ตอนที่ 57
“นายน้อยระวัง”
“พวกเจ้าต่อสู้อยู่ยังจะสนใจทางอื่นอีก” โครงกระดูกทั้งสองฉวยโอกาสโจมตีไป๋ตี้และไป๋จง แต่พวกเขาทั้งสองคนก็สามารถป้องกันการโจมตีนี้เอาไว้ได้ แต่ด้วยการถูกโจมตีที่เผลอนี้ทำให้พวกเขานั้นได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ตู้ม ตู้ม
ไป๋ซิงใช้โล่แห่งแสงเพื่อต้านทานการโจมตีของหอกกระดูก เมื่อป้องกันการโจมตีนี้ได้แล้วจึงทำให้เขาเห็นร่างกายของสัตว์อสูรตนนี้ชัดเจนเป็นครั้งแรกมันเป็นสัตว์อสูรที่มีร่างกายใหญ่โตสามเมตรทั่วร่างกายของมันมีแต่กระดูก บริเวณกลางอกของมันนนั้นมีแกนกลางสีเขียวแขนทั้งสองข้างของมันนั้นแหลมคมเหมือนดาบ
“พวกเจ้าสองคนสนใจคู่ต่อสู้ของตัวเองก็พอไม่ต้องสนใจข้า” เมื่อป้องกันการโจมตีได้แล้วเขาก็กล่าวกับทั้งสองคนนั้นเพื่อไม่ให้พวกเขาพะวงหน้าพะวงหลัง
เขาใช้ออกด้วยท่าร่างอัสนีสวรรค์ทันทีพร้อมใช้ออกด้วยกระบวนท่าประกายแสงอย่างรวดเร็วพุ่งเข้าใส่ทำลายหอกกระดูก เมื่อโดนการโจมตีนั้นสัตว์อสูรกระดูกไม่อาจตามการเคลื่อนไหวได้ทันพลังของกระบี่กฎเกณฑ์แห่งธาตุนั้นเจาะทะลวงเขาใส่แกนกลางของมัน ร่างของมันค่อยๆแตกกระจายอย่างช้าๆก่อนจะกระแทกลงพื้นแล้วแน่นิ่งไม่ขยับ
ร่างของไป๋ซิงหยุดเคลื่อนไหว สายตากวาดสำรวจไปรอบด้านก่อนหยุดลงที่ซากของสัตว์อสูรกระดูกนี้ “ก็เพียงแค่สัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติชั้นสูงเท่านั้น”
“พวกเจ้าโจมตีแก่นกลางตรงบริเวณออกของมัน” หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองก็สามารถจัดการสัตว์อสูรโครงกระดูกลงได้อย่างง่ายดาย
“กระดูกสังหาร” เสียงอันเย็นชาจากภายในหุบเขาดังขึ้นอีกครั้ง
“พวกมนุษย์นั้นใช่ถูกสังหารลงแล้วหรือไม่” ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมา ทำให้เจ้าของเสียงนั้นรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างได้
“มันไม่อาจรับรู้สถานการณ์ภายในได้อย่างนั้นหรือทั้งๆที่อสูรโครงกระดูกนั้นถูกทำลายไปแล้ว” ไป๋ซิงครุ่นคิดทุกอย่างเงียบๆและคิดถึงความเป็นไปได้ทุกอย่างหรือจะมียอดฝีมือตำหนักม่วงในหุบเขาแห่งนี้มากกว่าหนึ่งคน
‘เป็นไปไม่ได้’ เขาปฏิเสธความคิดนี้ทันที
ไป๋ตี้ ไป๋จงทั้งสองกลับมาหานายน้อยอย่างรวดเร็ว
“นายน้อยเสียงนี่มันใช่เจ้านายของอสูรโครงกระดูกพวกนี้หรือไม่หรือพวกมันยังมีพรรคพวกตนอื่นอีก” ไป๋ซิงคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็ส่ายหน้าเบาๆ
“เรื่องนี้ใหญ่เกินไปสำหรับพวกเรา” เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าดินแดนอันห่างไกลเช่นเขตชายแดนระหว่างตระกูลไป๋และตระกูลฟงกลับซุ่มซ่อนไว้ด้วยขุมกำลังเยี่ยงนี้มาก่อนทำให้บริเวณนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง
“สิ่งที่พวกเราต้องทำตอนนี้คือออกจากค่ายกลนี้ให้ได้เสียก่อน ถ้าพวกเรายังถูกขังอยู่ในค่ายกลนี้ในไม่ช้าเจ้านายของอสูรโครงกระดูกคงจะรับรู้ได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง”
“ในตอนนี้พวกเราไม่รู้ว่าเจ้านายของพวกนี้มันใช้ยอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงหรือไม่” ไป๋ซิงใช้ความคิดและวิเคราะห์ค่ายกลนี้อย่างเงียบๆ หลังจากนั้นพวกเขาก็นั่งฟื้นฟูพลังภายใต้การปกป้องของกระบี่แห่งแสงที่หมุนวนอยู่รอบๆ ในขณะที่เขาใช้ความคิดวิเคราะห์ค่ายกลนี้ไปด้วย
ในหุบเขามีเสียงกรีดร้องสาปแช่งดังออกมาไม่ขาดสายที่ใจกลางของหุบเขาแห่งนี้จัดตั้งไว้ด้วยเสาหินหลายร้อยต้นที่ผูกร่างของมนุษย์ทั้งหญิงชายเอาไว้ทุกร่างล้วนเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลมากมาย ทั้งหมดถูกทรมานด้วยความรุนแรง
“เหนือธรรมชาติยังคิดว่าตัวเองยังเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอยู่อีกหรือ กินปัสสาวะของบิดาลงไปเผื่อจะดับกระหายลงได้บ้าง” ทาสร่างยักษ์หัวร่ออย่างชั่วร้าย
“ไม่ว่าพวกเจ้าจะมาจากตระกูลใดพวกข้าก็ไม่กลัว” อีกร่างหนึ่งที่อยู่ข้างๆพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเยอะ
ท่ามกลางวงล้อมของเสาหินบุรุษสตรีหกคนในเครื่องแต่งกายอันงดงามยืนมองภาพเบื้องหน้าราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“พวกเรากว้านซื้อทาสกว่าหนึ่งล้านคนในพื้นที่แถบนี้ไว้ ทั้งยังจับตัวยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติกว่าร้อยคนมาได้ แต่ดูเหมือนว่าจะยังห่างไกลจากสิ่งที่ท่านอาจารย์ต้องการอยู่อีกมาก” สตรีชุดดำกล่าวขึ้น
“ตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่กำลังออกไปจับกุมผู้บุกรุกอยู่ ต่อให้ผู้บุกรุกเป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติก็ไม่คณามือพี่ใหญ่หรอกคงอีกไม่นานก็คงจะมาได้ครบถ้วน”
ชายหนุ่มรูปงามกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “แต่ว่าสัตว์อสูรรับใช้ของท่านอาจารย์ถูกศัตรูสังหารภายในค่ายกลที่ปากหุบเขา ศิษย์พี่ทั้งหลายเห็นว่าสมควรจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร”
“แล้วทำไมเจ้าไม่ออกไปจัดการผู้บุกรุกซะล่ะ” บุรุษสตรีทั้งหลายต่างหันไปจ้องมองบุรุษที่พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าหมองคล้ำ พวกเขานั้นไม่ใช่คนโง่พวกเขาถึงแม้ทุกคนจะมีฝีมือสูงส่ง แต่ถ้าศัตรูสามารถสังหารอสูรรับใช้ที่อยู่ในค่ายกลได้นั้นย่อมหมายความว่าศัตรูของพวกเขานั้นมีฝีมือร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อบุรุษที่พูดขึ้นมานั้นได้ยินสิ่งที่ศิษย์พี่กล่าวขึ้นมาสีหน้าของเขานั้นไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
แต่ในทันใดนั้นเองประตูเหล็กกล้าขนาดใหญ่ถูกพลังงานลึกลับบางอย่างเปิดออกจนเผยให้เห็นทางเดินอันมืดมิด ภายในทางเดินนั้นมีรังสีอันเย็นยะเยือกพุ่งออกมาจากส่วนลึกของทางเดินเมื่อบุรุษและสตรีทั้งหมดเห็นสิ่งนั้นพวกเขาก็รีบส่งเสียงด้วยความเคารพทันที
“คำนับท่านอาจารย์” บุรุษและสตรีทั้งหลายนั้นโค้งคำนับด้วยความเคารพ
หลังจากนั้นก็มีเสียงที่ทรงพลังดังออกมาจากเส้นทางที่มืดมิดภายในถ้ำนั้น
“เจ้าเจ็ด เจ้านับเป็นผู้ฉลาดหลักแหลมที่สุดในหมู่ศิษย์ทั้งหลาย หน้าที่จัดการกับผู้บุกรุกมอบให้แก่เจ้า”
“ศิษย์น้อมรับบัญชา” ชายหนุ่มรูปงามไม่กล้าชักช้ารีบตอบรับคำด้วยความเคารพ
เมื่อเสียงนั้นสั่งทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วประตูเหล็กขนาดมหึมาก็ปิดตัวลงอย่างช้าๆ
จนถึงตอนนี้บุรุษสตรีทั้งหกจึงกล้าระบายลมหายใจออกมาตามปกติ แม้พวกมันจะเป็นศิษย์ผู้รับถ่ายทอดวิชา แต่ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าอาจารย์ผู้นี้แล้ว พวกมันยังอดมิได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหวหวาดกลัว ทั้งหมดล้วนเคยเห็นมากับตาว่าศิษย์ผู้กระทำผิดถูกลงทัณฑ์ทรมานจนตายอย่างน่าอนาถ กระทั่งดวงวิญญาณก็ไม่มีโอกาสได้กลับเข้าสู่วัฏสงสาร พวกเขาทั้งหมดนั้นต่างหวาดกลัวอาจารย์ของพวกตนเป็นอย่างมาก
“ไม่ทราบว่าสมบัติวิเศษที่ท่านอาจารย์กำลังจัดสร้างอยู่คือสิ่งใดกันแน่” ชายหนุ่มหนึ่งในลูกศิษย์กล่าวขึ้นก่อน
เมื่อเห็นประตูห้องลับปิดสนิทแน่น เหล่าศิษย์ทั้งหกจึงกล้าสนทนาสืบต่อโดยที่หัวข้อยังคงเป็นเรื่องสมบัติวิเศษลึกลับที่อาจารย์ของตนกำลังสร้างอยู่
“ตั้งแต่แรกเริ่มที่พวกเราออกเดินทางจนกระทั่งมาถึงที่แห่งนี้ พวกเราสังหารสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติจำนวนหลายร้อยและคนสามัญจำนวนนับไม่ถ้วนแต่ก็ยังคงไม่เพียงพอ ท่านอาจารย์กล่าวว่าหากสมบัติวิเศษชิ้นนี้จัดสร้างสำเร็จ ต่อให้ปรมาจารย์หมื่นสำแดงมาด้วยตนเองก็ไม่ใช่คู่มือของท่านอีกต่อไป”
“แต่ว่าการที่สังหารผู้คนไปมากมายเช่นนี้นั้นตระกูลใหญ่ที่อยู่ที่นี้จะไม่สงสัยเอาอย่างนั้นรึ”
“เจ้าจะหวาดกลัวไปทำไมอาจารย์ของเรานั้นเป็นยอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงเลยนะ”
“แต่เจ้าก็อย่าลืมว่าตระกูลใหญ่นั้นก็มียอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงเช่นเดียวกันแล้วอย่างนี้พวกเจ้าไม่กลัวอย่างนั้นหรือที่จะถูกล้างบาง” หนึ่งในสตรีนั้นกล่าวขึ้นมา
“ศิษย์พี่ไม่ต้องสนใจเมื่ออาจารย์นั้นสร้างอาวุธนี้สำเร็จไม่มีใครสามารถต่อกรกับอาจารย์ได้”
ในระหว่างที่พวกเขาสนทนากันอยู่นั้นเองได้มีดวงวิญญาณดวงหนึ่งหลุดออกมาจากร่างกายของยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติที่ถูกผูกติดอยู่กับเสา ดวงวิญญาณนั้นมีความเครียดแค้นพยาบาทรุนแรงเป็นอย่างมาก
วิญญาณดวงนั้นส่งเสียงกรีดร้องดังระคายหูก่อนที่จะถูกดึงดูดเข้าสู่เสาหิน และส่งไปยังห้องลับที่อยู่ใต้หุบเขา
“ได้วิญญาณพยาบาทเพิ่มขึ้นอีกตนหนึ่งแล้ว” ปากกล่าวราวกับไม่มีอันใด แต่คนทั้งหกอดนึกไปถึงศิษย์ผู้เคยล่วงเกินท่านอาจารย์ไม่ได้ มันประสบชะตากรรมถูกทรมานจนกลับกลายเป็นวิญญาณพยาบาทและดูดกลืนเข้าสู่เสาหินไม่มีโอกาสได้กลับไปเกิดใหม่เช่นกัน
เมื่อพวกศิษย์พี่เห็นวิญญาณพยาบาทเกิดขึ้นอีกนั้นก็รีบกล่าวกับศิษย์น้องเจ็ดทันที
“เจ้าเจ็ดจงรีบไปจัดการกับผู้บุกรุกตามคำสั่งของท่านอาจารย์” ศิษย์อีกผู้หนึ่งส่งเสียงเร่งรัด
“เรื่องนั้นข้ารู้ดีอยู่แล้ว” ชายหนุ่มรูปงามตอบโต้ด้วยน้ำเสียงขัดใจแต่ยังคงก้าวจากไปแต่โดยดี เขาไม่กล้าขัดคำสั่งของอาจารย์ไม่อย่างนั้นจะเป็นเหมือนกับยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติที่อยู่บนเสาหินนั้น ที่ถูกทำให้เป็นวิญญาณพยาบาทไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้อีก
หนุ่มรูปงามนั้นรีบออกจากใจกลางหุบเขาและตรงไปที่ค่ายกลที่มีหมอกดำสนิทปกคลุมทั่วบริเวณเขานั้นเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบท่ามกลุ่มหมอก แต่หมอกพวกนี่นั้นเปิดทางให้กับเขาทุกย่างก้าวนั้นราวกับไม่มีสิ่งกีดขวางเลยแม้แต่น้อย
แม้เขาจะสามารถใช้ความได้เปรียบของค่ายกลแต่มันไม่กล้าประมาทคู่ต่อสู้แม้แต่น้อย ผนึกแห่งเต๋าถูกเตรียมพร้อมอยู่ในมือข้างซ้าย ขณะที่แส้ถูกกุมกระชับอยู่ในมือข้างขวา
“ไป” มันสะบัดข้อมือคราหนึ่ง มีสายแส้นับพันพุ่งเข้าโจมตีใส่พวกไป๋ซิง
ไป๋ซิงนั้นใช้สัมผัสพลังจิตตลอดเวลาเขารับรู้ได้ตั้งนานแล้วว่ามีบุคคลภายนอกได้เข้ามาค่ายกลเขาตั้งใจจะหลอกล่อบุคคลนั้นเข้ามาใกล้ๆ กระบี่แห่งแสงที่รายล้อมอยู่รอบกายของพวกเขานั้นทำลายการโจมตีนั้นได้อย่างง่ายดาย
“พวกข้ารอเจ้าอยู่นานแล้ว” เมื่อได้ยินสิ่งนี้นั้นเขาตื่นตัวเป็นอย่างมาก
“พลังในการควบคุมพลังธาตุรึ” ชายหนุ่มรูปงามตื่นตัวขึ้น “นี่เป็นยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับเหนือธรรมชาติลำพังแส้วิเศษคงไม่เพียงพอที่จะทำอันตรายมันได้” มันระมัดระวังตัวขึ้นกว่าเดิมเพราะฝ่ายตรงข้ามนั้นมีอยู่หลายคน
“เจ้าเป็นใคร” มันส่งเสียงตวาด
พวกไป๋ซิงลุกขึ้นยืนตระหง่าน ดวงตาจับจ้องไปยังบุรุษหนุ่มรูปงาม “ที่นี่เป็นพรมแดนระหว่างตระกูลไป๋และตระกูลฟง แต่เจ้ากลับไม่ใช่สมาชิกของทั้งสองตระกูลเจ้าเป็นใครกันแน่” ไป๋ซิงถามกลับ ไป๋ตี้ ไป๋จงเคลื่อนไหวรายล้อมบุรุษรูปงามเป็นสามเหลี่ยม
“หากข้าบอกออกไป เกรงว่าจะขู่จนเจ้าขวัญฝ่อตาย” ชายหนุ่มรูปงามตะคอกกลับ
“ข้าอยากรู้จริงๆว่าเจ้าจะปากแข็งได้อีกนานแค่ไหน” ทั้งสามคนนั้นโจมตีออกไปพร้อมกัน
“ให้แส้ในมือข้ากล่าวแทนก็แล้วกัน” ชายหนุ่มรูปงามไม่แพร่งพรายข้อมูลอันใดออกมาแม้แต่น้อย แส้ยาวในมือยืดขยายออกกลายเป็นอสรพิษสีดำขนาดยักษ์ขดรอบกายของตนเองเพื่อป้องกันการโจมตีของทั้งสามคน แต่การป้องกันของเขานั้นกับสลายหายไปไม่สามารถป้องกันได้เลยแม้แต่น้อย เขาใช้ท่าร่างหลบหลีกออกจากการโจมตีนี้
“นี่เป็นการโจมตีแบบใดกันทำไมจึงมีพลังทำลายล้างมากมายอย่างนี้” ศิษย์คนที่เจ็ดที่ได้ชื่อว่าฉลาดและมีไหวพริบที่สุดนั้นกลับไม่สามารถโต้ตอบการโจมตีของทั้งสามคนได้เลย เขาเปลี่ยนไปใช้ท่าร่างในการหลบหลีกและการป้องกันเท่านั้น
ไป๋ซิงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วใช้ออกด้วยกระบวนท่าประกายแสงพลังกระบี่อันแข็งแกร่งนั้นพุ่งเข้าหาฝ่ายตรงข้ามด้วยความรวดเร็ว
ทว่าบุรุษผู้นั้นก็หลบด้วยความฉุกละหุก เมื่อหลบได้แล้วก็มีการโจมตีเข้ามาอีกมันกลิ้งไปข้างๆเมื่อเห็นการโจมตีเข้ามาเป็นครั้งที่สามมันรีบใช้งานผนึกแห่งเต๋าและหลบหนีออกไปทันที
“นายน้อยมันหลบหนีไปแล้ว” เขาไม่นึกเลยว่าบุรุษผู้นี้นั้นจะครอบครองผนึกแห่งเต๋าอยู่ทำให้เขาไม่ได้เตรียมการป้องกันเอาไว้
“ปล่อยมันไปก่อนแต่อีกไม่นานต้องมีพรรคพวกของมันนั้นสมทบเข้ามาอีกเป็นแน่พวกเจ้าป้องกันการโจมตีเอาไว้ให้ดี ข้าจะหาทางออกจากค่ายกลนี้ให้ได้”
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel
https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