อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 155 ส่งมอบอำนาจ

            ภายในห้องทำงานของพระราชา

            ตอนนี้ลอร์ดอาร์เทมิสเขาก็ถูกเรียกมาบอกว่าพระราชาต้องการพบ แต่ว่าเมื่อเขามาถึงก็พบว่าพระราชาอัลเฟรด กำลังตรวจถ่ายเอกสารอยู่โดยไม่หันมามองเขา ถ้าถามว่าถูกเรียกมาด้วยเรื่องอะไรเขาก็พอเดาได้ เมื่อวานนี้ตอนเช้าสหายของเขาไว้เคานต์โรซาลินด์ได้มาบอกให้เขาระวังตัวไว้ เหมือนว่าพระราชาเตรียมจะจัดการเรื่องโรงพยาบาลที่พวกเขารับผิดชอบ ในตอนที่ลอร์ดอาร์เทมิสได้รับทราบเรื่องนี้แววตาของเขาก็บ่งบอกถึงความมั่นใจในการคาดเดาว่าพระราชาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด แต่ถึงแม้ว่าเขาจะมีความผิดในเรื่องนี้ที่ทำให้การสร้างโรงพยาบาลไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับโรงเรียน แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นกลัวอะไรแม้แต่น้อย เพราะถึงยังไงมันก็เป็นแค่ความผิดเล็กๆ ที่เขาสามารถปัดความรับผิดชอบไปให้พวกเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลได้ ทว่าเมื่อเขามาพบพระราชาอีกฝ่ายกลับไม่พูดอะไรเอาแต่ตรวจตราเอกสารอยู่อย่างนั้น

            เอกสารฉบับแล้วฉบับเล่าผ่านการตรวจตาและประทับตราไม่มีพูดอะไรเลยสักคำ มีแต่เสียงการหยิบกระดาษประทับตราวางกระดาษลงแล้วก็หยิบกระดาษแผ่นใหม่ สำหรับเขาแล้วแบบนี้มันยังสร้างความกดดันยิ่งกว่าการที่เขาโผล่หน้ามาแล้วก็ถูกตำหนิซะอีก จนในที่สุดพระราชาอัลเฟรด็ละสายตาจากกองเอกสารเงยหน้าขึ้นมามองลอร์ดอาร์เทมิส

            “ลอร์ดอาร์เทมิสขอโทษที่ให้รอตั้งนาน”

            “ไม่เป็นไรพะยะค่ะฝ่าบาท แล้วไม่ทราบว่าที่ฝ่าบาทเรียกหม่อมฉันมาพบนี่มีอะไรให้หม่อมฉันรับใช้หรือพะยะค่ะ”

            พระราชาอัลเฟรดก็ยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร

            “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกแค่อยากจะบอกกับท่านลอร์ดว่าอำนาจรับผิดชอบดูแลโรงพยาบาลที่ท่านรับภาระอยู่ ข้าได้ตัดสินใจมอบให้คนอื่นไปแล้ว”

            ลอร์ดอาร์เทมิสที่ได้ฟังก็ไม่ได้มีสีหน้าแปลกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นเขาเองที่จงใจให้ท้ายพวกเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล คนปัจจุบันแทบจะไม่มีใครกล้ามารักษา ทั้งหมดทั้งหมดนี้ก็เพื่อลากคนที่อยู่เบื้องหลังการที่เจ้าชายขยะข่มขู่พวกขุนนางให้สร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาล ซึ่งแน่นอนว่าคนที่พวกขุนนางสงสัยจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตัวพระราชาอัลเฟรด และตอนนี้เขาก็ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการแล้ว ในทางกลับกันเขากลับสงสัยด้วยซ้ำว่าทำไมเวลาผ่านไปตั้งนานพระราชาถึงเพิ่งจะลงมือ

            “เป็นเพราะกระหม่อมไร้ความสามารถสร้างความผิดหวังให้กับฝ่าบาท”

            พระราชาอัลเฟรดก็ยิ้มแล้วถามว่า

            “สร้างความผิดหวังอะไรกันท่านลอร์ดอาร์เทมิส เป็นพวกท่านเองไม่ใช่หรือ ที่เสนอให้สร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาล ตอนที่ข้ารู้ก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่เลย”

