ภาษีและการโต้กลับ
ข่าวความพ่ายแพ้ของกัสในสงครามชิงอำนาจแพร่กระจายไปทั่วเมืองแห่งดันเจี้ยนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สถานการณ์ภายในเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง
เริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มขั้วอำนาจภายในเมืองที่ออกมาสนับสนุน ‘ผู้ปกครอง’ คนใหม่อย่างตระกูลเขี้ยวทองคำจนออกนอกหน้า ทั้งยังส่งของขวัญมากมายไปให้ตระกูลเขี้ยวทองคำ ทั้งจัดขบวนต้อนรับอย่างสมเกียรติ เรียกได้ว่าออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนตระกูลเขี้ยวทองคำ
ในขณะที่กลุ่มขั้วอำนาจขนาดเล็กไปจนถึงตระกูลเล็กๆ ที่อยู่ในเมืองก็เริ่มเคลื่อนไหว พวกมันตอบสนองต่อข่าวนี้ด้วยท่าทีที่แตกต่างกัน บางกลุ่มออกมาแสดงตัวสนับสนุนผู้นำคนใหม่อย่างเต็มที่ แต่บางส่วนกลับเลือกที่จะหลบหนีออกไปจากเมืองแห่งดันเจี้ยนเป็นการชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง
กลุ่มคนที่ตัดสินใจแบบนี้มีอยู่บ้างพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มคนที่ทำเช่นนี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีความสนิทสนมและใกล้ชิดกับกัสมากเป็นพิเศษ พวกมันจึงรู้ดีว่าพวกมันไม่อาจเปลี่ยนข้างไปเข้ากับตระกูลเขี้ยวทองคำได้ ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงต้องถอนตัวออกไปจากเมืองชั่วคราวและรอคอยให้เขากลับมายึดอำนาจคืนในภายหลัง
ในขณะที่กลุ่มขั้วอำนาจ กลุ่มตระกูลใหญ่น้อยเริ่มเคลื่อนไหวด้วยท่าทีที่แตกต่างกัน กลุ่มคนธรรมดาก็ประสบกับความสับสนและวุ่นวาย เนื่องจากพวกมันไม่อาจตัดสินใจได้ว่าจะทำเช่นไรต่อไป
สำหรับกลุ่มตระกูลและกลุ่มขั้วอำนาจแล้วการเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงเวทีครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพวกมันทั้งหมด
แต่สำหรับคนธรรมดา ความเปลี่ยนแปลงนี้ราวกับ ‘ฟ้าเปลี่ยนสี’ สำหรับพวกมันที่อ่อนแอและปราศจากพลังอำนาจแล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อพวกมันอย่างรุนแรง จนสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกมันไปได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับกลุ่มคนธรรมดานั้น บางส่วนที่มีสติและความคิดก็เริ่มถอนตัวออกไปจากเมืองแห่งดันเจี้ยนอย่างรวดเร็ว บางคนถึงกับยอมทิ้งดินแดนในดันเจี้ยนเลยด้วยซ้ำเพราะพวกมันคาดเดาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้ จึงชิงหลบหนีไปก่อน
ในขณะที่บางส่วนนั้นไม่อาจตัดใจทิ้งดินแดนไปบ้าง แต่ก็ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง พวกมันก็ตัดสินใจแบ่งกลุ่มเป็นสอง กลุ่มหนึ่งออกไปจากเมืองในขณะที่อีกกลุ่มก็เก็บตัวอยู่ในดันเจี้ยนเพื่อรอให้หายนะผ่านพ้นไป
ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีคนที่ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ก็ต้องมีคนที่ตัดสินใจไม่ได้หรือตัดสินใจผิดพลาดไปบ้าง ซึ่งคนเหล่านี้ก็ต้องพบเจอกับหายนะครั้งใหญ่เมื่อตระกูลเขี้ยวทองคำเข้ามาปกครองเมืองแห่งดันเจี้ยน
ปัญหาต่อจากนั้นเป็นอะไรนั้น กัสไม่ได้ให้ความสนใจมากนักเพราะเขารู้ดีว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะให้ความสำคัญ สิ่งเดียวที่เขาให้ความสนใจจึงมีเพียงการฝึกฝนสาวกของเขาและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเขาเองให้มากเท่าที่จะมากได้เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้กัสจึงไม่พยายามแสดงตัวออกไปให้มากนักเพราะเขาไม่อยากกระตุ้นความสนใจจากตระกูลเขี้ยวทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาตอบโต้พวกมันไปอย่างหนักจนทำให้พวกมันสูญเสียอย่างสาหัส
ในตอนนี้พวกมันก็คงกล้ำกลืนฝืนทนความแค้นเอาไว้เต็มที่แล้ว กัสย่อมไม่หาเรื่องใส่ตัวด้วยการกระตุ้นพวกมันซ้ำอีก เขาจึงเลือกที่จะเก็บซ่อนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทั้งหมด
ในเวลาเดียวกันเขาก็เบนความสนใจทั้งหมดของเขาไปยังตำหนักกระบี่และการฝึกฝนสาวกของเขาแทน
เพื่อให้เขาสามารถฝึกฝนสาวกได้อย่างเต็มที่ กัสย่อมต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งก็นับว่าเป็นโชคของเขาเช่นกันที่เขาตัดสินใจละทิ้งอำนาจในเมืองแห่งดันเจี้ยนไปก่อน ทำให้เขามีเวลาว่างมากขึ้น จนมีเวลามากพอที่จะไปกวาดล้างกองทัพมอนเตอร์ในดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้องอีกครั้ง
ด้วยความที่ดันเจี้ยนแห่งนี้ฟื้นฟูแล้ว กัสจึงสามารถกลับไปใช้วิธีเดิมได้อีกครั้ง เขาเริ่มการกวาดล้าง ใช้กลยุทธ์ทุกรูปแบบ เพิ่มระดับการกวาดล้างให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น มีแม้กระทั่งการเพิ่มจำนวนจักรกลสงครามและขยายกองทัพของเขาให้ใหญ่โตมากยิ่งขึ้น
กัสตัดสินใจซื้อกองทัพจากตระกูลเพิ่มอีก 2 กองทัพและขยายกำลังรบของเขาให้มากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บเกี่ยวพลังชีวิตและพลังวิญญาณให้มากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มจัดระเบียบกองทัพและทำการสนับสนุนกองทัพของเกรย์แรทอย่างจริงจัง
เริ่มต้นด้วยการมอบวิชาฝึกฝนระดับสูงที่หามาได้จากนอกตระกูลให้กับกองทัพ มอบทรัพยากรที่มีค่าให้ ซึ่งโดยมากจะเป็นยาที่กลั่นมาจากพลังชีวิตบริสุทธิ์กับพลังวิญญาณเหลวเป็นส่วนใหญ่
ส่วนทรัพยากรพิเศษที่ใช้ฝึกฝนวิชาเฉพาะด้านนั้น กัสจัดหาให้เฉพาะคนที่มีผลงานโดดเด่นเท่านั้น เนื่องจากทรัพยากรพวกนั้นสำหรับเขาแล้วมันแพงกว่าทรัพยากรที่ได้จากพลังชีวิตและพลังวิญญาณมาก
แต่ถึงจะขาดทรัพยากรพิเศษที่ใช้เพื่อบ่มเพาะพลังธาตุ หรือคุณสมบัติพิเศษบางอย่างของวิชาเฉพาะด้าน แต่เพราะได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่จากพลังชีวิตและพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ จึงส่งผลให้ความแข็งแกร่งของกองทัพเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เพียงไม่กี่เดือนจากการฝึกฝน ระดับโดยเฉลี่ยของนักรบในกองทัพก็อยู่ในระดับของ ‘นักรบชั้นสูง’ เป็นที่เรียบร้อย บางส่วนที่มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นยังสามารถก้าวเข้าไปยังขอบเขตของระดับเตรียมได้เลยด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะเกรย์แรทที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากกัส เธอถึงกับบรรลุระดับเตรียมขั้นกลางได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เพราะเขาช่วยเธอฝึกฝนโดยใช้เพลิงแห่งชีวิตร่วมกับปราณลึกลับนั่นเอง ทำให้ความก้าวหน้าของเธอไปไกลเหนือนักรบคนอื่นๆ
ในจุดนี้หากกัสรับเธอมาเป็นอนุและใช้วิชาฝึกคู่กับเธอด้วยละก็ เกรย์แรทก็คงบรรลุถึงระดับเตรียมขั้นสูงสุดไปแล้วและคงได้เริ่มต้นการสะสมพลังชีวิตเพื่อก้าวข้ามขอบเขตเพื่อกลายเป็นเทพอสูรไปแล้ว
แต่เพราะกัสไม่มีเวลาว่างถึงขนาดนั้น ลำพังแค่ฝึกคู่กับภรรยาที่รักของเขาเวลาที่เขามีอยู่ก็แทบจะไม่พอแล้ว ขนาดข้ารับใช้ใกล้ชิดอย่างอิจิโกะกับน้องก็ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรเสียด้วยซ้ำ ยังดีที่พวกเธอเป็นเผ่าแมลงและมีวิธีการฝึกฝนที่พิเศษเฉพาะ พวกเธอจึงไม่ต้องการการสนับสนุนด้วยเคล็ดฝึกคู่ของกัสมากนัก
ส่วนสาวเผ่าแมลงคนอื่นๆ ก็พอจะใช้ปราณลึกลับในการฝึกฝนเพียงอย่างเดียวได้ จึงไม่ค่อยลำบากนัก ขอเพียงเขาไม่ลืมพวกเธอและใช้ร่างแยกมอบความรักและเอ็นดูพวกเธอตามหน้าที่ของนายท่านที่ดีพวกเธอก็ไม่มีข้อเรียกร้องอะไรอีก
คนที่ดูจะมีปัญหามากที่สุดในกลุ่มข้ารับใช้ก็คือมิโดริ เนื่องจากงานที่กัสมอบหมายให้เธอนั้นมีปริมาณมากกว่าข้ารับใช้คนอื่นๆ อีกทั้งงานของเธอยังเผาผลาญพลังงานของเธอไปมาก ทำให้เธอไม่มีพลังงานเหลือมากพอที่จะใช้ฝึกฝนเหมือนข้ารับใช้คนอื่น
ด้วยเหตุนี้กัสจึงพยายามหาเวลามาอยู่กับมิโดริมากเป็นพิเศษ เพื่อใช้เคล็ดฝึกคู่ร่วมกับเธอเติมเต็มพลังงานที่สูญเสียไปให้กับมิโดริจึงพอจะทำให้พัฒนาการของมิโดริไม่หยุดชะงักไปเพราะงานหนัก
เมื่อกัสต้องวุ่นวายอยู่กับการส่งเสริมภรรยาที่รัก ข้ารับใช้และกองทัพของเขา เขาก็แทบไม่เหลือเวลาว่างให้ตัวเองอีก ยังดีที่เขามีผู้ช่วยอย่างหุ่นเชิดวิญญาณที่สามารถเก็บเกี่ยวพลังชีวิตและพลังวิญญาณแทนเขาได้ เขาจึงมีเวลาพักผ่อนและฝึกฝนเหลืออยู่บ้าง
แต่เมื่อดำเนินชีวิตในสภาพที่แทบไม่มีเวลาว่างแบบนี้ เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป็บเดียวเวลา 1 ปีก็ผ่านไปเร็วจนกัสแอบรู้สึกเหมือนฝันอยู่บ้าง เนื่องจาก 1 ปีที่ผ่านมานั้นมันเป็นอะไรที่สงบสุขมาก
ไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นเลยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราวกับเขาได้ย้อนเวลากลับไปยังช่วงเวลาก่อนหายนะ ไม่มีศัตรูเข้ามาวุ่นวาย ไม่มีปัญหาที่ต้องตามแก้ไข ไม่มีแม้กระทั่งคนกวนใจ กัสที่ใช้ชีวิตราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกก็ได้สัมผัสกับความสงบสุข
ทว่าช่วงเวลาที่แสนสุขของเขาก็ไม่ได้ยืดยาวอย่างที่เขาหวัง หลังจาก 1 ปีผ่านไป ปัญหาที่หายไปนานก็กลับคืนมาอีกครั้ง
เริ่มจากปัญหาแรกสุดที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเขา อย่างกลุ่มทายาทรุ่นเยาว์และโกลเด้นที่มาหาเขาเพื่อขอความช่วยเหลือหลังจากถูกตระกูลเขี้ยวทองคำขูดรีดภาษีอย่างหนัก
“ภาษี 50 เปอร์เซ็นต์!! นี่พวกมันกล้าทำถึงขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย!”
กัสอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินคำพูดของโกลเด้นที่มีสีหน้าดำมืดไปหมดเพราะผลผลิตที่มันส่งออกไปโดนเรียกภาษีที่สูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์
“ใช่!! เจ้าพวกสารเลวนั่น!! พวกมันจงใจเล่นงานพวกเราชัดๆ เห็นได้ชัดเลยว่าพวกมันต้องการยั่วยุเจ้า!!”
แม้ว่าคำพูดของโกลเด้นจะฟังดูแปลกไปบ้าง แต่กัสก็ไม่คิดว่ามันแปลกแต่อย่างใด เนื่องจากความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นค่อนข้างสนิทสนมกัน จึงไม่แปลกหากตระกูลเขี้ยวทองคำจะสืบทราบและทำเช่นนี้กับโกลเด้นและทายาทคนอื่นๆ
“มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ของข้าโดนไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ส่วนคนที่โดนก่อนหน้านี้ นานที่สุดน่าจะราวๆ 2 เดือนได้ แต่ตอนนั้นพี่สาวใหญ่โดนไป 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”
กัสนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสอบถามอะไรอีกหลายอย่างจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายกำลังกระตุ้นเขาจริงๆ เขาก็ขมวดคิ้ว
“ช่วยไม่ได้นะ..ข้าจะหาวิธีแก้ให้ ตอนนี้บอกให้ทุกคนสะสมผลผลิตเอาไว้ก่อนอย่าเพิ่งนำออกมา”
“เข้าใจแล้ว..ขอบใจเจ้ามากนะกัส พวกเราทำให้เจ้าลำบากแล้ว”
“ไม่หรอก..ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะข้าเอง เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก”
หลังจากแลกเปลี่ยนคำพูดกันเล็กน้อย ทั้งสองก็ยิ้มให้กันแล้วชกมือกันเบาๆ ตามประสาพี่น้องที่สนิทสนมกันดี จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันออกไป
โกลเด้นกลับไปยังดินแดนของตัวเองและเริ่มแจ้งกับทายาทกลุ่มอื่นๆ ให้หยุดการนำผลผลิตออกไปจากดันเจี้ยนเป็นการชั่วคราว
ส่วนกัสนั้นเขาไปหาแองจี้และขอให้เธอปรับปรุงข่ายอาคมประตูมิติใหม่เพื่อย่อขนาดของมันให้เล็กลงและประหยัดพลังงานมากขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวช่วยส่งผลผลิตออกมาจากดันเจี้ยนแทนการนำออกมาโดยตรง
วิธีนี้แม้จะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ถ้าใช้วิธีสะสมผลผลิตจำนวนมากและส่งออกมาผ่านข่ายอาคมแทน มันก็ประหยัดกว่าเพราะเมื่อไม่ต้องผ่านลานกว้าง ตระกูลเขี้ยวทองคำก็ไม่มีทางตั้งด่านเก็บภาษีได้
นอกจากนี้กัสยังคิดว่าการพัฒนาข่ายอาคมขนาดเล็กน่าจะมีประโยชน์มากกว่านี้ในอนาคต เขาจึงไม่ลังเลที่จะทุ่มทรัพยากรเพื่อขอให้แองจี้พัฒนามันขึ้นมา
ซึ่งแน่นอนว่าแองจี้ย่อมไม่ปฏิเสธเพราะการพัฒนาข่ายอาคมประตูมิตินั้นเป็นความปรารถนาของเธอมาตั้งนานแล้ว แต่เพราะเธอไม่มีเวลาว่างมากพอ เธอจึงไม่สามารถทำงานที่เธออยากทำได้
แต่เมื่อมีคำสั่งของกัส เธอก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องหยุดยั้งความต้องการของตัวเองและเริ่มต้นพัฒนาข่ายอาคมประตูมิติขนาดเล็กทันที
การพัฒนาข่ายอาคมเพื่อลดขนาดนั้น ไม่ใช่จุดที่ยากเท่าไหร่นัก เนื่องจากบันทึกของฝ่ายวิศวกรรมมนตรามีข้อมูลประเภทนี้อยู่มาก แองจี้สามารถศึกษาและนำมาปรับใช้ได้ไม่ยากเพราะต่อให้ข่ายอาคมประตูมิติที่เธอสร้างขึ้นจากพลังของกัสจะมีแนวทางที่แตกต่างจากข่ายอาคมเคลื่อนย้ายมิติที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่บ้าง
แต่โดยรวมแล้วมันยังมีหลักการเดียวกันนั่นคือการเชื่อมต่อสถานที่สองแห่งเข้าด้วยกัน
รูปแบบการเชื่อมต่ออาจจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่โดยรวมยังเป็นการเชื่อมต่อและการสร้างช่องทางขึ้นมา ความต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างข่ายอาคมเคลื่อนย้ายมิติที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกับข่ายอาคมประตูมิติของกัสก็คือ
ข่ายอาคมเคลื่อนย้ายมิติใช้หลักการของการ ‘เคลื่อนย้าย’ สิ่งหนึ่งไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ขณะที่ข่ายอาคมประตูมิติใช้หลักการของการสร้าง ‘ช่องว่าง’ เชื่อมต่อสถานที่สองแห่งเข้าด้วยกัน
หลักการทั้งสองนี้มีรูปแบบการทำงานที่แตกต่าง แต่ยังมีจุดเริ่มต้นเดียวกันนั่นคือการเชื่อมต่อสถานที่สองแห่งเข้าด้วยกัน แองจี้จึงสามารถนำหลักการของข่ายอาคมเคลื่อนย้ายมิติขยายเล็กมาใช้เป็นแนวทางได้
เมื่อมีแนวทางที่ชัดเจน รวมกับความชำนาญที่มีอยู่ การพัฒนาข่ายอาคมประตูมิติขนาดเล็กก็ไม่ได้ยากอย่างที่แองจี้คิด เธอใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนก็สร้างมันขึ้นมาจนสำเร็จและใช้เวลาอีกครึ่งเดือนในการปรับปรุงจนกลายเป็นผลงานที่สมบูรณ์
เพียง 1 เดือนแองจี้ก็นำผลงานที่สมบูรณ์มาส่งให้กัส ซึ่งทำให้เขาทึ่งไม่น้อยเพราะผลงานที่สมบูรณ์ของแองจี้นั้นออกมาได้เหนือความคาดหวังของเขามาก
“เล็กขนาดนี้เลยหรือ..นี่มัน พกติดตัวได้เลยนะเนี่ย”
“ค่ะ! ข้าออกแบบมันมาเพื่อให้สามารถพกติดตัวได้..เพื่อที่ในอนาคตพวกเราจะได้ใช้สิ่งนี้ในการส่งเสบียงอาหารเข้าไปในดันเจี้ยนได้ ข้าคิดว่ามันน่าจะช่วยให้การบุกเบิกดันเจี้ยนแห่งอื่นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็ทึ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยความยินดีแล้วดึงแองจี้เข้ามากอดแน่นด้วยความขอบคุณ
“ขอบใจเจ้ามากแองจี้..เจ้าคิดถึงข้าเสมอจริงๆ”
“ด..ด้วยความยินดีค่ะท่านกัส..”
ใบหน้าของแองจี้แดงระเรื่อด้วยความขัดเขิน ขณะที่แองเจิลนั้นยิ้มหวานอย่างมีความสุขที่คุณหนูของเธอได้รับความรักจากกัสอย่างที่เธอหวัง
หลังจากมีต้นแบบแองจี้ก็สร้างสายการผลิตได้ไม่ยาก เมื่อรวมกับทรัพยากรที่ค่อนข้างจะหาง่ายเพราะหัวใจหลักของวัตถุดิบคือผลึกวิญญาณที่ผ่านการปลูกฝังพลังวิญญาณของกัส ซึ่งเธอสามารถขอได้เท่าที่เธอต้องการ การผลิตจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องยาก
จุดที่ยากหน่อยคือการสร้าง ‘สถานี’ หลักเพื่อใช้ในการเคลื่อนย้ายเสียมากกว่าเพราะถ้าต้องการสร้างเครือข่ายเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมต่อข่ายอาคมจำนวนมาก สถานีก็นับเป็นสิ่งที่จำเป็น
แองจี้จึงใช้เวลาอีก 1 เดือนในการปรับปรุงและสร้างสถานีขึ้นมา ก่อนจะส่งสถานีไปยังวิหารเทพจริงแท้เพื่อใช้เป็นจุดรับส่ง ส่วนข่ายอาคมประตูมิติขนาดเล็กนั้น กัสส่งให้กับทายาททุกกลุ่มที่มาจากตระกูลเขาเพื่อเป็นการชดเชยที่ทำให้ทุกคนลำบาก
เมื่อมีข่ายอาคมขนาดเล็กเป็นของตัวเอง ทุกกลุ่มก็สามารถใช้ช่องทางนี้ส่งผลผลิตไปยังวิหารเทพจริงแท้ได้โดยตรง จึงไม่ถูกเก็บภาษีจากตระกูลเขี้ยวทองคำอีกต่อไป
แต่เมื่อเหล่าทายาทหยุดขนผลผลิตออกมาจากดันเจี้ยนจนทำให้ตระกูลเขี้ยวทองคำไม่อาจเก็บภาษีได้อย่างที่ต้องการ พวกมันก็เริ่มเกิดความสงสัยและนำไปสู่การค้นหาข้อมูล ซึ่งเมื่อพวกมันไม่สามารถหาคำตอบได้ พวกมันก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมาและใช้วิธีอื่นมาสร้างปัญหาแทน
คนที่ลำบากที่สุดในจุดนี้ก็ไม่พ้นโกลเด้นที่มีกิจการอยู่ภายในเมือง ซึ่งได้รับผลกระทบไปเต็มๆ เพราะต่อให้พวกมันไม่สามารถดักเก็บภาษีส่งออกได้ พวกมันก็หันมาเก็บภาษีค้าขายแทน
การกระทำที่ไร้ซึ่งเหตุผลนี้ทำให้กัสโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เขาก็ทำอะไรพวกมันไม่ได้เพราะสิ่งที่พวกมันทำนั้น อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ปกครองเมือง
แม้จะมองดูไร้เหตุผล แต่นี่ก็เป็นหนึ่งในอำนาจที่ทำให้พวกมันยินดีตอบรับกฎกติกาของเกมชิงอำนาจ
แต่ก็แน่นอนว่าการกระทำที่ไร้เหตุผลของพวกมันก็มีข้อเสียเช่นกันเพราะถ้าพวกมันเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงจนผิดปกติเช่นนี้กับทุกฝ่าย มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนมาเปิดกิจการภายในเมือง
ปัญหาเพียงอย่างเดียวที่พวกเข้าเผชิญคืออีกฝ่ายเล็งเป้าหมายมาที่ทายาทของตระกูลอันดูวเดธเพียงกลุ่มเดียว มันจึงทำให้กัสกับทายาทคนอื่นๆ พบเจอกับความลำบาก
“ดี!! ในเมื่อพวกเจ้าทำถึงขนาดนี้ ก็อย่ามาหาว่าข้าโหดร้ายก็แล้วกัน..”
กัสเค้นเสียงออกมาด้วยความเดือดดาลจากนั้นตัดสินใจโต้กลับอย่างรุนแรง เขาตัดสินใจเพิ่มราคาค่าบริการของทายาทจากตระกูลเขี้ยวทองคำขึ้นทันที 10 เท่าตัวโดยไม่สนใจคำทักท้วงใดๆ จากอีกฝ่าย
ผลลัพธ์นี้ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาทันที ตระกูลเขี้ยวทองคำก็ตอบโต้กัสกลับอย่างรุนแรงด้วยการสร้าง ‘กำแพงภาษี’ ขึ้นเพื่อกีดกันเมืองแห่งการฝึกฝนออกจากเมืองแห่งดันเจี้ยน
การกระทำนี้ทำให้สถานการณ์แปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเนื่องออกไปเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อกิจการใหญ่น้อยทั้งหมดที่คาบเกี่ยวระหว่างเมืองแห่งดันเจี้ยนและเมืองแห่งการฝึกฝน
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้การค้าขายระหว่างเมืองทั้งสองแทบจะกลายเป็นอัมพาตเพราะกำแพงภาษีทำให้สมาคมพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขาย ไม่กล้าออกจากเมืองแห่งดันเจี้ยนเพื่อทำการซื้อขาย เนื่องจากสินค้าที่พวกมันซื้อมาจากเมืองแห่งการเกษตรทั้งหมดจะถูกตั้งภาษีนำเข้าเมือง
กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในความขัดแย้งครั้งนี้ก็หนีไม่พ้นกลุ่มคนธรรมดาที่ต้องเข้าออกเมืองแห่งดันเจี้ยนบ่อยๆ ซึ่งพวกมันถึงกับถูกเก็บ ‘ค่าผ่านประตู’ ภาษีนำเข้าและส่งออก
จนท้ายที่สุดปัญหาที่ยืดยาวออกไปก็แทบจะทำให้เมืองทั้งสองถูกแยกออกจากกันโดยสมบูรณ์
ทั้งคน ทั้งกิจการ ทุกอย่างถูกแยกออกเป็นสองกลุ่มโดยไม่มีการไปมาหาสู่กันอีกเพราะมันไม่คุ้มค่า เนื่องจากกำแพงภาษีที่ทำให้การค้าขายใดๆ ต้องขาดทุน
กิจการเดียวที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่นั้น ก็ดูจะเป็นกิจการห้องฝึกฝนของกัสเพราะมันเป็นกิจการที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ ทำให้ต่อให้กัสเพิ่มราคาสูงขึ้น ตระกูลเขี้ยวทองคำก็ยังต้องกัดฟันจ่าย
แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้นเพราะหลังจากปัญหาดำเนินต่อไปได้ไม่นาน กัสก็เปิดไพ่ตายของเขา ด้วยการทำการค้าขายกับสมาคมพ่อค้าผ่านเมืองแห่งดันเจี้ยนเมืองอื่นๆ จากนั้นสร้างหน้าร้านของตัวเองและทำการซื้อขายในฐานะ ‘ตัวกลาง’ ให้กับสมาคมพ่อค้า
เมื่อกัสเปิดเผยไพ่ตายใบนี้ออกมา ตระกูลเขี้ยวทองคำก็แทบกระโดดเมื่อเห็นกิจการค้าขายภายในเมืองแห่งการฝึกฝนเริ่มฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง เมืองแห่งการเกษตรหลายๆ แห่งก็เริ่มคึกคักมากยิ่งขึ้น
กลุ่มคนที่ถูกกีดกันเพราะกำแพงภาษีก็เริ่มพิจารณาลงหลักปักฐานที่นอกเมืองแทน ส่งผลให้พื้นที่ทางการเกษตรขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วเพราะหลายครอบครัวเริ่มหันมาทำการเพาะปลูกในโลกภายนอกแทน เนื่องจากภาษีที่สูงเกินไปและดันเจี้ยนยังไม่ฟื้นฟู
ผลลัพธ์ของความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ภาษีที่ตระกูลเขี้ยวทองคำเก็บได้ลดต่ำลงตลอดเวลาจนทำให้สองตาของพวกมันแดงก่ำ เมื่อเห็นกิจการที่เติบโตขึ้นตลอดเวลาในเมืองแห่งการฝึกฝน
และไม่เพียงเท่านั้นหลังจากผ่านเวลาไปอีกช่วงหนึ่ง กัสก็ตอบโต้กลับมาด้วยการแย่งชิงตำแหน่ง ‘ผู้ท้าชิง’ มาจากตระกูลใหญ่น้อยที่พยายามรับตำแหน่งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ใน ‘การค้าขาย’ กับตระกูลเขี้ยวทองคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่ตระกูลเขี้ยวทองคำมอบให้กับตระกูลที่ได้รับตำแหน่งผู้ท้าชิง โดยแลกกับการยอมแพ้ในสงครามชิงอำนาจ
นี่นับเป็นกลวิธีที่ตระกูลใหญ่ใช้ในการลดความสูญเสียและเป็นการปกป้องตำแหน่งผู้ปกครองของตนเองเพราะตามกฎของเกมชิงอำนาจ ทุกปีจะมีผู้ท้าชิงได้เพียง 1 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งพูดได้ว่าในแต่ละปีจะมีสงครามชิงอำนาจ 1 ครั้ง
ตระกูลเขี้ยวทองคำจึงใช้ช่องว่างของกฎข้อนี้มาหาผู้ท้าชิงที่เต็มใจ ‘ยอมแพ้’ ในสงครามชิงอำนาจโดยแลกกับข้อเสนอซื้อขายกับตระกูลของพวกมัน
ซึ่งแน่นอนว่าการเข้ามาร่วมวงของกัสในครั้งนี้ย่อมทำให้ตระกูลเขี้ยวทองคำตื่นตัวขึ้นมาเพราะพวกมันรู้ว่ากัสไม่มีทางตอบรับข้อเสนอซื้อขายของพวกมันแน่ หากแต่จะชิงตำแหน่งผู้ปกครองกลับไปเท่านั้น