นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 328 คีตามีคำถาม!

        ตอนที่ 328 คีตามีคำถาม!

         

         

        หลังจากตัดการเชื่อมต่อกับผู้พันลาลันตาไป เขาก้มลงอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับกระบองเพชรหนามกรดอีกครั้งเพื่อวางแผน จากที่เธอเล่าและซากกระดูกมากมายเหล่านี้ เดินเข้าไปหยิบตรง ๆ นั้นตัดทิ้งไปได้เลย

         

        นิทานหยิบหุ่นฟางปลอมตัวหนึ่งออกมาจากกระเป๋าบรรจุวัง เมื่อใส่พลังจิตวิญญาณลงไปมันจึงขยายขนาดขึ้นมาให้ใหญ่เท่าตัวคน แต่ก็เพียงเท่านั้น มันไม่อาจขยับหรือมีหน้าตาที่เหมือนนิทานแต่อย่างใด

         

        เขาอัดพลังจิตวิญญาณลงไปอีกระลอกหนึ่ง ในคราวนี้หุ่นฟางตัวนี้เริ่มมีกลิ่นอายพลังจิตวิญญาณที่คล้ายคลึงนิทานแล้ว นิทานพกหุ่นฟางพวกนี้ไว้หลายตัวสำหรับใช้ในหลายโอกาส ส่วนมากมักจะเป็นตัวล่อหรือสร้างความปั่นป่วนในการต่อสู้

         

        หุ่นฟางถูกเหวี่ยงออกไป ให้มันลอยเข้าไปตกระยะของกระบองเพชรหนามกรด นิทานต้องการทดสอบว่าข้อมูลของผู้พันลาลันตานั้นแม่นยำเพียงไร

         

        เมื่อหุ่นฟางหลุดเข้าไปในระยะร้อยเมตร หนามของกระบองเพชรหนามกรดก็ถูกยิงออกมาดั่งกระสุน พุ่งทะลวงร่างบอบบางของหุ่นฟาง เศษฟางชิ้นแล้วชิ้นเล่าหลุดลุ่ยเป็นรู นิทานและคีตามองภาพนี้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ทางด้านคีตานั้นส่ายหางไปมาอย่างมั่นใจ ด้วยพลังทำลายเพียงเท่านี้ปราการของมันสามารถป้องกันได้อย่างสบาย

         

        มันคิดจะบอกกับนิทานแต่หนามพวกนั้นกลับไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เมื่อมันทะลวงร่างของหุ่นฟางจนทะลุ รอบรอยแผลเริ่มปรากฏสารเหลวบางอย่างไหลซึมออกมา พวกปล่อยควันพร้อมเสียงชี่ ชี่ ย่อยสลายรอบบาดแผล กลิ่นของบางสิ่งที่ถูกหลอมละลายทำให้หางที่ส่ายไปมาของคีตานิ่งไป

         

        หนามของกระบองเพชรหนามกรดเมื่อยิงออกจากต้น มันจะกลายสภาพไปเป็นกรดเข้มข้นสูง เผาทำลายเหยื่อที่ถูกทะลวง หนามเหล่านั้นเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วจึงปักลงสู่พื้นดิน ผืนดินรอบ ๆ นั้นเริ่มเกิดการหลอมละลาย หนามทั้งเส้นกลายสภาพไปเป็นของเหลว สร้างรูโหว่ทำลายผืนทรายและเศษกระดูก

         

        เพียงไม่นานทรายกองใหม่ก็ไหลมาทับถม ปิดรูหลอมเหลวนั้นไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงซากกระดูกที่ถูกหลอมเหลวจนมีรูปร่างผิดปกติ

         

        ข้อมูลตรงเป๊ะ นิทานสรุปหน้านิ่งส่วนคีตานั้นหูพับลง ปราการนั้นแพ้ทางพลังกัดกร่อนเป็นอย่างมาก อย่างในสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม ยิ้มที่เปลี่ยนอากาศให้กลายเป็นกรดนั้นก็ทำมันเกือบแย่

         

        นิทานลองทำซ้ำเดิมอีกครั้งหากคราวนี้โยนเป็นทรงโค้ง ให้หุ่นฟางเข้าหากระบองเพชรจากทางด้านบน หนามเหล่านั้นหันตรงขึ้นฟ้า ยิงออกไปดั่งกระสุนเช่นเดิม ไม่มีจุดบอดใด ๆ

         

        ครั้งต่อไปนิทานลองอะไรพื้น ๆ อย่างการดูดเห็ดก้อนนั้นมาหาเขาโดยตรง ตัวเห็ดสั่นไหวเล็กน้อยจนทรายฟุ้งกระจายแต่ก็เพียงสั่นไหวเท่านั้น ก้านของเห็ดที่เชื่อมต่อกับยอดกระบองเพชรนั้นเหนียวจนเกินไป

         

        หลังจากนั้นนิทานจึงลองกางร่มปกปักหทัย ผลักมันเข้าไปรับหนามกรดที่ยิงเข้ามา ผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาด ร่มปกปักหทัยสามารถต้านรับกรดหลอมเหลวเหล่านั้นได้ แต่ไม่ได้ถึงกับไร้บาดแผลเสียทีเดียว เมื่อปะทะกับหนามมากเข้า ตัวใบร่มก็เริ่มปรากฏรูโหว่และรอยเผาไหม้

         

        หนามกรดเหล่านั้นมีพลังทำลายรุนแรงกว่าการโจมตีของอริยะส่วนมาก พลังทำลายของมันไม่ได้มาจากความแหลมคมหรือการกระแทก แต่เป็นเพราะกรดหลอมเหลวเหล่านั้น กรดหลอมเหลวเช่นนี้ชนะทางพลังป้องกันประเภทที่เน้นความแข็งแกร่งเข้าว่า อย่างเช่นปราการ

         

        ทั้งสองนั่งแหมะลงกับพื้นทราย นิทานเขี่ยทรายไปมาก่อนจะวาดแผนออกมาแผนหนึ่ง แผนที่เขาคิดว่าน่าจะพอทำได้สำหรับทั้งสอง นิทานหันไปอธิบายกับคีตาถึงแผนที่เขาคิดได้

         

        คีตา นายคาบร่มปกปักหทัยพุ่งตัวเข้าไปหากระบองเพชรนะ ใช้ร่มเป็นเหมือนโล่ ด้วยความเร็วของนายน่าจะเข้าไปถึงตัวกระบองเพชรได้เร็วกว่าฉัน แถมระยะก็แค่ร้อยเมตร สามวินาทีก็เหลือแหล่แล้วสำหรับนาย

         

        หรือว่านายข้ามมิติไปโผล่ข้าง ๆ กระบองเพชรเลยได้มั้ย? ใช้ไล่ตามเป้าหมายของนาย

         

        ไม่ได้! กระบองเพชรไม่มีอะไรให้น่าไล่ตามสักนิด! คำตอบของคีตาไม่เหนือกว่าที่นิทานคิดไว้ ผลลัพธ์ของคำแห่งพลังหลัก ๆ มาจากความคิดจิตใจ 

         

        ไล่ตามเป้าหมาย ของคีตาสมควรเกิดจากความรู้สึกที่อยากไล่ตามมาอยู่เคียงข้างเขา เป้าหมายของมัน ให้ไม่ถูกทิ้งห่างหรือโดดเดี่ยวอีกต่อไป การใช้ติดตามเป็นเพียงผลพื้นฐานจากตัวคำเองเท่านั้น ไม่ใช่แก่นพลัง ดังนั้นมันจึงไม่สามารถเลือกไล่ตามกระบองเพชรที่ยืนอยู่เฉย ๆ ตรงนั้นได้ 

         

        จิตใจของมันไม่ได้มองสิ่งนั้นเป็นเป้าหมาย ก็กระบองเพชรโง่ ๆ ต้นหนึ่งจะมีค่าอะไรให้คีตาอยากไล่ตามไปเล่า

         

        ถ้างั้นก็แผนเดิม พอหนามกรดมันเริ่มยิงมา ฉันจะใช้พลังผลักจากตรงนี้ ถึงจะไม่มากพอจะเป่าหนามพวกนั้นให้กระเด็นแต่มากพอจะลดความเร็วมันได้แน่ หลังจากนั้นฉันจะเบี่ยงวิถีพวกมันออกด้วยเชื่อมโยง หนามส่วนใหญ่จะไม่ถูกตัวร่ม

         

        ถึงจะมีหลุดมาโดนร่มปกปักหทัยอยู่บ้างแต่เวลาแค่สามวินาทีอย่างมากมันก็ยิงได้สองสามชุด ร่มปกปักหทัยรับไหวแน่ พอนายไปคว้าเห็ดมาได้แล้วก็ค่อยใช้ไล่ตามใส่ฉัน โผล่กลับมาตรงระยะปลอดภัย

         

        นิทานบรรยายแผนการยาวเหยียดของตนรวดเดียวจบ จากที่เขากะไว้คร่าว ๆ ร่มปกปักหทัยสามารถทนรับหนามเหล่านั้นได้ระดับหนึ่งอย่างแน่นอน และด้วยความเร็วของคีตากับการสนับสนุนของเขา เห็ดก่อรูปทรายนั้นไม่มีทางหนีพ้นแน่

         

        งงตรงไหนมั้ย? นิทานถามย้ำ แผนนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยไม่มากนักแต่คีตาจำเป็นต้องเข้าใจทุกภาคส่วนเพื่อให้ทั้งสองทำงานได้ง่าย เจ้าม้าแผงคอแดงส่ายหูไปมาอย่างตื่นเต้น ไม่มี!

         

        งั้นถ้าไม่มีคำถามแล้วเรามาลุยกันเลยเถอะ นายแปะยันต์ป้องกันพวกนี้เผื่อไว้ที่ตัวด้วยก็ได้นะ นิทานลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ส่งร่มปกปักหทัยให้แก่คีตา ทำสมาธิเตรียมจดจ่ออยู่กับการสนับสนุน

         

        การใช้พลังผลักในระยะนี้กับเป้าหมายที่เร็วเช่นนั้นรวมถึงเบี่ยงวิถีมันออกด้วยเชื่อมโยงเป็นอะไรที่กินสมาธิสูงมาก สำหรับพวกแรกเกิดแล้วคงไม่ต่างอะไรกับการให้ใช้ตะเกียบคีบแมลงวันที่บินผ่านไปมา

         

        แต่คีตามีคำถาม! มันยกสองขาหน้าขึ้นราวกับเด็กพยายามยกมือในห้องเรียน นิทานเอียงคอมองมันงง ๆ ในเมื่อมันไม่งงแล้วมันจะมีคำถามอะไร?

         

        ทำไมนิทานไม่ใช้วัชระดาวตกเป่ากระบองเพชรไปเลยอะ? แล้วค่อยเดินไปเก็บเห็ด มันชี้ตรงไปยังร่มปกปักหทัยที่อยู่ในมือของนิทาน แล้วจึงชี้ไปยังต้นกระบองเพชร

         

        ชื่อท่าเท่ ๆ เหล่านี้ในสายตาของคีตาแล้วกลับจำง่ายกว่าชื่อคนมาก ความรู้สึกขอบคุณแก่ลุงประหลาด ๆ ที่ตั้งชื่อวัชระดาวตกให้ยังฝังแน่น

         

        นิทานนิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง เขามองร่มปกปักหทัยในมือตนเอง แล้วจึงหันไปมองกระบองเพชรหนามกรดที่ยืนตระหง่านอยู่กับที่โดยไร้ทางหนี

         

        ระยะห่างเพียงร้อยเมตร ให้เขาหลับตายิงยังโดนเลย ยิ่งเป้าไม่หนีไปไหนด้วย ดูจากขนาดของต้นกระบองเพชรแล้ว หากเขาเป่าส่วนล่างมันแล้วค่อยคลายเกลียว ระยะความเสียหายย่อมไม่กระทบถูกเห็ดก่อรูปทราย

         

        ความเงียบในเวลานี้กลับเสียงดังยิ่งกว่าเสียงใด ๆ นิทานหันไปมองหน้ายาวของม้าแผงคอแดงที่เอียงคอมองหน้าเขาอย่างสงสัย สายตาสดใสคู่นั้นราวกับกำลังถามเขาว่า คิดอะไรเยอะแยะ?

         

        จริงด้วย.. นิทานเม้มปากแน่น ตอบได้เพียงแค่นั้น หลบสายตาบริสุทธิ์คู่นั้นด้วยความรู้สึกเขินอาย ครู่ต่อมาเขาพลันราวกับนึกอะไรขึ้นได้ ดีดนิ้วเป๊าะอย่างดีใจ หันกลับไปตอบคีตาด้วยรอยยิ้มตื่นเต้น

         

        กระบองเพชรหนามกรดหายากนะ! แถมการจะไปทำลายพืชพรรณแถวนี้เพื่อเก็บเกี่ยวก็ไม่ดีต่อระบบนิเวศด้วย! เราควรต้องช่วยกันดูแลรักษาระบบนิเวศถึงจะถูก! นิทานพูดอย่างตื่นเต้น พยายามกลบเกลื่อนความเขินอายก่อนหน้าของตน

         

        คราวนี้คีตาเบ้ปากพร้อมส่งสายตาสงสัย ก็แค่กระบองเพชรโง่ ๆ ต้นเดียวเอง

         

        สู้กับนกสีทองแสบตากับจระเข้เนื้อหอม ๆ จนรอบ ๆ พังเละเทะไปตั้งเยอะ ห่วงอะไรกับกระบองเพชรโง่ ๆ อะ

         

        นิทานเถียงไม่ออก ยามที่เขาสู้กับจระเข้กงจักรหวนพื้นที่ตลิ่งถึงกับหายไปชั่วขณะหนึ่งจากการผสานคำของจระเข้กงจักรหวน กับแร้งสีทองก็ไม่ต่างกันนัก พื้นที่แถวนั้นเละเทะเป็นหลุมบ่อดุจรังผึ้ง ต้นไม้แทบทั้งหมดก็พังโค่นลงจากฝนสีอิฐพวกนั้น

         

        เมื่อเห็นว่านิทานไม่ตอบ คีตาจึงคาบร่มปกปักหทัยขึ้นมา เริ่มหมุนมันด้วยความคุ้นชิน ตัวร่มถูกบิดเป็นเกลียวโดยไม่ตอบโต้ สายฟ้าสีสันแสบตาแพร่กระจายออกมาจากตัวร่ม เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาร่มปกปักหทัยก็กลายสภาพเป็นเส้นสีขาวจางเส้นหนึ่ง

         

        คีตาไม่ได้หันมองนิทานอีก มันยิงวัชระดาวตกออกไปใส่ลำต้นของกระบองเพชร กระบองเพชรนั้นแทบไม่มีเวลาตอบสนองความเร็วดุจดั่งเทพสายฟ้าของวัชระดาวตกเสียด้วยซ้ำ เมื่อหนามกรดเริ่มถูกยิงออกมา วัชระดาวตกก็ทะลวงถึงและเจาะทำลายผิวนอกของกระบองเพชรแล้ว

         

        กระบองเพชรหนามกรดกลับแข็งแกร่งทนทานกว่าที่คีตาคิด วัชระดาวตกมิได้เจาะผ่านมันไปในทันที แต่กลับปะทะจนเกิดแสงแสบตาอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็เพียงเท่านั้น ครู่ต่อมามันก็เจาะทะลวงกระบองเพชรหนามกรดไปทั้งต้น เหลือทิ้งไว้เพียงขอบเล็กจ้อยสองข้างซ้ายขวาพร้อมกับรูโหว่ขนาดใหญ่ตรงกลาง

         

        กระบองเพชรหนามกรดที่ขาดความสมดุลหักโค่นลงอย่างรวดเร็ว หนามกรดทั้งหมดบนร่างของมันสลายไป สีสันแสบตาของกระบองเพชรสีชมพูอมม่วงเริ่มจางหาย กลายเป็นสีดำไหม้เกรียมและสีเทาของพืชพรรณที่ขาดพลังชีวิต

         

        คีตากระโดดเข้าไปหาต้นกระบองเพชรหนามกรดที่ไร้ชีวิต ในคราวนี้หนามกรดของมันไม่ถูกยิงออกมาแต่อย่างใด มันกลายเป็นขอนไม้เก่า ๆ ที่มีสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติเลอค่าอยู่ด้านบน

         

        เพียงไม่กี่วินาทีมันก็คาบเห็ดขนาดใหญ่ที่ปล่อยละอองทรายอยู่เรื่อย ๆ มาวางหน้านิทาน คีตาตัดสินใจไม่พูดอะไรมากนัก เพียงเก็บเห็ดนั้นลงสมบัติบรรจุชิ้นหนึ่ง แล้วจึงอุ้มนิทานขึ้นหลัง

         

        นิทานถอนหายใจครั้งหนึ่ง ร่มปกปักหทัยหวนคืนสู่มือผ่านพลังหวนคืน มุ่งตรงไปยังโอเอซิสแห่งที่สามพร้อมความกระอักกระอ่วน ร่างของคีตาที่แบกนิทานอยู่สั่นไหวเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันกำลังกลั้นหัวเราะอยู่

         

        ———————————————————————————————————————————————————

         

        “นายท่าน ทางเราได้รับคำตอบจากศาสนจักรแล้วครับ ทางฝั่งนั้นยินยอมให้เราเข้าพบท่านอัครสาวก ผู้สูงศักดิ์เฟกอลได้ครับ” ร่างของชายที่สวมชุดดำปกปิดทั้งตัวก้มหัวคำนับ กล่าวรายงานแก่ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาบนพื้นพรมสาน

         

        ทั่วทั้งห้องที่สร้างขึ้นจากไม้และประดับประดาด้วยสมบัตินานาชนิด ชายสองคนนั่งสงบเงียบอยู่ที่ใจกลาง หนึ่งคือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา อีกหนึ่งคือชายชราหัวล้านเลี่ยนที่มีจุกผมเล็ก ๆ หลังศีรษะ ชายที่สวมใส่ชุดสีดำทั้งตัวกล่าวรายงานจากทางด้านหลัง ก้มลงคำนับจนหัวหน้าผากพื้น

         

        ชายชุดดำผู้นี้ไร้พลังจิตวิญญาณโดยสิ้นเชิง ไม่ต่างอะไรกับแรกเกิดคนหนึ่ง ไม่เพียงพลังจิตวิญญาณบนร่างที่ไม่อาจจับสัมผัสได้ แม้แต่ตัวตนของชายผู้นี้ยังเลือนรางยิ่ง ราวกับตัวเขานั้นเป็นส่วนหนึ่งกับเงาดำในห้องนี้

         

        “ท่านผู้สูงศักดิ์เฟกอลคนนั้นกลับยินยอมให้เราเข้าพบได้ โฮโจ เจ้าคงรู้ดีว่านี่หมายถึงสิ่งใด” อารากะกล่าวเสียงเรียบ ใบหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยร่องรอยของประสบการณ์แห่งสนามรบที่เรียกว่าการค้า

         

        “ครับ ผมจะจัดเตรียมของกำนัลชั้นเลิศที่สุดเพื่อไม่ให้นามของอิสึกะต้องหม่นหมอง” โฮโจกล่าวตอบ ใบหน้าของเขาเปื้อนรอยยิ้มบาง สองมือกำหมัดแน่นด้วยความดีใจ

         

        “ผู้สูงศักดิ์เฟกอลคือผู้ที่แตกฉานที่สุดในเนื้อหาของคัมภีร์เปลือกไม้ชำระและประวัติศาสตร์แห่งองค์เทพเดรฟัส สิ่งที่เจ้าต้องการจะรู้ท่านคือผู้ที่มีโอกาสจะรู้มากที่สุด” อารากะลูบหัวของโฮโจอย่างเบามือ ความภาคภูมิใจฉายชัดเต็มแววตา ชายหนุ่มตรงหน้าเขาคนนี้ถึงกับหาเส้นทางติดต่อผู้ร้อยเรียงจนได้

         

        “องค์หญิงน้อยผู้นั้นจะต้องดีใจแน่” รอยยิ้มอ่อนโยนพร้อมทั้งคำกล่าวทำให้โฮโจยินดีเป็นที่สุด


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน