมอให้อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่แม้จะหายตัวไปในดันเจี้ยนที่ยกระดับ
ตอนนั้นท่านพี่ฟางหรูของนางแอบร้องไห้ทุกครั้งตอนที่เหล่าเด็กๆ เข้านอนกันหมด ในฐานะที่เป็นรุ่นน้องคนสนิท นางก็แอบปวดใจอยู่ไม่น้อย และการสูญเสียบุคคลใกล้ชิดในครั้งนั้นเองก็ทำให้นางรู้ว่าโลกนี้มันช่างอันตรายเหลือเกิน จินในตอนนั้นก็มีฝีมือไม่เลว ถือเป็นชนชั้นนำภายในค่ายผู้รอดชีวิตหลังจากฝึกฝนอย่างหนัก ทว่าสุดท้ายก็ต้องพลาดพลั้งต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
นี่เองก็เป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่ทำให้ตัวนางอยากจะเก่งขึ้นเช่นเดียวกัน นางไม่อาจหลบอยู่ใต้ปีกของท่านพี่ฟางหรูและจินได้ตลอดไป นางจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อเอาตัวรอดอยู่ในโลกที่แสนโหดร้ายนี้
ความทรงจำมากมายในสมัยก่อนล่องลอยอยู่ในความคิดของหญิงวัยกลางคน ก่อนจะค่อยๆ ถอนสายตาออกจากหน้าต่างบานใหญ่ หันกลับไปจ้องใบหน้าของหลานสาวตัวน้อยที่คล้ายคลึงตัวเองตอนสาวๆ อย่างยิ่ง
“จดหมายตอบรับเพิ่งจะมาถึงเมื่อเช้า แต่ย่าเกรงว่าตัวแทนของตระกูลพีไรซ์คงใกล้จะมาถึงในเร็วๆ นี้แล้วล่ะ” หญิงชราที่รูปร่างหน้าตาไม่ต่างไปจากหญิงวัยกลางขยับจดหมายในมือพร้อมกับเกริ่นขึ้นมา
“เช่นนั้นให้หลานไปแจ้งเหล่าศิษย์เฝ้าประตูดีหรือไม่เจ้าคะ ว่าจะมีแขกมาเยี่ยมเยียนสำนักของเรา” หญิงสาวหน้าตาสดใสรีบเสนอตัวเองอย่างกระตือรือร้น
“ไม่ต้อง เจ้าอยู่ที่นี่แหละ” หญิงวัยกลางคนส่งยิ้มอ่อนโยนพร้อมกับส่ายมือน้อยๆ “หม่านเอ๋อ ไปแจ้งเหล่าศิษย์หน่อยว่าเราอาจจะมีแขกเดินทางมาหา เป็นแขกจากตระกูลพีไรซ์ อย่าได้ต้อนรับพวกเขาไม่ดีเชียว”
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่หน้าประตูราวกับรูปปั้น หากนางไม่ส่งเสียงตอบรับ ผู้คนอาจจะไม่สังเกตเห็นการมีอยู่ของนางเลยก็เป็นได้
เธอเป็นสาวใช้คนสนิทของเยว่ซิน เป็นหญิงสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูจากเจ้าสำนักหญิงตั้งแต่แบเบาะ ความใกล้ชิดระหว่างทั้งคู่จึงไม่ธรรมดา เป็นหนึ่งในคนที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่อยู่ข้างกายเจ้าสำนัก ซึ่งทุกคนในสำนักรู้เรื่องนี้ว่าหม่านเอ๋อนั้นจะคอยเป็นมือเป็นเท้าให้กับเจ้าสำนักตลอด
หญิงสาวรับคำแล้วเดินออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว เมื่อได้รับคำสั่งก็ปฏิบัติตามทันที ไม่มีข้อสงสัยต่อคำถามของอีกฝ่ายแม้เพียงนิด
เมื่อสาวรับใช้ออกจากห้องไปแล้ว หญิงวัยกลางคนก็หันกลับมามองหลานสาวของตนเองอีกครั้งหนึ่งก่อนจะเปิดปากพูดบางอย่างขึ้นมา
“เรื่องราวในครั้งนี้ทำให้ข้านึกบางอย่างในอดีตขึ้นมาได้ มันเป็นความทรงจำที่แย่ทีเดียว เป็นความทรงจำที่ข้าเองก็ไม่อยากจำ แม้ว่าตอนนี้ข้าจะไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมันแล้ว แต่สมัยก่อนนั้นไม่ใช่ มันทำให้ข้าทำสิ่งผิดพลาดลงไปหลายอย่าง...เป็นหลายอย่างที่ทำให้ข้ายังรู้สึกผิดมาจนถึงทุกวันนี้” ผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมมองตรงไปที่หญิงสาวด้านข้าง สายตาดูเหม่อลอย มองคนตรงหน้าอยู่ก็จริงแต่เหมือนนึกไปถึงบางสิ่งเบื้องหลังเสียมากกว่า
“เรื่องที่ทำให้รู้สึกผิด?” หญิงสาวขมวดคิ้วมองท่านย่าของตนด้วยดวงตาแฝงความสงสัย
“ใช่เรื่องที่ทำให้ข้ายังรู้สึกผิดมาจนถึงทุกวันนี้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อของเจ้านั่นแหละหานฮวา” เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ยิ้มออกมา แต่ดูเป็นรอยยิ้มที่ฝืดฝืนเหมือนกับซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ภายใน
“ตอนที่ข้ายังเป็นเด็กสาววัยแรกแย้มเหมือนกับเจ้าตอนนี้ ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ประหลาด รอยแยกมิติปรากฏขึ้นมากมาย สัตว์อสูรจากต่างมิติบุกเข้ามาทำลายล้างโลก จากโลกที่สงบสุข กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่ต่างไปจากนรก”
“ย่าตกระกำลำบากไม่น้อยในช่วงแรก หนีตายตามผู้คนจำนวนมากหาที่หลบภัย โชคดีที่ได้ไปเจอกับท่านพี่ฟางหรูและท่านพี่จิณณ์ ความเป็นอยู่จึงดีขึ้นมามาก อืม ใช่ จิณณ์ พิไรผู้นั้นน่ะแหละ นับได้ว่าคนทั้งคู่เป็นผู้มีพระคุณของย่าเลยทีเดียว” หญิงวัยกลางคนส่งยิ้มไปให้หลานสาวพร้อมอธิบาย
“วันหนึ่งท่านพี่จิณณ์หายตัวไปในดันเจี้ยน...ไม่กลับออกมาอีกเลย ภาระหลายอย่างจึงไปตกอยู่กับท่านพี่ฟางหรูแต่เพียงผู้เดียว มีหลายครั้งที่ข้าต้องช่วยแบ่งเบาภาระให้กับท่านพี่ฟางหรูอยู่เหมือนกัน แต่เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ย่าตระหนักได้ว่า ย่านั้นต้องแข็งแกร่งขึ้น จึงฝึกฝนอย่างหนัก และแอบหนีท่านพี่ฟางหรูออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกค่ายอยู่บ่อยครั้ง”
“ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นก็ยิ่งลำพอง ย่าเริ่มไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน และระมัดระวังตัวน้อยลง... สุดท้ายย่าในตอนนั้นก็ตกหลุมพรางผู้ไม่หวังดี ถูกวางยาแล้วขายให้เหล่าอเวกที่มีอำนาจบางกลุ่ม เนื่องจากหญิงสาวธรรมดาๆ นั้นอ่อนแอเกินไป พวกมันจึงต้องการหาหญิงสาวที่แข็งแกร่งพอมาตอบสนองตัณหาอันไร้ที่สิ้นสุดของพวกมัน หญิงสาวผู้ไร้ประสบการณ์ถูกพวกมันย่ำยีจนปางตาย... สุดท้ายเป็นพี่สาวฟางหรูที่บุกเข้ามาช่วย และสังหารพวกมันทั้งหมด”
“ท่านพี่ฟางหรูช่างแข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ” แววตาของเจ้าสำนักไม่ได้หลงเหลือความโกรธแค้นอีกต่อไป มีเพียงความคิดถึงรุ่นพี่สาวของตนเท่านั้น
เรื่องราวเหล่านั้นแย่มากทีเดียว แต่อย่างน้อยก็ผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว ถ้านางยังจมอยู่กับปัญหา คงไม่มีทางยิ่งใหญ่เหมือนเช่นทุกวันนี้