            ลอร์ดอาร์เทมิสเข้าใจว่าพระราชาอัลเฟรดไม่ต้องการออกตัวว่าเขาอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด ก็ไม่พูดอะไรอีก แต่ถามว่า

            “เดี๋ยวไม่ทราบว่าฝ่าบาทส่งมอบหมายหน้าที่ดูแลโรงพยาบาลให้ใครหรือพะยะค่ะ กระหม่อมเดาว่าในเมื่อเป็นคนที่ฝ่าบาทฝากฝังจะต้องเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมแน่เลยพะยะค่ะ”

            พระราชาอัลเฟรดก็ยิ้มให้เขา

            “ก็ไม่ใช่คนที่ยอดเยี่ยมอะไรหรอก รู้สึกเหมือนจะเป็นพวกคนที่อยู่ในสลัมละมั้งนะ”

            ลอร์ดอาร์เทมิสที่ได้ฟังก็คงขมวดคิ้ว คำว่าคนที่อยู่ในสลัมทำให้เขานึกถึงคนพวกเดียว นั่นก็คือเหล่าผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยที่เป็นชนชั้นต่ำในทวีปอาร์เคนัส การที่พระราชาให้คนพวกนี้มารับหน้าที่ดูแลโรงพยาบาลนั้นแน่นอนว่าเขาย่อมต้องรู้สึกแปลกใจและสงสัย แต่ด้วยความคิดที่รวดเร็วของเขาก็เดาไปถึงตัวตนของเจ้าชายขยะที่ตอนนี้มีการคบหากับพวกแก๊งอันธพาลในสลัม ก็เหมือนจะจับต้นชนปลายได้ แม้ว่าจะยังไม่กระจ่างซะทีเดียว แต่ที่เขาสงสัยก็คือคำพูดของพระราชาที่คล้ายจะบอกว่า ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยรู้จักคนพวกนี้เท่าไหร่นัก ถ้าอย่างนั้นคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยพวกนั้นให้มารับหน้าที่นี้ ก็น่าจะเป็นเจ้าชายขยะที่มีการคบหา แต่ถ้าอย่างนั้นพระราชาทรงคิดอะไรอยู่ถึงให้คนพวกนั้นมาดูแลโรงพยาบาล แม้ว่าจะสงสัยแต่ก็เยินยอไปว่า

            “แต่ในเมื่อเป็นคนที่ฝ่าบาทฝากฝังเป็นคนที่ไม่ธรรมดาแน่นอนพะยะค่ะ”

            พระราชาอัลเฟรดกลับยิ้มแล้วถามว่า

            “ว่าแต่ท่านลอร์ดพักนี้ข้าได้ยินชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับพวกเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ว่าไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการรักษาคนไข้เท่าไหร่ เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านว่ายังไง”

            ลอร์ดอาร์เทมิสกลับตีหน้ามึนทำเป็นไม่รู้เรื่อง

            “เป็นเช่นนั้นหรือพะยะค่ะ น่าเสียดายที่กระหม่อมก็มีหน้าที่การงานรัดตัว จึงไม่ได้ตามตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายถ้ากระหม่อมรู้เช่นนี้ คงลงโทษคนพวกนั้นให้สาสม ทว่าตอนนี้ชั่งน่าเสียดายที่กระหม่อมถูกปลดจากตำแหน่งผู้ดูแลแล้วคงไปลงโทษคนพวกนั้นไม่ได้ เพราะมันจะเป็นการข้ามหน้าข้ามตาคนที่ฝ่าบาทไว้วางพระทัย”

            พระราชาอัลเฟรดที่ได้ฟังก็ยิ้ม

            “เป็นอย่างนั้นเองรึที่แท้ท่านลอร์ดก็งานรัดตัวขนาดนั้น แสดงว่าที่มาร์ควิสเฟลิกซ์กับเคานต์เรห์นวาร์ดสามารถปลีกตัวไปดูโรงเรียนที่พวกเขารับผิดชอบได้ คงเป็นพวกเขาไม่ใส่ใจหน้าที่การงานเดิมสินะ เห็นที่ข้าต้องเรียกทั้งสองคนตำหนิซะแล้ว”

            ลอร์ดอาร์เทมิสที่ได้ฟังก็ยืนตัวแข็งทื่อ เพราะถ้าพระราชาอัลเฟรดทำตามที่พูดจริง มันก็ไม่ต่างอะไรกับการผลักเขาให้ไปยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับสองคนนั้น

            ในปัจจุบันมาร์ควิสเฟลิกซ์เพราะมีเถาวัลย์หนามสีทองที่ไม่ทราบที่มาที่ไปรัดอยู่ที่หัวใจ ทำให้พักหลังมานี้คนๆ นี้เหมือนจะแสดงท่าทีว่ายืนอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกราชวงศ์ ส่วนเคานต์เรห์นวาร์ดตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างคฤหาสน์ดอน โกเบอร์ก็แทบจะยืนตัวเป็นกลางแล้วในตอนนี้ จะมีก็แต่การออกตัวสนับสนุนลูกชายเขาให้ได้เสกสมรสกับเจ้าหญิง แถมตอนนี้ดูเหมือนเจ้านี่จะเป็นเป้าไปหาเจ้าหญิงเรเชลแทน ส่วนไวเคานต์โรซาลินด์ พักนี้ก็แสดงความใจดีจนออกนอกหน้า ลอร์ดอาร์เทมิสก็เดาได้ทันทีว่าตาแกโง่ที่หมกมุ่นกับศาสตร์แห่งการทำนาย คงเดาออกแล้วว่าเจ้าชายขยะนั้นยังพอมีประโยชน์บ้างในการใช้เข้าหาเจ้าหญิงลิลิธ

            ไม่ว่าจะมองมุมไหนลอร์ดอาร์เทมิสในตอนนี้ก็แทบจะหัวเดียวกระเทียมรีบ หากพระราชาอัลเฟรดทรงทำเช่นนั้นตามที่กล่าวก็ไม่ต่างอะไรกับการผลักไส พวกขุนนางคนอื่นๆ ให้ไปยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามตน

            ลอร์ดอาร์เทมิสรีปปั้นรอยยิ้มบนใบหน้า 

            “พระเจ้าทรงล้อเล่นไปแล้วพะยะค่ะ ที่ทั้งสองคนมีเวลาไปดูแลโรงเรียนนั้นคาดว่าไม่ใช่เพราะละทิ้งการงานตามหน้าที่ของตน แต่เป็นเพราะมองว่าโรงเรียนที่พวกเขาสร้างนั้นจะปล่อยให้ล้มเหลวไม่ได้ เพราะมันกระทบถึงภาพลักษณ์ของพระองค์ เพราะถึงยังไงการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลก็เป็นการประกาศว่าเป็นดำริของพระองค์ เพียงแต่กระหม่อมก็อยากจะดูแลโรงพยาบาลให้ดีที่สุดเช่นเดียวกับพวกเขา แต่ติดที่เรื่องที่เกิดขึ้นกับชาลีฟทำให้กระหม่อมต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะไม่รู้ว่าคนพูดมันจะทำอะไรกับเจ้าชายบ้างพะยะค่ะ”

            คำพูดเหล่านี้ฟังดูมีเหตุผล แต่ถ้าคิดตามดีๆ เหมือนจะเป็นการอ้างแล้วเรื่องที่เจ้าชายสังหารชาลีฟที่เป็นลูกชายของขุนนางจากอะไรจากพันธมิตรอย่างเซลเวเรีย ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่สามารถดูแลโรงพยาบาลได้

            พระราชาอัลเฟรดที่ได้ฟังก็ยิ้ม มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจความหมายอีกฝ่ายต้องการจะสื่อ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่แหกหน้า

            “แล้วท่านลอร์ดท่านคิดยังไงกับเรื่องที่ลูกชายฆ่าสังหารชาลีฟ”

            “เรื่องนี้…” ลอร์ดอาร์เทมิสปั้นสีหน้าครุ่นคิด ความจริงนั้นพวกขุนนางต่างก็ได้รับแจ้งว่าในเทศกาลกำแพงปีนี้พระราชาจากอาณาจักรเซลเวเรีย แรกเริ่มเดิมทีพวกขุนนางต่างคิดว่าพระราชาจากอาณาจักรพันธมิตรผู้นี้เดินทางมาเพื่อจะทวงความยุติธรรมให้กับเรื่องที่เจ้าชายก่อ แต่เขาได้รับแจ้งจากทางจดหมายจากบารอนคาลีฟมาก่อนแล้วว่า การมาเยือนครั้งนี้ก็แค่ได้ให้คู่หมั้นทั้งสองได้พบหน้ากันเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เจ้าชายลงมือสังหารลูกชายขุนนางเลยแม้แต่น้อย ตอนที่ลอร์ดอาร์เทมิสได้รู้เรื่องนี้ก็ตกใจเช่นกัน พวกขุนนางต่างรู้อยู่แล้วว่าเจ้าชายขยะมีคู่หมั้นอยู่ก่อนแล้วเพียงแต่ว่าที่ผ่านมาพระราชาไม่ยอมเปิดเผยว่าคู่หมั้นของเจ้าชายผู้นี้เป็นใคร พวกเขาต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา ซึ่งคนที่ตกเป็นเป้าการคาดเดาก็ไม่ใช่ใครแต่เป็นมีเรียลูกสาวของดยุคกาเลออนที่ควบตำแหน่งอัครเสนาบดี

            ลอร์ดอาร์เทมิสในตอนที่รู้เรื่องนี้ครั้งแรก ก็รู้ได้ทันทีว่าถ้าบารอนคาลีฟต้องการแก้แค้นให้กับลูกชาย เขาไม่สามารถลงมืออย่างเปิดเผยได้ และหนึ่งในสิ่งที่เขาแจ้งมาในจดหมายนอกจากการทำให้ทราบว่าคู่หมั้นของเจ้าชายขยะคือเจ้าหญิงลูเซียแล้ว ยังขอความช่วยเหลือจากลอร์ดอาร์เทมิสเพื่อให้เขาสามารถลงมือแก้แค้นอย่างลับๆ ได้สำเร็จ

            ลอร์ดอาร์เทมิสที่เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็กลับไม่เข้าใจว่าทำไมทั้งพระราชาและพระราชินีถึงไม่เปิดเผยว่าคู่หมั้นของเจ้าชายคือใคร จะว่าไปแล้วการที่เจ้าชายมีคู่หมั้นอยู่แล้วก็มีการรู้กันแค่ในหมู่ขุนนางเท่านั้น แต่เขาก็ได้แค่สงสัยไม่สามารถแสดงออกว่าเขารู้ถึงตัวจริงของคู่หมั้นว่าเป็นเจ้าหญิงลูเซีย จึงได้แต่ปั้นหน้าเคร่งเครียดพูดว่า

            “เกี่ยวกับเรื่องนี้กระหม่อมเองก็คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะต้องการให้พวกเราแสดงความรับผิดชอบอะไรบางอย่าง แต่คงไม่คิดจะทำสงครามแน่นอนพะยะค่ะ ตราบใดที่ยังต้องการให้พวกเราระวังหลังให้ในยามที่อาณาจักรดราโกวิชแบบนี้ การที่พระราชาจากอาณาจักรเซลเวเรียจะมาร่วมเทศกาลกำแพงด้วยในปีนี้ก็คงไม่พ้นเป็นเรื่องนี้แน่นอนพะยะค่ะ”

            พระราชาอัลเฟรดที่ได้ฟังก็กลับยิ้มแล้วพูดว่า

            “ท่านลอร์ดคิดแบบนั้นหลอกเหรอ ท่ารไม่คิดว่านานอาจจะเป็นแค่การให้คู่หมั้นได้เจอหน้าบ้างหรือ”

            ลอร์ดอาร์เทมิสที่ได้ฟังก็นิ่งไปทันที เพราะคำพูดที่พระราชาอัลเฟรดพูดออกมานั้นมันสื่อความหมายได้หลายอย่าง ลอร์ดอาร์เทมิสก็ปั้นสีหน้าสงสัยทำเป็นคาดเดา

            “คู่หมั้น? พระราชาท่านกำลังจะบอกว่าคู่หมั้นของเจ้าชายก็คือ…”

            พระราชาอัลเฟรดกลับยังคงยิ้มให้เขา

            “ข้าว่าท่านลอร์ดคงเดาได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร การมาเยือนของพระราชาจากอาณาจักรเซลเวเรียคงไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น ที่ต้องระแวงก็คือการแก้แค้นของพ่อที่สูญเสียลูกชาย ในเรื่องนี้ข้าเลยอยากจะฝากให้ท่านลอร์ดช่วยดูแลให้หน่อย”

            ลอร์ดอาร์เทมิสที่ได้ฟังก็ชะงักทันที สำหรับเขาที่ได้รับการไว้วางจากสหายว่าให้เขาช่วยเหลือในการการล้างแค้น มันอาจจะเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่นี่แทบจะเป็นตรามรณะ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าชายเขาก็คงจะรักษาศีรษะไว้บนบ่าไม่ได้ ลอร์ดอาร์เทมิสตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พระราชาอัลเฟรดกลับตัดบทสนทนาดื้อๆ

            “ที่ข้าเรียกท่านมาคุยก็มีแค่เรื่องนี้แหละ ข้าไม่รบกวนเวลาท่านลอร์ดอีกต่อไปแล้วเชิญท่านลอร์ด”

            เมื่อได้ยินพระราชากล่าวเช่นนั้นลอร์ดอาร์เทมิสทาบฝ่ามือที่อกซ้ายแล้วก็ค้อมกายทำความเคารพก่อนจะถอยหลังแล้วก้าวออกจากห้องไป โดยมีเสียงประทับตราไล่หลังมา

             

            ลอร์ดอาร์เทมิสที่ออกจากห้องมาก็เดินไปตามทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของตน เขาได้ใช้ความคิดตรึกตรองเรื่องต่างๆ โดยเริ่มจากการที่พระราชาอยู่ๆ ก็ยึดอำนาจในการดูแลโรงพยาบาลของเขาแล้วมอบให้กับคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อย ซึ่งมันดูไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก เขาใช้หัวที่พักหนึ่งก็คิดได้ว่า

            ‘หรือจะเป็นเพราะพระราชาทรงต้องการเหยียดหยามเรา ถึงปลดเราออกแล้วให้คนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยมาทำแทน’ แต่เมื่อคิดได้อย่างนี้ลอร์ดอาร์เทมิสกับส่ายหน้าช้าๆ เพราะโรงพยาบาลนั้นมีไว้รักษาคน ถึงแม้ที่ผ่านมาจะคอยขับไล่ผู้คนชนชั้นต่ำหรือสามัญชนก็ตาม ทำให้การมีอยู่ของโรงพยาบาลในตอนนี้เป็นลักษณะที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าให้ผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยมาเป็นผู้ดูแลก็เท่ากับว่า ต้องมาเป็นหัวหน้าของผู้ใช้เวทย์รักษาหรือนักปรุงยาในพยาบาล ซึ่งแน่นอนว่าคนพวกนั้นไม่มีทางเชื่อฟังอยู่แล้ว ขณะที่กำลังใช้หัวคิด ก็คิดได้ว่ามีแทบจะเป็นตำแหน่งลอยที่ไม่มีคุณค่าความหมายอะไร แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมถึงให้พวกเขาสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลเพื่อคนที่ไม่มีคุณค่าอะไรอย่างพวกสามัญชนหรือผู้มีพลังเวทย์อ่อนใกล้ในสลัม

            ลอร์ดอาร์เทมิสที่เหมือนจะคิดอะไรได้หยุดเดินทันที พึมพำว่า

            “หรือว่าราชาต้องการทดสอบความภักดีของพวกเรา” เมื่อคิดถึงตรงนี้ลอร์ดอาร์เทมิสก็ยิ่งรู้สึกว่ายิ่งเข้าเคล้า เพราะเขาก็มองไม่ออกว่าการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลให้พวกเศษขยะพวกนั้นจะมีประโยชน์อะไร

            “บัดซบเอ้ย”

            เขาสบถออกมาเพราะที่ผ่านมาเขาหมกมุ่นอยู่กับคนที่อยู่เบื้องหลังการข่มขู่ให้เขาสร้างโรงพยาบาล จนทำการปล่อยปละละเลยพวกเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเหล่านั้น กลับกันแล้วโรงเรียนในตอนนี้ที่อยู่ในการดูแลของเคานต์เรห์นวาร์ดกับมาร์ควิสเฟลิกซ์กลับไปได้สวยอย่างไม่น่าเชื่อ การที่เขาหมายมั่นจะให้ลูกชายแต่งงานกับเจ้าหญิงเพื่อที่จะได้ขึ้นเป็นราชาในอนาคต กลับดูยากเย็นยิ่งกว่าเก่าเพราะหากพระราชามองว่าเขาไม่ภักดีเพียงพอก็อาจไม่ยินยอมให้ลูกชายของเขาได้เสกสมรสกับเจ้าหญิงก็เป็นได้แล้วในหัวของเขาก็นึกถึงเรื่องที่เขาได้รับการฝากฝังให้ช่วยดูแลความปลอดภัยของเจ้าชายขยะในเทศกาลกำแพง ก็ร้องออกมาว่า “บัดซบ” อีกรอบ

            เขาที่ตั้งใจจะให้ความร่วมมือกับคาลีฟที่ต้องการแก้แค้นให้ลูกชาย ในการลอบสังหารเจ้าชายขยะต้องทบทวนให้รอบคอบอีกที เพราะจากบทบาทคู่หมั้นของเจ้าหญิงลูเซียแห่งอาณาจักรเซลเวเรียที่กลายเป็นเกราะคุ้มกัน ทำให้ความคิดที่จะใช้เรื่องนี้กดดันเพื่อเอาผิดเจ้าชายซึ่งหน้าคงไม่เป็นผล จึงได้แต่เล่นงานอยู่ในเงามืดทว่าพระราชาอัลเฟรดกับให้เขารับผิดชอบดูแลความปลอดภัยของเจ้าชาย มันทำให้ชีวิตของเขาผูกอยู่กับเจ้าชาย

            ลอร์ดอาร์เทมิสเริ่มคิดว่าพักนี้อะไรก็ไม่เป็นไปดั่งใจเขาสักอย่าง ให้ลูกชายเข้าเป็นอัศวินฝึกหัดเพื่อจะได้มีโอกาสใช้สิทธิ์เจ้าหญิงก็ไม่เป็นผล ทั้งยังดันไปก็เรื่องกับพวกอันธพาลในสลัมที่เจ้าชายสนิทด้วย ทำให้ตอนนี้การเข้าหาเจ้าชายเพื่อใช้เป็นสะพานหาเจ้าหญิงยากยิ่งกว่าเดิม แถมตอนนี้การจะช่วยคาลีฟแก้แค้นให้ลูกชายก็มาสะดุดอีก

            ลอร์ดอาร์เทมิสเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันที่รู้สึกว่าไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหาไปหมด

            ภายในห้องทำงานของพระราชาอัลเฟรด ตอนนี้ตัวพระราชาก็กำลังนั่งเอกอ่านเอกสารแต่ละฉบับ โดยที่งานเทศกาลกําแพงปีนี้จะมีแขกคนสำคัญมา ดังนั้นจะทำเหมือนทุกปีไม่ได้ต้องมีการเตรียมการหลายอย่าง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีเอกสารมากมายที่ต้องตรวจสอบ สายตาของเขาอ่านเอกสารแต่ละฉบับอย่างละเอียดก่อนจะลงมือประทับตรา แล้วเริ่มหยิบเอกสารแผ่นต่อไป ขณะที่กำลังทำงานอยู่นั้นก็นึกถึงบทสนทนากับลอร์ดอาร์เทมิสเมื่อครู่บนใบหน้าที่เรียบเฉยก็ปรากฏรอยยิ้มลึกลับออกมา


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน